ยังอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับการเขียนเพลงอยู่เหมือนเดิม แต่จะบอกว่าผมออกนอกเรื่องตามสันดานอันไม่อาจจะตัดขาดได้ก็ไม่ผิดอะไรหรอกครับ
เพราะคราวนี้อยากจะมาทำความเข้าใจกันสักหน่อย จากเดิมที่บอกเอาไว้ว่าการเขียนครั้งนี้จะเอาสิ่งที่เคยเขียนไปมารวบรวมให้เห็นว่าจะเอาไปทำเป็นบทเพลงหนึ่งเพลงได้อย่างไร
แต่มีการแวะนู่นแวะนี่ตามเคยเพราะเรื่องของดนตรีเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนค่อนข้างมากสำหรับผม
(ส่วนคนอื่นผมไม่ทราบ) คือมันมีส่วนที่น่าสนใจว่าการฝึกฝน
ซึ่งอยากจะบอกว่าฝึกไปเถอะครับคุณชอบกีต้าร์ก็ฝึกกีต้าร์ไปเลย จะเอาแบบ
Joe Satriani ก็ได้
สมัยก่อนเขาฝึกวันละประมาณ 15 ชั่วโมง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่าทำไมฝีมือกีตาร์ของเขาถึงได้ฉกาจฉกรรจ์ขนาดนั้น
สามารถร่ายปลายนิ้วได้ดังใจ กล่าวได้ว่าหากจะมีอะไรเป็นขอบเขตจำกัดของ
Joe ในตอนนี้ก็คือจินตนาการของตัวเขาเองเท่านั้น ดังนั้นจะบอกว่าการฝึก
กีต้าร์ไม่ใช่เรื่องจำเป็นก็ไม่ใช่นะ เพราะอย่างน้อยคุณสามารถตอบสนองจินตนาการได้มากกว่า
แต่ถ้าจะมองในมุมมองของนักดนตรี hardcore
(สมัยแรก) จะคิดว่าทำไมจะต้องฝึกฝน
สู้เอาเวลาฝึกฝนไปทำอย่างอื่นดีกว่า ความคิดของพวกเขาจะไปในทางที่ว่าจะต้องเรียกเอาความสามารถที่มีอยู่แล้วมาทำให้เกิดประโยชน์
แต่สำหรับคนทั่วไปแล้วเพลง ที่ขายได้
มันอาจจะไม่ต้องอาศัยความสามารถทางการฝึกฝนมากขนาดนั้น แต่มันขึ้นกับสมองและจินตนาการมากกว่าว่าแต่ละคนจะมี
sense ในการประพันธ์เพลงได้โดนใจคนฟังมากน้อยเพียงใด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของรสนิยม
ขอย้ำคำนี้แบบตัวหนาหน่อยเหอะ รสนิยม
ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวคุณเองคุณไปศึกษาทฤษฏีดนตรีจากผมหรือจากสถาบันไหนก็ตาม
เราให้ได้ในส่วนของทฤษฎีดนตรีอย่างเต็มที่ แต่กับเรื่องของรสนิยมนี่มันคงสอนกันไม่ได้
แต่เรียนรู้กันได้ อย่างผมเองก็มีข้อจำกัดในตัวเองอยู่เหมือนกันคือผมมีรสนิยมมาทางดนตรี
Metal หากคุณสนใจดนตรีแนวอื่นผมก็คงจะชี้ข้อเด่นของดนตรีแนวอื่นได้ไม่ดีเท่ากับคนที่คลุกคลีกับดนตรีแนวนั้นจริงๆ
จะบอกได้ก็เพียงลักษณะเด่นคร่าวๆ เท่านั้นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วทฤษฎีดนตรีมันก็คือทฤษฎีน่ะครับ
เหมือนกับเวลาคุณฟัง death metal กับ black metal คุณแยกความแตกต่างออกมาได้
แต่ว่าถ้าจะเอากันในส่วนของทฤษฎีดนตรีแล้วมันไม่ต่างกันเลยใน main
ของดนตรี
การเรียนรู้รสนิยมนั้นคุณจะต้องทำด้วยตัวของคุณเอง และการเรียนรู้ที่ดีที่สุดก็คือการฟัง
ผมหมายถึงการฟังจริงๆ ไม่ใช่ว่าเปิดเพลงเอาเสียงเป็นเพื่อนแล้วตัวเองไปทำอะไรอย่างอื่น
เป็นการฟังอย่างพินิจพิเคราะห์ว่าเพลงนี้มันเป็นอย่างไร แล้วก็ฝึก ฝึก
ฝึก คือในส่วนของงานศิลปะทั้งหลายแหล่ ไม่ใช่เพียงแต่ดนตรีเท่านั้นมันจะมีหลักใหญ่สองส่วนคือความเป็นศิลป์
กับ ทักษะ ในส่วนของทํกษะคือความชำนาญความเชี่ยวชาญมันขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและลองทำเป็นด้านหลัก
แต่ถ้าคุณทำคุณฝึกไปเรื่อยๆ คุณก็จะมีความเชี่ยวชาญในเชิงช่าง อย่างกีตาร์ถ้าคุณฝึกทุกวันคุณก็จะเป็นมือกีต้าร์ที่เก่ง
แต่ไม่ใช่ว่าการเป็นมือกีต้าร์ที่เก่งของคุณจะทำให้คุณเป็นศิลปิน หรือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ
แต่จะให้บรรยายว่าศิลปะคืออะไรคงจะต้องต่ออีกยาวมาก ผมไม่อยากจะออกนอกลู่นอกทางนานนัก
แค่นี้ท่านบรรณาธิการก็ปวดกบาลแล้ว (เหอๆ)
ตารางที่ผมเอามาประกอบนี้เป็นตารางที่ผมทำให้เด็กคนหนึ่ง ซึ่งมิได้มีความสนใจจะเป็นมือกีต้าร์ระดับเยี่ยม
เพียงแค่สนใจเล่นกีต้าร์เท่านั้นเอง ก็เลยจัดเวลาให้วันละ 2 ชั่วโมงซึ่งตอนแรกคิดว่าจะมีปัญหาในช่วงเช้าก่อนไปเรียน
ก็ให้ลดเวลาลงหน่อยแต่ว่าการฝึกที่น้อยไปก็อาจไม่ค่อยได้ผล ผมเองก็แนะนำไปว่าตอนเช้าถ้าไม่มีเวลาจริงๆ
ก็ให้ร่นเวลาลงครึ่งหนึ่งเหลือครึ่งชั่วโมงคงไม่มากเกินไป ลักษณะการฝึกที่นำมาลงให้ดูเป็นการฝึกทุกวัน
เหมือนกับเป็นการ Warm up
มากกว่า ถ้าจะถามว่าการฝึกแบบนี้ได้ประโยชน์อะไรคำตอบง่ายๆ
ก็คือความคล่องแคล่วของนิ้วมือในการเล่นกีต้าร์ เป็นการฝึกให้เกิดความเคยชิน
สำหรับครั้งนี้คงต้องจบเท่านี้ก่อนครั้งหน้าค่อยมาว่ากันในส่วนของโครงสร้างเพลงซึ่งก่อนจะมาพูดถึงเรื่องนี้คุณลองไปหาเพลงที่คุณชอบมาฟังก่อน
แล้วดูว่าคุณได้อะไรจากเพลงที่คุณฟังบ้าง....
คลิ๊กเพื่อดูตารางฝึก
(*.pdf File)