ช่วงนี้รู้สึกเซ็งๆ ยังไงก็บอกไม่ถูก เหมือนกับกำลังดวงตกแฮะ อาจจะเป็นเพราะว่างานการที่ต้องทำเป็นประจำค่อนข้างเรียกร้องเวลาไปหมดจนไม่มีเวลาพักผ่อน
ไม่มีเวลาทำในสิ่งที่เคยทำ ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างหงุดหงิดง่ายผิดปกติ
ก็แก้ตัวตามประสาคนอะไรนั่นแหละครับ หายไปเพราะไม่มีเวลามั่ง โดนตัดออกมั่ง
เลยผลุบๆ โผล่ๆ อย่างไม่มีความพอดี เฮ้อ จะด้วยเหตุนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ
จึงเป็นเหตุให้เกิดคำครหาอย่างหยาบช้าสามานย์ว่าผมเข้าข่ายพวกเลือดจะไปลมจะมา
อ้าว ปากเหรอนั่น เวรกรรมแบบไม่รู้จะสบถถ้อยคำอะไรออกมา
ก็บ่นๆ ตามประสาคนอายุย่างเข้าวัยกลางคนแล้วน่ะครับ
อย่าถือสาเลยสาธุชนผู้มีจิตอกุศลทุกท่าน อีกอย่างที่ต้องบอกกล่าวกันล่วงหน้าก็คือใครก็ตามที่มีข้อสงสัยในงานเขียนของผมหรือว่าต้องการติดต่อพูดคุยผ่านทาง
อีแมว กรุณาตั้ง subject เป็นภาษาไทยด้วยเทอญ
เพราะไม่รู้ว่าทำไมอีแมวของผม
endlight@hotmail.com
มันจึงได้มีจดหมายขยะมาเต็มแทบทุกวัน ทำให้ผมต้องคอยลบ จนบางหนลบเพลินไปหน่อย
กลายเป็นลบจดหมายจากคนที่ติดต่อสอบถามเข้ามา ก็โดนต่อว่าต่อขานอีก
ดังนั้นก็ขอได้โปรดช่วยตั้ง subject เป็นภาษาไทยหน่อยเถอะครับ มันจะได้เป็นสิ่งที่ผมสังเกตชัดเจนหน่อย
หรือไม่อย่างนั้นหากว่าใครใจร้อนก็ลองเข้าไปที่หน้า webboard
ของ http://kitatann.uni.cc เพราะว่าคุณสมณะดนตรีซึ่งเป็น
webmaster อยู่สามารถให้คำตอบทางดนตรีได้ดีไม่แพ้ผมแน่นอน ตั้งกระทู้ถามกันได้ที่นั่น
ผมก็มักจะแวะเวียนเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญเข้าไปเสมอๆ อย่างที่เรียกว่าขาเจือก
เอ๊ย !!! ขาแจม เพราะว่าหน้า Break on Through ของผมเองก็ไม่ได้อัปเดตเป็นปีแล้วมั้งครับ
สร้างความอิดหนาระอาใจให้กับท่านสมณดนตรีอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จะตัดหน้า
Break on Through ของผมทิ้งก็คงจะเกรงใจ ในฐานะคนเคยเห็นหน้าเห็นตากัน
เลยปล่อยค้างคาไว้อย่างนั้น ไอ้ผมก็สุดแสนจะเกรงใจ(เฮ้อ
รันทดเจงๆชีวิตตู) แต่ก็หน้าด้านหน้าทน ทำไม่รู้ไม่ชี้ เรื่องหน้าด้านเนี่ยผมถนัดนัก
( ขอเสริมย่อหน้านี้ในฐานะถูกพาดพิง ตอนผมได้รับไฟล์ต้นฉบับแก
ผมนอนไม่หลับไปหลายชั่วโมง น้ำตานี้ไหลพราก พราก ปลื้ม ตื้นตัน ปีติ
ขนลุกชัน อยู่นาน ไม่นึกไม่ฝันว่าแกจะส่งเนื้อหามา update หน้า web
Break On Throuht จนตอนนี้คราบน้ำตาอันเกิดจากการปีติครานั้นยังเกรอะกรังอยู่บนใบหน้าของผมอยู่เลย....Samanadontri.
:-)
สำหรับฉบับนี้ก็อย่างที่จั่วหัวเอาไว้ คือแต่งเพลงแก้เซ็ง ด้วยเหตุผลง่ายๆและสิ้นคิดว่ากำลังเซ็งคิดอะไรไม่ค่อยออก
ความรู้สึกเบื่อๆมันครอบคลุมเต็มหัวใจ แล้วที่สำคัญที่สุดมันมาจากคำถามที่เข้ามามากที่สุดนับตั้งแต่เขียนคอลัมน์นี้มา
และดูเหมือนว่าจะไม่มีวันสิ้นสุดก็คือเรื่องที่ว่าการเอาสิ่งที่ผมเคยเขียนๆไว้มาใช้อย่างไรได้บ้าง
คนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดที่มาเรียนทฤษฎีดนตรีไปแล้วจะมีข้อสงสัยแบบนี้เสมอ
ไอ้พวก mode ไอ้พวก chord เนี่ย เรียนรู้แล้วเอาไปใช้อะไรได้มั่ง ก็เลยคิดว่าน่าจะเอาเรื่องนี้มาพูดคุยกันเล่นๆเป็นประเด็นประจำฉบับ
เพราะผมเคยตอบคนหนึ่งไปว่าไม่จำเป็นต้องเรียนหรอกไอ้ทฤษฎีดนตรีเนี่ย
ก็สามารถแต่งเพลงได้ ก็เลยมีคำถามสวนกลับมาว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะเรียนทฤษฎีดนตรีไปทำไม?
อู้เยห์ นั่นจิ เราจะเรียนทฤษฏีดนตรีไปทำซากมัมมี่อะไรกันวะ
ประการสำคัญของทฤษฏีดนตรีก็คือการจัดระบบความคิดให้มันง่ายต่อการมอง
อยากให้คุณลองนึกถึงภาษาไทยของเรานี่เป็นตัวอย่าง คุณหัดพูดภาษาไทยกันมาตั้งแต่จำความได้ใช้มั้ยครับ
แต่คุณเริ่มเรียนวิชา ภาษาไทย กันตอนไหน? จำได้หรือเปล่า? เราพูดเราฟังภาษาไทยกันก่อนจะเข้าโรงเรียนเสียอีก
แต่พอเข้าไปเรียนแล้ว ก็ต้องเรียนวิชา ภาษาไทย อันสุดแสนจะน่าเบื่อหน่าย
เพื่อที่จะได้รู้ว่าไอ้คำนี้คือประธาน คำนี้เป็นกรรม ตัวอักษรนี่เป็นเสียงสูง
ตัวนี้เป็นอักษรกลาง ฯลฯ ดนตรีก็เหมือน กับภาษาล่ะครับ การที่คุณอ่านโน้ตไม่ออก
ก็เหมือนกับคุณอ่านหนังสือไม่ออก ทฤษฎีดนตรี ก็เหมือนกับวิชาหลักภาษาไทย
แต่ประการสำคัญก็คือคุณต้องรู้จักดนตรี
!!!
คุณต้องเรียนรู้ที่จะฟัง - พูด อ่าน- เขียน คือเราพูดกันได้อยู่แล้ว
ถ้าเราไม่หูหนวก เราจะเรียนรู้การพูดคุยและรับฟังตั้งแต่เด็ก แต่สำหรับดนตรี
การฟัง มันมีทั้งการฟังเพื่อความเพลิดเพลินและการฟังเพื่อที่จะเรียนรู้
นั่นคือสาเหตุให้ผมมักจะบอกทุกคนว่าฟังเพลงเข้าไปเหอะ มันไม่ผิดหรอกที่คุณจะฟังเพลงแนวเดียวตลอดชีวิต
คือถ้าคุณมีความสุขก็ทำไปไม่ว่าอะไร ผมเคยรู้จักคนคนหนึ่งใช้นามแฝงว่า
Hell ฟังแต่ black metal กับ death metal เท่านั้น ขนาด speed metal
หรือ thrash อย่าง Megadeth หรือ Metallica ซึ่งสมัยก่อนที่จะเปลี่ยนตัวเองจากหน้ามือเป็นหลัง
teen อย่างในทุกวันนี้ก็ทำดนตรีแรงเอาการ(อย่างอัลบั้ม Master of Puppets
เป็นต้น ) เขายังบอกว่ามัน เบาไป เลยไม่ฟัง ถ้าจะถามผมว่าผิดไหมที่ทำอย่างนั้น
ผมบอกได้เลยว่าไม่ผิด มันเป็นความชอบของเขานี่ครับ แล้วเขาก็ไม่เห็นจะไปรังเกียจคนอื่นที่ฟังเพลงไม่เหมือนเขา
อะไรที่เราทำแล้วมีความสุขก็ทำไป เพียงแต่อย่างผมเนี่ย หลายคนคิดว่าผมชอบดนตรี
jazz ซึ่งความจริงไม่ใช่ ผมไม่ใช่ jazz ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นพวกแจ๋นมากกว่า
เพียงแต่ถ้าหาผมจะศึกษาในเรื่อง harmony แล้วล่ะก็ ผมควรจะฟัง jazz เพราะว่ามันเพียงพูนไปด้วยเรื่องของ
harmony
เหตุผลแบบนี้ล่ะที่ผมจึงบอกว่า โน้ตมันจะสำคัญหรือไม่สำคัญมันก็ขึ้นกับตัวคุณเอง
และมันมีหน้าที่ในการถ่ายทอดจินตนาการของคุณเท่านั้น โน้ตเป็นแค่ตัวอักษร
และมันจะปราศจากคุณค่าหากไม่มีคนถ่ายทอดมันออกมา โน้ตเป็นนักร้องสาวที่น่าตาน่ารักที่สุดเลย
(แฮ่....)
โอเคนะ หวังว่าคงเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้ก็มาว่ากันในเรื่องของการนำสิ่งต่างๆ
ที่ผมเคยเขียนถึงมาใช้ ว่ามันจะเอามาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์อย่างไร
และคุณจะได้เห็นว่าผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับทฤษฎีดนตรีมากเท่าใดนักในการคิดเพลงออกมาเพลงหนึ่ง
และอยากทำความเข้าใจกันก่อนว่า ผมไม่ใช่นักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นป่านนี้ผมคงนั่งแต่งเพลงขาย ไม่ต้องมาทำงานกรรมกรตากแดดเปรี้ยงๆ
อย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่ผมนำเสนอคือแนวทางการแต่งเพลง ในส่วนของดนตรี
ซึ่งไม่ได้บอกว่าดนตรีที่ผมทำจะเป็นดนตรีที่ดีหรือเป็นเพลงฮิตแต่อย่างใด
ออกเนื้อออกตัวเป็นที่เรียบร้อย เรามาเริ่มต้นกันดีกว่าว่าวันนี้เราจะทำอะไรได้บ้างจากสิ่งที่เรามีอยู่
ขั้นแรกผมต้องการ concept เพลงก่อน ตั้งชื่อเพลงก่อนดีกว่า
สำหรับเรื่องชื่อเพลงอาจดูเป็นส่วนที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าใดนัก หลายคนมักมองข้ามไป
แต่สำหรับตัวผมมักจะแนะนำให้ตั้งชื่อเพลงก่อน เพราะอย่างน้อยมันจะเป็น
concept เวลาเรานึกอะไรไม่ออกจะได้มองไปที่ชื่อเพลงแล้วจะได้ไม่หลุดประเด็นไป
ซึ่งชื่อที่ว่านี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นชื่อจริงๆที่จะใช้ในเพลงแบบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
คุณรู้มั้ยว่าเพลง Yesterday ของ The Beatles อันโด่งดังมหาศาลมีคำนำไปขับร้องซ้ำไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
มันมีชื่อเดิมว่า Stumble Eggs หรือไงเนี่ย ชื่อนี้อาจผิดนะ ผมไม่ได้แน่ใจ
แต่มันมี egg แน่นอน เพียงแค่อยากจะบอกว่า ตั้งชื่อเอาไว้ก่อนเหอะ
เหมือนกับเราได้หมาได้แมวมาตัวเรายังตั้งชื่อเรียกมันเลย ดังนั้นคงไม่ผิดอะไรหากเราจะตั้งชื่ออะไรไว้สักชื่อก่อน
แล้วค่อยมาเปลี่ยนชื่อที่หลังก็ได้ ขนาดชื่อคนเรายังเปลี่ยนได้เลยครับ
บางคนยังเปลี่ยนตั้งหลายชื่อเด็กๆก็ชื่อชัยวัฒน์ โตหน่อยก็เปลี่ยนเป็นสมภพ
แว๊บมาอีกทีก็เป็นสมทัตซะแล้ว (สมมตินะครับสมมติหากไปตรงกับชื่อใครเข้าต้องขออภัย)
เรามาว่ากันต่อ......>>>
ผมตัดสินใจเลือกเอาคำว่า Missing มาเป็นชื่อเพลง กำหนดแนวทางให้ออกมาเป็นเพลงช้าๆ
ฟังสบายๆ ซึ่งเมื่อได้ concept แล้วก็ต้องมาควานหา melody จึงเริ่มด้วยการสร้าง
motive นำขึ้นมาก่อน motive ก็คือวลี เราสร้างวลีเพื่อนำมารวมกันให้เป็นประโยค
วลี หรือ motive ไม่จำเป็นจะต้องยาว ความจริงมันไม่ควรยาวล่ะ ไม่งั้นจะเรียกมันว่า
วลี ทำไมกัน แต่ว่า
motive คือส่วนสำคัญของบทเพลงนะครับ
ถ้าคุณสร้าง motive ดีๆ มันจะกลายเป็น
theme ได้อย่างไม่ยากเย็น ลองนึกถึง theme ของซิมโฟนี่หมายเลข
5 ของบีโธเฟ่นดูสิครับ ปั๊ม ปั๊ม ปั๊ม
ป่ามมมมมม วลีนี้ประกอบด้วยโน้ตสามสั้น หนึ่งยาว แต่เมื่อทำให้มันออกมาดี
มันก็ได้ดีสมใจนึก มันเหมือนง่ายมั้ยล่ะครับ แต่ว่าความยากมันอยู่ที่
เพลงนะใครๆ ก็แต่งได้ แต่ว่าการแต่งเพลงให้มีคนชอบนี่มันเป็นเรื่องของ
sense ส่วนตัวจริงๆ
ผมก็ไปลากเอากระดาษโน้ตมา แล้วก็ความกีต้าร์มาตัวนึง จะเริ่มที่อะไรดี
ต้องบอกกันว่าผมติดคีย์ G mimor
พอสมควร อันเป็นอิทธิพลเลวๆ ที่มาจากการฟังเพลงของ Ritchie
Blackmore ผมก็เลยเริ่มต้นที่การวางคีย์ไปที่ G minor
ซึ่งในเรื่องของคีย์นี้เราสามารถ Tranpose
key ได้ในภายหลังจึงไม่จำเป็นจะต้องไป serious อะไรมากมาย
เพียงแต่ควรทำให้มันเป็นกิจลักษณะอย่างเช่นคราวนี้ผมคิดจะใช้ทาง minor
ก็ดูที่หน้าตาของ G minor ได้ที่ Fig
I ครับ สำหรับ time
signature ก็ใช้ 4/4 ธรรมดาสามัญไม่มีอะไรพิเศษเพราะไม่จำเป็นต้องใช้
time signature ให้มันยุ่งยากไม่ได้คิดจะทำเพลง progressive อย่าง
DreamTheater ซะหน่อย (โฮ้ย ขอพูดถึงงานชุดใหม่เสียหน่อยเหอะ
เสียงกลองตีได้ปวดกบาลเหมือนเคย แถมเปลี่ยน time signature แบบโคตรยุ่งยากเหมาะกับการหาเรื่องกินแอสไพรินเป็นของหวาน)

แต่นั่นยังไม่เป็นเพลง ไม่เป็น motive จนกว่าเราจะเอมมันมาดัดแปลงตามแต่ใจต้องการเสียก่อน
ซึ่งการเคลื่อนตัวของโน้ตมันมี 2 ทางคือแนวระนาบ (duration) กับแนวตั้ง
(pitch) ผมลองจัดวางตำแหน่งของโน้ตเรียงไปเรียงมาโดยอาศัยความสั้น- ยาวของโน้ต
เพื่อที่จะให้ได้ออกมาอย่างที่ตัวเองต้องการ ก็จะได้อย่างที่คุณเห็นใน
Fig 2 ล่ะครับ คือเป็น
duration แต่ว่า duration อย่างเดียวมันคงทื่อๆไป เราก็เลยเอา pitch
เข้ามา หรือการลำดับเสียงสูง-ต่ำ ซึ่งก็จะได้เสียงอย่างใน Fig
3 ล่ะครับ


แต่ถ้าจะเอากันจริงๆ นะครับ เราแค่ฮัมทำนองออกมา มันอาจจะง่ายกว่านี้ถ้าผมบอกว่าผมฮัมแล้วได้
motive ใน Fig 3 เลย
เพียงแต่อยากจะแยกย่อยให้คุณเห็นเท่านั้นเองว่ามันอย่างไร ฉบับนี้ว่ากันแค่นี้ก่อน
เพราะว่าเนื้อที่สัมปทานหมดเสียแล้ว ฉบับหน้าค่อยมาดูกันต่อก็แล้วกันว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป
bye...