|
การตั้งช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์
|
|
การถ่ายภาพที่จะให้ได้ภาพถ่ายมีลักษณะที่ไม่มืดมัวหรือสว่างจนเกินไปนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความเข้าใจการปรับตั้งขนาดของ
ช่องรับแสง(Aperture) และความเร็วของชัตเตอร์(Shutter speed)
ให้ทำงานสัมพันธ์กับความไวแสงฟิล์มเพื่อได้ปริมาณของ
แสงเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มได้พอดี ช่องรับแสงจะทำหน้าที่ควบคุมปริมาณของแสงที่จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์ม
ร่วมกับชัตเตอร์ซึ่งทำหน้าทึ่ควบคุมเวลาให้แสงเข้าไปในกล้องได้เป็นระยะเวลานานเท่าใด
การปรับขนาดช่องรับแสงที่แตกต่างกันนอกจากจะมีผลทำให้ปริมาณของแสงเข้าไปในกล้องต่างกันแล้ว
ยังทำให้ระยะความคมชัดของภาพแตกต่างกันไปอีกด้วย ซึ่งเรียกว่าภาพถ่ายมีช่วงความชัด(Depth of Field) ต่างกัน
ส่วนการปรับความเร็วของชัตเตอร์ก็เช่นกัน หากมีการปรับหรือเปลี่ยนความเร็วของชัตเตอร์ ปริมาณของแสงก็จะเข้าไปในกล้องจะต่างกัน
และยังมีผลต่อการถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนที่อีกด้วย
|
|
|
ความสัมพันธ์ระหว่างช่องรับแสงกับความเร็วชัตเตอร์
|
|
|
เนื่องจากช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ทำงานสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เมื่อมีการปรับหรือเปลี่ยนช่องรับแสงหรือความเร็วชัตเตอร์
ปริมาณของแสงที่เข้าไปในกล้องก็จะเปลี่ยนไปด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการปริมาณแสง 100%
หากเปิดช่องรับแสงกว้าง 20% ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ 80 % หรือ ถ้าเปิดช่องรับแสงกว้าง 50 % ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ 50 %
และถ้าเปิดช่องรับแสงกว้าง 80 % ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ 20 % จึงจะได้ปริมาณแสงที่เท่ากัน
ในการถ่ายภาพที่สภาพของแสงที่มีแสงแดด และปรากฎว่าเครื่องวัดแสงกำหนดให้เปิดช่องรับแสง f11
ความเร็วชัตเตอร์ 1/125 วินาที จะได้ภาพที่รับแสงได้พอดี แต่ถ้าเราต้องการเปลี่ยนไปใช้ความเร็วชัตเตอร์ให้เร็วขึ้น 1 ขั้น
คือ 1/250 วินาที เพื่อจับภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง ก็จำเป็นต้องเปิดช่องรับแสงให้กว้างขึ้น 1 สตอป คือ f8
เพื่อชดเชยให้ได้ปริมาณแสงเข้ากล้องพอดี ในทำนองเดียวกัน หากเราต้องการใช้ความเร็วชัตอตอร์ช้าลงจากเดิม 1 ขั้น
คือ 1/60 วินาที ก็ต้องปรับขนาดช่องรับแสงให้แคบลง 1 สตอป นั่นคือ ด16 จึงจะรับปริมาณแสงได้พอดี เป็นต้น
ข้อควรจำที่ง่ายๆก็คือ ในการเลือกใช้ขนาดช่องรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ ต้องใช้ให้สัมพันธ์กันโดยคำนึงถึง
ความไวแสงฟิล์มที่ใช้ด้วยเมื่อต้องการเลือกปรับขนาดช่องรับแสงเป็นสำคัญก็ตองปรับเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์ให้เร็วขึ้น
หรือช้าลงตามสภาพของแสงขณะถ่ายภาพ ทำนองเดียวกันหากต้องการปรับเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์เป็นหลัก ก็ต้องเปลี่ยน
ขนาดช่องรับเสงให้กว้างขึ้นหรือแคบลงตามสภาพของแสงเช่นเดียวกัน
|
|
|
การปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์
|
|
การปรับขนาดช่องรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ให้สัมพันธ์กันนั้นอาจได้ความรู้จากคำแนะนำหรืออุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
|
|
๑.
|
ตรวจดูคำแนะนำจากบริษัทผู้ผลิตฟิล์ม
ในกล่องฟิล์มแต่ละม้วนจะมีคำแนะนำในการใช้ฟิล์ม และตารางคำแนะนำในการปรับขนาดช่องรับแสงและการตั้งความเร็วชัตเตอร์ในสภาพแสงต่างๆกัน
ซึ่งมักจะเขียนเป็นรูปภาพ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ
|
|
๒.
|
ใช้เครื่องวัดแสง
อุปกรณ์วัดสภาพแสงสว่าง อาจมีอยู่ในตัวกล้องถ่ายภาพ หรือเป็นเครื่องวัดแสงแยกต่างหากจากตัวกล้อง ทั้งสองชนิดจะช่วย
วัดสภาพแสงสว่าง และกำหนดการปรับขนาดช่องรับแสง และความเร็วชัตเตอร์ได้ถูกต้องแม่นยำ
|
|
๓.
|
หลักพื้นฐานในการปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์
สำหรับในข้อนี้ มีหลักเบื้องต้นอยู่ว่าการถ่ายภาพในขณะที่มีแสงแดดจัด เมื่อปรับขนาดช่องรับแสงที่ f16 ให้ตั้งความเร็วชัตเตอร์
ตรงหรือใกล้เคียงกับตัวเลขความไวแสงของฟิล์มที่ใช้ถ่ายภาพ เช่นถ้าใช้ฟิล์มสี ความไวแสง 100 ISO ก็ให้ตั้งความเร็วชัตเตอร์
ที่ 1/125 วินาที และปรับขนาดช่องรับแสง f16 ในขณะที่มีแสงแดดจัด ปริมาณของแสงจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับฟิล์มได้พอดี
หากสภาพของแสงแดดอ่อนลง นั่นคือแสงน้อยลงก็ต้องปรับขนาดช่องรับแสงให้กว้างขึ้น 1 สตอป นั่นคือ f 11
หรือถ้าสภาพแสงในร่มเงาก็ควรปรับขนาดช่องรับแสงให้กว้างขึ้นอีก คือ f8 เป็นต้น
|
|
๔.
|
|
ตารางประมาณการปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์
ในการปรับขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ในสภาพแสงที่ต่างกันนั้นพอสรุปได้ดังตาราง
การเปลี่ยนแปลงขนาดช่องรับแสงและความเร็วชัตเตอร์จะมีผลทำให้ภาพถ่ายมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไปดังนี้
|
|
๑.
|
การเปลี่ยนแปลงขนาดช่องรับแสง
การปรับขนาดช่องรับแสงให้เล็กเช่น ปรับไว้ที่ f16 หรือ f11 จะทำให้ลักษณะของภาพถ่ายมีช่วงความชัด (Depth of field)
สูงมากคือ วัตถุที่อยู่ใกล้และไกลจากกล้องถ่ายภาพ จะมีความชัดตลอด เรียกว่า ชัดลึก และถ้าปรับขนาดช่องรับแสง
ให้กว้างเช่น f1.4 หรือ f2 ภาพถ่ายจะมีความคมชัดอยู่เฉพาะในช่วงที่เราปรับระยะโฟกัส ระยะนอกนั้นจะเบลอ ไม่ชัดเจน
เรียกภาพถ่ายนั้นว่ามีความชัดตื้น
|
|
๒.
|
การเปลี่ยนแปลงความเร็วชัตเตอร์
การตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงเช่น 1/1000 วินาที หรือ 1/500 วินาที ถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวจะได้ภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวนั้น
หยุดนิ่งอยู่กับที่ เรียกภาพถ่ายนั้นว่าภาพ Stop action แต่ถ้าตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้ต่ำ เช่น 1/30 วินาที หรือ 1/15 วินาที
ถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหว จะได้ภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวนั้น ดูประหนึ่งว่ากำลังเคลื่อนที่มีความเร็ว
|
|
|
|
|
ช่วงความชัด (Depth of Field)
ภาพถ่ายที่มีความชัดตั้งแต่วัตถุที่อยู่ระยะหน้า (Foreground) ไปถึงวัตถุที่อยู่ระยะหลังสุด (Background)
ของระยะตำแหน่งที่ปรับความชัดในภาพ เราเรียกภาพนั้นว่าเป็นภาพที่มีความชัดลึกมาก คือชัดตลอด
ขณะเดียวกันมีภาพถ่ายบางภาพมีความชัดเฉพาะตำแหน่งที่เราปรับ Focus ไว้ ส่วนระยะหน้าและระยะหลังจะพร่ามัวไม่ชัดเจน
เราเรียกภาพนั้นว่ามีความชัดตื้น
ความชัดลึกของภาพนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือ
1. เลนส์ของกล้องถ่ายภาพที่มีระยะความยาวโฟกัสสั้น เช่น เลนส์ 28 มม. จะให้ภาพที่มีความชัดลึกมากกว่าเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาว เช่น 50 มม. หรือ 135 มม.
2. การปรับขนาดของช่องรับแสง ภาพที่ปรับช่องรับแสงแคบมาก เช่น f16 หรือ f11 จะให้ภาพที่มีความชัดลึกมากกว่าการปรับช่องรับแสงให้กว้าง เช่น
f16 หรือ f11 จะให้ภาพที่มีความชัดลึกมากกว่าการปรับช่องรับแสงให้กว้าง เช่น f2 หรือ f1.4
3. การถ่ายภาพที่กล้องอยู่ห่างจากวัตถุที่ถ่ายไกลมาก เช่น 10 ฟุต จะได้ภาพที่มีความชัดลึกมากกว่าที่กล้องอยู่ใกล้วัตถุ เช่น
5 ฟุต หรือ 3 ฟุต เป็นต้น
ในการถ่ายภาพบางประเภทจึงควรเลือกใช้เลนส์ การปรับขนาดช่องรับแสง หรือระยะในการถ่ายภาพ
ทั้งนี้เพื่อให้ภาพที่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เช่น ถ้าต้องการภาพถ่ายที่ให้เห็นเด่นชัดเฉพาะบางส่วนที่ต้องการเน้น
และให้ระยะหลังพร่ามัวก็ควรเลือกใช้เลนส์ระยะความยาวโฟกัสมาก หรือเปิดช่องรับแสงให้กว้างมากๆ เช่น f2 หรือ f2.8
แล้วโฟกัสภาพไปที่สิ่งที่ต้องการเน้น หรือถ้าต้องการถ่ายภาพทิวทัศน์เพื่อให้เป็นลักษณะภูมิประเทศชัดเจนก็ควรเปิดช่องรับแสงให้แคบเช่น f16
หรือ f 11 แล้วโฟกัสภาพที่อินฟินิตี้ เป็นต้น
กำลังหาข้อมูลอยู่ครับ
|
|