การทำสมาธิแบบกำหนดศูนย์
หลักการทำสมาธิด้วยวิธีนี้
อาจารย์จากสำนักปฎิบัติธรรมต่างๆ หลายท่านได้ต่อต้านและคัดค้านไม่เห็นด้วยกับวิธีเช่นนี้จวบจนถึงปัจจุบัน
เนื่องจากไม่ได้มีบัญญัติไว้อย่างเป็นรูปธรรมในพระไตรปิฏกหนึ่ง และถือว่าเป็นการกำหนดใจ
เหมือนกับการสะกดจิตให้เห็นดวงแก้วทั้งๆที่ไม่ได้มีอยู่จริง ทำให้บางคนถึงกับหลงไปว่า
ตัวเองได้เห็นสิ่งต่างๆ ทั้งที่จริงแล้วมีการชี้นำมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
เลยทำให้เหมือนกับการเห็นภาพหลอนอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรก็ตามวิธีนี้ถ้าศึกษาและปฎิบัติอย่างถูกต้องก็น่าจะเห็นผลได้เร็ว
และถึงแม้ว่าจะเป็นสมาธิระดับต้นเท่านั้น แต่ก็เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการทำสมาธิในระดับสูงต่อไป
จึงได้ขอนำเอาวิธีปฎิบัติของท่านหลวงพ่อสด แบบต้นฉบับมาเผยแพร่ให้ท่านได้ทราบกัน
ณ ที่นี้
ท่านหลวงพ่อสดสอนว่าในตัวเราทุกๆ
คนจะมีดวงแก้วใสอยู่ภายในกายอยู่บริเวณเหนือสะดือขึ้นมาราว ๒ นิ้ว
ท่านเรียกว่าธรรมกาย ให้กำหนดตรงนี้ให้ได้ก็จะเป็นวิธีที่สั้นและเร็วที่สุด
ที่จะทำให้คนธรรมดาสามัญ สามารถเข้าถึงสมาธิขั้นต้นได้ไม่ยากนัก
อีกทั้งสามารถพัฒนาขึ้นไปถึงระดับสูงได้ด้วย และวิธีการนี้บรรดาลูกศิษฐ์ของท่านก็ได้นำไปเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
(อาทิเช่นแนวทางปฏิบัติของวัดธรรมกาย) และอาจจะดัดแปลงเพิ่มเติมไปบ้าง
แต่ที่จะนำมากล่าวในที่นี้เป็นหลักการต้นฉบับการทำสมาธิตามแนวของหลวงพ่อสด
(พระมงคลเทพมุนี) แห่งวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งมีดังนี้
หลังการบูชาพระรัตนตรัยแล้ว
เริ่มต้นให้นั่งในลักษณะที่เรียกว่า คู้บัลลังก์ขัดสมาธิ กล่าวคือ
เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวตรง เอานิ้วชนกันวางไว้เหนือโคนขา
เสร็จแล้วให้กำหนดเครื่องหมายเป็นแก้วใสให้เหมือนกับเพชรที่เจียระไนแล้ว
โตเท่ากับแก้วตา ถ้าผู้หญิงให้กำหนดเข้าที่ปากช่องจมูกด้านซ้าย ถ้าผู้ชายให้กำหนดเข้าที่ปากช่องจมูกด้านขวา
อย่าให้เหลื่อม พอถูกส่วนดีแล้วให้บริกรรมประคองใจกับเครื่องหมายที่ใสนั้นว่า
สัมมาอะระหัง
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วก็เลื่อนเครื่องหมายขึ้นไปแค่เพลาตา
หญิงอยู่ซีกข้างซ้าย ชายอยู่ซีกข้างขวา ตรงหัวตาที่มูลตาออก ตามช่องลมหายใจเข้าออกข้างใน
แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายนั้นว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง
สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วก็เลื่อนเครื่องหมายตรงลำดับเพลาตาเข้าไปฐานที่
๓ ไม่ให้ค่อนซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน แต่ให้กลางพอดี แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่กลางศีรษะข้างในนั้นว่า
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วก็เลื่อนเครื่องหมายนั้น
ตรงนี้มีกลเม็ดอยู่ว่า เมื่อถึงฐานที่ ๓ แล้ว (ดูรูป) ต้องเหลือกตาไปข้างหลัง
ให้ตาค้างเหมือนคนชักใกล้จะตาย ค้างเข้าไปๆ จนกระทั่งใจหยุด แล้วเห็นกลับเข้าไปข้างในดังนั้นก็เลื่อนเครื่องหมายฐานที่
๓ ไปฐานที่ ๔ ปากช่องเพดานที่รับประทานอาหารแล้วสำลัก อย่าให้เหลื่อมให้ล้ำ
ให้อยู่พอดีๆ แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่ฐานที่ ๔ นี้ว่า สัมมาอะระหัง
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วเลื่อนไปฐานที่ ๕ ตรงปากช่องคอเหนือลูกกระเดือกเหมือนกลางปากช่องถ้วยแก้ว
แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่ปากช่องคอว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง
สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วเลื่อนไปกลางตัว สูดลมหายใจเข้า ออก
ไม่ให้ค่อนซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง หรือบน แต่ให้กลางพอดี แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายกลางตัวว่า
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง แล้วเลื่อนเครื่องหมายถอยหลังขึ้นมาเหนือกลางตัว
๒ นิ้ว ซึ่งตรงนั้นเรียกว่า ศูนย์ มีศูนย์อยู่ ๕ แห่งคือ
กลาง หน้า ขวา หลัง ซ้าย มีความหมายคือ ศูนย์กลางเป็นอากาศธาตุ ศูนย์หน้าเป็นธาตุน้ำ
ศูนย์ขวาเป็นธาตุดิน ศูนย์หลังเป็นธาตุไฟ ศูนย์ซ้ายเป็นธาตุลม ที่ช่องอากาศตรงกลางเป็นเครื่องหมายที่ใสสะอาด
แล้วบริกรรมประคองเครื่องหมายที่ช่องอากาศตรงกลางว่า สัมมาอะระหัง
สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๓ ครั้ง ตรงกลางนั้นเป็นอากาศว่าง
ให้ตรงกลางนั้นเป็นดวงแก้วใสเท่าแก้วตา อยู่ตรงกลางนั่น ให้ใจอยู่กลางดวงนั้น
จนกระทั่งใจหยุด สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ไปเรื่อยๆ
พอถูกส่วนเข้า ใจหยุดกึ๊กอยู่กลางดวงนั่น มืดก็อยู่ตรงนั้น สว่างก็อยู่ตรงนั้น
ไม่ต้องถอยไปถอยมา ให้นิ่งอยู่ตรงนั้น พอนิ่งถูกส่วนเข้า จากมืดก็จะเห็นดวงใส
สว่างก็เห็นดวงใส ใจก็อยู่กลางดวงใสนั่น ถ้าว่ามันไม่นิ่ง ไม่หยุด
หรือส่ายไปส่ายมาก็ให้บริกรรม สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง
๓ ครั้ง เข้าไว้ พอถูกส่วนเข้ามันก็หยุด เมื่อหยุดแล้วไม่ต้องบริกรรม
เพ่งเฉยๆ ดูนิ่งๆ ถ้าจะเสื่อมหรือขยับไปเสียก็ให้บริกรรมไว้ สัมมาอะระหังๆ
ไว้จนกระทั่งใจหยุดนิ่ง พอหยุดนิ่งแล้วไม่ต้องบริกรรมต่อ เพ่งเฉย
วางอารมณ์เฉย ให้หยุดอยู่เท่านั้น อย่าไปนึกถึงมืดถึงสว่าง ให้หยุดนิ่งตรงนี้อยู่เท่านั้น
การหยุดนิ่งเท่านี้ถือว่าสำเร็จแล้วในสมาธิขั้นต้นนี้
ในระดับที่สูงขึ้นมาอีกหลังจากที่ได้สมาธิในขั้นพื้นฐานนี้แล้ว ถ้าทำได้ก็สามารถบรรลุได้จนถึงขั้นสูงสุดได้ด้วยวิธีนี้เช่นกัน
ท่านสอนให้ใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน ให้อยู่ตรงกลางพอดีในจุดต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายเรานี้
โดยเฉพาะตรงฐานที่ ๗ (ที่อยู่เหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้ว) ตรงกลางนั้นถือเป็นดวงธรรม
ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ มีลักษณะใสเท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ กลางดวงพอดี หากเอาใจไปหยุดอยู่กลางนั้นได้แล้ว
ก็ใช้สัญญา จำให้มั่น บังคับให้ใจหยุดนิ่ง ถ้ายังไม่นิ่งอีกก็ใช้การบริกรรมภาวนาบังคับไว้
พอบังคับบ่อยๆ เข้าใจมันก็หยุดนิ่งเอง พอหยุดถูกส่วนก็จะเห็นดวงใส ซึ่งท่านเรียกว่า
ปฐมมรรค หรือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พอใจหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางดวงนั้นพอดีก็ให้เพ่งลึกเข้าไปอีกตรงกลางของกลางนั้นเข้าไป
ก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งเท่าๆ กันอยู่กลางดวงนั้น เรียกว่า ดวงศีล ก็ให้หยุดอยู่กลางดวงศีลนั่น
พอถูกส่วนเข้าก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งเรียกว่า ดวงสมาธิ ก็ให้หยุดอยู่กลางดวงสมาธินั้น
ก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งเท่าๆกัน เรียกว่า ดวงปัญญา พอถูกส่วนก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งที่ใสละเอียดเข้าไปอีก
เรียกว่า ดวงวิมุตติ ก็ให้หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติตรงนั้น ก็จะเห็นอีกดวงเรียกว่า
ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ พอถูกส่วนก็จะเห็นกายมนุษย์เราที่นอนฝันออกไปเรียกว่า
กายมนุษย์ละเอียดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั่นเอง เมื่อเห็นแล้วก็ให้กายมนุษย์ละเอียดนั้นนั่งเข้าไปเหมือนกายมนุษย์หยาบข้างนอกนี่เอง
ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายของท่านหลวงพ่อสดที่ได้กล่าวถึงการเจริญสมาธิตามลำดับในแต่ละขั้น
จนกระทั่งถึงขั้นวิปัสสนาจนสูงที่สุด มีดังต่อไปนี้
*ใจของมนุษย์ละเอียดเมื่อหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดได้ถูกส่วนเข้า
ก็จะเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะเข้าก็จะเห็นกายทิพย์
ใจกายทิพย์หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายทิพย์ละเอียด
ใจกายทิพย์ละเอียดก็นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ
หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายรูปพรหม
ใจกายรูปพรหมก็นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ
หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายรูปพรหมละเอียด
ใจกายรูปพรหมละเอียด หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ
หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายอรูปพรหม
ใจกายอรูปพรหม ก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหม
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ
หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายอรูปพรหมละเอียด
ใจกายอรูปพรหมละเอียด
หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียด พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายธรรม เป็นรูปเหมือนพระปฏิมากร
เกตุดอกบัวตูมใส หน้าตักโตเล็กตามส่วน หน้าตักเท่าไรดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายก็โตเท่านั้น
กลมรอบตัวอยู่กลางธรรมกายนั่น ธรรมกายเป็นตัวพุทธรัตนะ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายเป็นธรรมรัตนะ
ใจพุทธรัตนะก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ
หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายธรรมละเอียด
โตกว่าธรรมกายที่เห็นแล้วนั้น ๕ เท่า
ใจกายธรรมละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขยายส่วนโตหนักขึ้นไป ใจหยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายธรรมพระโสดา หน้าตัก
๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสกว่าขึ้นไปอีก
ใจกายพระโสดาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระโสดาละเอียดอยู่ในกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของพระโสดานั้น
หน้าตัก ๕ วา
ใจกายพระโสดาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดาละเอียด
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระสกิทาคา
หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
ใจของพระสกิทาคาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกิทาคา
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระสกิทาคาละเอียด
หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
ใจของพระสกิทาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระสกิทาคาละเอียด
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอนาคาหน้าตัก
๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
ใจของพระอนาคาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคา
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอนาคาละเอียด
หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูมใสหนักขึ้น
ใจของพระอนาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคาละเอียด
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอรหันต์
หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม ดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหันต์ก็
๒๐ วา กลมรอบตัว
ใจพระอรหันต์ก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอรหันต์
พอถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้
๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงศีล
หยุดอยู่กลางดวงศีลถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงสมาธิ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้
๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงสมาธิถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงปัญญา
วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงปัญญาถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติ
วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติถูกส่วนเข้าก็จะเห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา กลมรอบตัวเหมือนกัน หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะถูกส่วนเข้าก็จะเห็นกายพระอรหันต์ละเอียด
สวยงามมาก เป็นกายที่ ๑๘ เมื่อถึงพระอรหันต์นี้แล้ว หยุดกิเลสหมด
ไม่มีกิเลสเลย เสร็จกิจในพระพุทธศาสนาทั้งสมถวิปัสสนาตลอด ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด
แค่นั้นเรียกว่าขั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู ทั้งหยาบทั้งละเอียดจนกระทั่งถึงกายพระอรหันต์ทั้งหยาบทั้งละเอียดนี้
เรียกว่าขั้นวิปัสสนาทั้งนั้น
สรุปลำดับชั้นของสมาธิแบบกำหนดศูนย์กลางกาย
| กายพระอรหันต์ |
กายพระอรหันต์ละเอียด
|
| กายพระอนาคามี |
กายพระอนาคามีละเอียด
|
| กายพระสกิทาคา |
กายพระสกิทาคาละเอียด
|
| กายพระโสดา |
กายพระโสดาละเอียด
|
| กายธรรม |
กายธรรมละเอียด
|
| กายอรูปพรหม |
กายอรูปพรหมละเอียด
|
| กายรูปพรหม |
กายรูปพรหมละเอียด
|
| กายทิพย์ |
กายทิพย์ละเอียด
|
| กายมนุษย์ |
กายมนุษย์ละเอียด
|
*จากหนังสือทางมรรคผล- หลักการสอนสมถวิปัสสนากรรมฐานของพระมงคลเทพมุนี
หมายเหตุ
พระโสดาบัน หมายถึงการลดลงของกิเลสทั้ง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ (ความโลภ
ความโกรธ ความหลงผิด)
พระสกิทาคา หมายถึงการลดบางลงของกิเลสทั้ง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
จนเกือบไม่เหลือ
พระอนาคามี หมายถึงการหมดไปของกิเลส และหมดความกำหนัด รักใคร่
พระอรหันต์ หมายถึงการตัดกิเลสทั้งปวงได้อย่างสิ้นเชิง สิ้นภพสิ้นชาติแล้ว
ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ตามตำราท่านว่าหากเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว
ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะครองตนอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ได้ไม่เกิน ๗ วัน จะต้องเข้านิพพาน
หากแต่เป็นบรรพชิตก็จะอยู่ในนิพพานได้ตลอดจนกระทั่งดับขันธ์ ท่านเปรียบว่าเหมือนกับการที่เป็นดวงแก้วอันบริสุทธิ์แล้ว
ก็ไม่สามารถจะทนปะปนอยู่กับของโสโครก หรือโคลนตมได้ เหมือนกับเทพชั้นสูงที่ท่านรู้สึกรังเกียจในกลิ่นกิเลสของมนุษย์ฉันใดฉันนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สรุปไว้อย่างแยบคายว่า
ปุถุชนย่อมไม่รู้จิตของพระโสดาบัน
พระโสดาบันย่อมไม่รู้จิตของพระสกทาคามี
พระสกทาคามีย่อมไม่รู้จิตของพระอนาคามี
พระอนาคามีย่อมไม่รู้จิตของพระอรหันต์
บุคคลชั้นต่ำย่อมไม่รู้จิตของบุคคลชั้นสูงๆ (หมายถึงคุณธรรม)
บุคคลชั้นสูงย่อมรู้จิตของบุคคลชั้นต่ำ
|