|
ขอทบทวนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไอพีแอดเดรสหน่อยนะครับ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ในระบบบอินเทอร์เน็ตจะมีหมายเลขประจำทุกเครื่องเอาไว้อ้างอิงในการรับส่งข้อมูลเราเรียกว่าไอพีแอดเดรส
และในระบบเครือข่ายเดียวกันหมายเลขเหล่านี้จะต้องไม่ซ้ำกัน ไม่งั้นจะส่งข้อมูลกันไม่ถูก
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบการแจกจ่ายไอพีแอดเดรสไม่ให้ซ้ำกัน
เวลาเราเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตจะทำหน้าที่แจกไอพีแอดเดรสเรามาด้วยซึ่งก็จะให้ไอพีแอดเดรสมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตามจำนวนเครื่องและอุปกรณ์เครื่องข่ายที่เรามีอยู่
จำนวนไอพีแอดเดรสที่ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตแจก
การแจกไอพีแอดเดรสของศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตนั้นในยุกแรก ๆ
ศูนย์บริการจะแจกไอพีแอดเดรสเป็นชุดให้กับผู้ที่เชื่อมต่อเข้ามาแบบองค์กร
โดยแจกเป็นชุด ๆ ละ 256 หมายเลข ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ 254
เครื่องเนื่องจาก ไอพีแอดเดรสที่ลงท้ายด้วย 0 และ 255
จะไม่ใช้ในการกำหนดไอพีแอดเดรสให้อุปกรณ์
การแจกไอพีแอดเดรสจะให้ทั้งชุดโดยไม่มีการแบ่งย่อย
ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์มีน้อยกว่า 254 เครื่อง
ศูนย์บริการก็จะแจกหมายเลขไอพีให้หนึ่งชุด ถ้ามากกว่า 254 เครื่อง
นี้ก็แจกไอพีแอดเดรสเพิ่มทีละชุด เช่นถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ 60
เครื่องก็จะแจกไอพีแอดเดรสให้สองชุดเต็ม โดยมีหมายเลขไอพีเท่ากับ 256 x 2 = 512
หมายเลข
ในการแจกไอพีแอดเดรสนั้นศูนย์บริการจะมีแบบฟอร์มให้ผู้ใช้งานแจ้งจำนวนอุปกรณ์เครือข่ายที่ใช้และที่จะมีเพิ่มเติมในอนาคต
เพื่อคำนวณไอพีแอดเดรสให้ใช้ได้อย่างพอเพียง
ซึ่งผู้ใช้งานก็มักจะแจ้งจำนวนไอพีแอดเดรสที่ต้องการใช้งานมากกว่าความเป็นจริง
แบบว่า ขอมากไว้ก่อนหรือว่า เหลือดีกว่าขาด
ทำให้มีไอพีแอดเดรสที่มีอยู่หมดลงอย่างรวดเร็ว
และไอพีแอดเดรสที่แจกมาก็ใช้กันไม่เต็มชุด ในระยะหลังศูนย์บริการฯ
จึงต้องมีการจำกัดจำนวนไอพีแอดเดรสที่แจก คือแทนที่ศูนย์บริการฯ
จะแจกไอพีแอดเดรสเต็มจำนวนตามที่ผู้ใช้งานขอมา
ก็จะแจกเพียงชุดเดียวเท่านั้นหรือแจกเพียงไอพีเดี่ยว ๆ
ตามความจำเป็นที่ต้องใช้เท่านั้น
การแจกไอพีแอดเดรสเป็นคลาส
รูปที่ 1
แสดงการแจกไอพีแอดเดรสเป็นคลาส
การแจกไอพีแอดเดรสเป็นคลาสหรือเป็นชุดนั้นจะแจกให้กับองค์กรขนาดใหญ่
โดยจะมีการแบ่งเป็น 3 คลาสคือ A, B และ C
คลาส C
จะมีขนาดเล็กที่สุดคือมีหมายเลขได้ 256 หมายเลข
คลาส B
ก็จะมีหมายเลขไอพีแอดเดรสได้ 256 x 256 (65,536) หมายเลข
คลาส A จะมีหมายเลขไอพีแอดเดรสได้
256 x 256 x 256 (16,777,216) หมายเลข
ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตก็จะแจกไอพีแอดเดรสให้กับสมาชิกตามความเหมาะสม
คือถ้าเป็นสามาชิกแบบองค์กรที่ต่อสายลีสไลน์ก็มักจะแจกไอพีแอดเดรสเป็นคลาส C
มาให้โดยการกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสเฉพาะ สามตัวหน้ามาให้ เช่น
กำหนดว่าให้ไอพีแอดเดรสที่ขึ้นต้นด้วย 210.44.210
หมายความว่าศูนย์บริการเขากำหนดให้เราใช้ไอพีแอดเดรสได้ตั้งแต่เป็น
202.44.210.0 - 202.44.210.255
ในปัจจุบันการแจกไอพีเป็นคลาสนั้นจะแจกจ่ายเฉพาะคลาส C หรือแจกทีละ 256
หมายเลขเท่านั้น และมักจะแจกเพียงคลาสเดียว สำหรับไอพีแอดเดรสใน คลาส B และ
คลาส A ที่มีจำนวนหมายเลขไอพีแอดเดรสมาก ๆ
นั้นไม่มีการแจกแล้วเนื่องจากไอพีแอดเดรสมีเหลืออยู่จำนวนจำกัด
การแจกไอพีแอดเดรสแบบเดี่ยว
รูปที่ 2
การแจกไอพีแอดเดรสแบบเดี่ยว
สำหรับผู้ใช้งานแบบบุคคลที่เชื่อมต่อโดยการหมุนโมเด็มเข้ามา ศูนย์บริการอินเทอร์เนตก็จะแจกจ่ายไอพีให้เช่นเดียวกัน
แต่เป็นการแจกมาเพียงไอพีเดียวเท่านั้น
และเป็นไอพีแอดเดรสชั่วคราวที่สำหรับใช้งานในการเชื่อมต่อครั้งนั้นเท่านั้น
เมื่อผู้ใช้งานหมุนโมเด็มเข้ามาใหม่ก็จะได้ไอพีแอดเดรสใหม่
จากตัวอย่างในรูปที่ 2
เป็นการกำหนดไอพีแอดเดรสให้กับผู้ใช้งานที่หมุนโมเด็มเข้ามายังศูนย์บริการอินเทอร์เนต
โดยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของศูนย์ให้บริการจะมีหมายเลขไอพีแอดเดรสรวมเก็บไว้
เมื่อผู้ใช้งานหมุนโมเด็มเข้ามาเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะตรวจสอบว่าหมายเลขไอพีแอดเดรสใดไม่มีการใช้งาน
แล้วก็ส่งหมายเลขไอพีแอดเดรสนั้นไปให้ผู้ใช้งาน
เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานก็จะกำหนดไอพีแอดเดรสตามที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์แจ้งมา
และเมื่อผู้ใช้งานวางสาย
ไอพีแอดเดรสก็จะว่างลงพร้อมที่ให้ผู้ใช้งานคนอื่นใช้งานได้ต่อไป
วิธีนี้จะประหยัดไอพีแอดเดรส
เนื่องจากจะใช้ไอพีแอดเดรสเท่ากับจำนวนโมเด็มเท่านั้น ถ้ามีโมเด็มจำนวน 100
คู่สาย เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวน 1,000 คน ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ 1,000
เครื่องผลัดกันหมุนโมเด็มเข้ามา ศูนย์บริการก็จะใช้ไอพีแอดเดรส 100
หมายเลขเท่านั้น
การกำหนดไอพีแอดเดรสของเราเตอร์ในการเชื่อมต่อแบบลีสไลน์
ในการเชื่อมต่อแบบลีสไลน์นั้นศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตจะให้หมายเลขไอพีแอดเดรสมาสองชุดนะครับไม่ใช่ชุดเดียวคือ
รูปที่ 3
แสดงไอพีแอดเดรสในการเชื่อมต่อแบบลีสไลน์
ไอพีแอดเดรสที่เป็นของวงแลนนั้น
หมายถึงไอพีแอดเดรสที่แจกให้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวงแลนของลูกค้า
ที่ต้องการติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง
ส่วนไอพีแอดเดรสของแวน(WAN, Wire
Area Network) นั้นจะเป็นไอพีแอดเดรสที่กำหนดให้เราท์เตอร์ของผู้ใช้งาน
ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกับไอพีแอดเดรสสำหรับวงแลน ไว้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างเราเตอร์ของศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตและเราเตอร์ของผู้ใช้งาน
ให้สังเกตุว่าเราเตอร์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตจะมีสองไอพีแอดเดรส
ดังตัวอย่างในรูปที่สองไอพีแอดเดรสจะมีสองไอพีแอดเดรสคือ
1) 202.44.210.1
ซึ่งเป็นไอพีแอดเดรสในชุดเดียวกับวงแลน
2) 202.44.211.1
ซึ่งเป็นไอพีแอดเดรสในชุดของแวน
การกำหนดไอพีแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย
ไอพีแอดเดรสของเราท์เตอร์นั้นศูนย์บริการจะต้องเป็นผู้กำหนดมาให้
เราไม่สามารถกำหนดเองได้
แต่สำหรับไอพีแอดเดรสของเครื่องลูกข่ายนั้นเราสามารถกำหนดเองได้
ซึ่งมีการกำหนดอยู่สองวิธี
ไอพีแอดเดรสจริง
ไอพีแอดเดรสจริงคือไอพีแอดเดรสที่มีอยู่ในตารางเราติ้งเทเบิลของระบบอินเทอร์เน็ต
ซึ่งจะถูกกำหนดให้เฉพาะแต่ละระบบเครือข่ายโดยที่ไม่ซ้ำเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง
ๆ สามารถติดต่อถึงกันได้
การกำหนดให้เป็นไอพีแอดเดรสจริงนั้นมีขอสังเกตุที่ควรพิจารณาการใช้งานดังนี้
-
สะดวกในการใช้งานเนื่องจากไอพีแอดเดรสจริงสามารถติดต่อระบบอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง
-
เป็นอันตรายต่อการบุกรุกเนื่องจากเชื่อมต่ออินเทอร์เนตโดยตรง
-
ไอพีแอดเดรสจริงในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการแจกจ่าย
ไอพีแอดเดรสสำรอง
"ไอพีแอดเดรสสำรอง"
บางคนจะเรียกว่า "ไอพีปลอม" ฟังดูแล้วแปลก ๆ ครับ
ผู้เขียนของเรียกว่าไอพีสำรองก็แล้วกันเพราะว่าไอพีนี้ไม่ใช่ของปลอมสามารถใช้งานได้จริง
โดยมาจากคำว่า "Private IP Address" บางท่านก็เรียกว่า ไอพีส่วนตัว ...
เอาเป็นว่าถ้าได้ยินทั้งสามคำนี้คือว่าความหมายเดียวกันนะครับ
เนื่องจากไอพีแอดเดรสจริงไม่พอแจกจ่าย
ศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตจึงมีวิธีหลีกเลี่ยงโดยการให้ผู้ที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตใช้หมายเลขไอพีสำรองแทนหมายเลขจริง
หมายเลขไอพีสำรองนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ทุกคนสามารถนำไปใช้ภายในองค์กรตัวเองเหมือนกันว่าเป็นหมายเลขทะเบียนป้ายแดงของรถใหม่ที่ยังไม่มีป้ายทะเบียนจริง
ซึ่งใช้งานได้ภายใต้ขอบเขตจำกัด
หมายเลยไอพีแอดเดรสสำรองนี้ก็จะเป็นหมายเลขไอพีแอดเดรสที่สามารถใช้งานได้ภายในขอบเขตจำกัดคคือจะใช้ได้ภายในระบบเครือข่ายขององค์กรเท่านั้นไม่สามารถใช้กับระบบอินเทอร์เน็ตได้
ถ้าจะพูดในทางเทคนิคก็คือ
ไอพีแอดเดรสสำรองก็คือไอพีแอดเดรสที่ไม่มีเราติ้งเทเบิลอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต
รูปที่ 4
การใช้ไอพีแอดเดรสสำรอง
|
หมายเลขไอพีแอดเดรสสำรอง จะมีทั้งหมด 273 ชุดประกอบไปด้วย
คลาส A 10.0.0.0 - 10.255.255.255 (1 ชุด)
คลาส B 172.168.0.0 - 172.31.255.255 (16 ชุด)
คลาส C 192.168.0.0 - 192.168.255.255 (256 ชุด) |
ด้วยการใช้ไอพีแอดเดรสสำรองนี้ทำให้เราสามารถกำหนดไอพีแอดเดรสให้เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายได้เป็นจำนวนมากโดยที่ไม่ต้องขอจากศูนย์บริการฯ
สมมุติว่าเราเลือกใช้ไอพีสำรองในคลาส A ก็จะมีหมายเลขไอพีแอดเดรสถึง 16
ล้านกว่าเลขหมาย
และเมื่อเราใช้ไอพีแอดเดรสสำรองเหล่านี้แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องมีหมายเลขไอพีแอดเดรสจริงสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
เราใช้ไอพีแอดเดรสจริงกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ทำหน้าที่ติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง
ซึ่งก็จะใช้เพียงไม่กี่ไอพีแอดเดรส เช่นเครื่อง เมล์เซิร์ฟเวอร์
เว็บเซิร์ฟเวอร์ เท่านั้น
ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นภายในองค์กรก็ใช้ไอพีแอดเดรสสำรอง
บางเครือข่ายจะใช้ไอพีแอดเดรสจริงเพียงไอพีเดียวเท่านั้นสำหรับเครื่องที่ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์
อย่างเช่นร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะใช้ไอพีแอดเดรสจริงเพียงไอพีแอดเดรสเดียวเท่านั้นในการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย
ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหลือก็จะใช้ไอพีแอดเดรสสำรอง
เทคนิคในการใช้ไอพีแอดเดรสร่วมกัน
เนื่องจากจำนวนไอพีแอดเดรสนั้นมีจำนวนจำกัด และศูนย์บริการฯ
มักจะแจกไอพีแอดเดรสให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เราจึงมีเทคนิคในการจัดการกับไอพีแอดเดรสให้เพียงพอ
โดยการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในองค์กรติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตด้วยไอพีแอดเดรสของเครื่องที่ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์
ดังรูปที่ 5
รูปที่ 5
การใช้ไอพีแอดเดรสร่วมกัน
โดยจะมีเทคนิคที่นิยมในการใช้ไอพีแอดเดรสร่วมกันจะมีสองวิธีคือ เทคนิคพร็อกซีและ
เทคนิค NATเทคนิคพร็อกซี จะเป็นการให้เเครื่องเกตเวย์ทำหน้าที่เรียกข้อมูลแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในระบบเครือข่าย
ส่วนเทคนิค NAT นั้นจะใช้วิธีให้เครื่องเกตเวยทำหน้าที่แปลงไอพีกลับไปมาระหว่าไอพีแอดเดรสจริงกับไอพีแอดเดรสำรอง
โดยมีรายละเอียดดังนี้
รูปที่ 6
แสดงเทคนิคพร็อกซี
ตัวอย่างเทคนิคพร็อกซี
ลองดูตัวอย่างในรูปที่ 6 เป็นเทคนิคพร็อกซีในการติดต่อกับอินเทอร์เนต
เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายที่มีไอพีแอดเดรสอยู่ในกลุ่ม 10.0.0.0
ซึ่งเป็นไอพีแอดเดรสสำรองต้องการเรียกดูข้อมูลจากโฮมเพจ www.CNN.com
แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายไม่สามารถติดต่อกับอินเทอร์เน็ตได้
แต่จะสามารถเรียกดูโฮมเพจได้โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.
เมื่อเครื่องลูกข่ายต้องการเรียกดูข้อมูล www.CNN.com
เครื่องลูกข่ายจะขอข้อมูลไปที่พร็อกซีเซิร์ฟเวอร์
2. เครื่องพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์ติดต่อไปยังเว็บไซต์
www.CNN.com โดยใช้ไอพีแอดเดรสจริง
3. เว็บไซต์ www.CNN.com
ส่งข้อมูลกลับมาให้เครื่องพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์
4. เครื่องพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์สำเนาข้อมูลไว้แล้วส่งต่อให้เครื่องลูกข่าย
ด้วยการใช้เทคนิคพร็อกซีนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายไม่ได้ติดต่อกับเว็บไซต์โดยตรง
ดังนั้นเครื่องลูกข่ายจึงไม่ต้องใช้ไอพีแอดเดรสจริง
เครื่องที่ติดต่อแทนเครื่องลูกข่ายก็คือเครื่องพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์
ซึ่งเครื่องนี้จะมีไอพีแอดเดรสเป็นไอพีแอดเดรสจริงซึ่งสามารถติดต่อกับเว็บไซต์ต่าง
ๆ ในระบบอินเทอร์เนตได้
เทคนิคนี้นอกจากจะทำให้เครื่องลูกข่ายที่มีไอพีแอดเดรสสำรองติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้วแล้ว
ถ้าหากมีการติดต่อเรียกข้อมูลซ้ำๆ
กันเครื่องพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ส่งไปให้เครื่องลูกขายทันที
โดยไม่ต้องติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต
จะทำให้การเรียกดูข้อมูลครั้งที่สองจะทำได้อย่างรวดเร็ว
รูปที่ 7
แสดงเทคนิค NAT
ตัวอย่างเทคนิค NAT
ตัวอย่างในรูปที่ 7
เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายที่ใช้ไอพีแอดเดรสสำรองจะใช้เทคนิค NAT
ในการติดต่อกับระบบอินเทอร์เนต NAT มาจากคำเต็มว่า Network Address Translator
ซึ่งเป็นเทคนิคการแปลงไอพีแอดเดรสโดยมีขั้นตอนดังนี้
1. เครื่องลูกขายเรียกโฮมเพจ
www.CNN.com ผ่านไปยัง NAT Server
2. NAT Server
แปลงไอพีสำรองให้เป็นไอพีจริงแล้วส่งออกไปในระบบอินเทอร์เนต
3. เว็บไซต์ส่งข้อมูลกลับมายัง NAT
server
4. NAT server
เปลี่ยนไอพีแอดเดรสกลับให้เป็นไอพีแอดเดรสสำรองตามเดิมแล้วส่งข้อมูลกลับให้เครื่องลูกข่าย
ทั้งสองเทคนิคนี้จะเป็นเทคนิคที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ไอพีแอดเดรสสำรองติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้
โดยใช้ไอพีแอดเดรสร่วมกัน
จะเห็นได้ว่าจะใช้ไอพีแอดเดรสจริงเพียงหมายเลขเดียวคือหมายเลขไอพีแอดเดรสของเครื่องเกตเวย์ที่ทำหน้าที่เป็นพร็อกซีหรือ
NAT
ก็สามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในระบบเครือข่ายติดต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้แล้ว
กลับด้านบน
|