กรรมฐาน (กัมมัฏฐาน) คืออะไร
๑. ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า
ที่ตั้งแห่งการงาน อธิบายว่า เมื่อบุคคลดำเนินตามวีกรรมฐานแล้ว การงานในวิสัยย่อมสำเร็จหมด
ในทางพระพุทธศาสนาหมายเอาอุบายทางใจมี ๒ ประการ คือ สมถกรรมฐานเป็นอุบายสงบใจ วิปัสสนากรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา
๒. หลวงปู่เทศก์ เทสรังสือ
วัดหินหมากเป้ง จ. หนองคาย อธิบายว่ากรรม คือ การกระทำ ฐานะ คือที่ตั้ง ทำแล้วตั้งในที่ใด
ที่นั้นแหละ เรียกว่ากรรมฐาน กรรมฐานในพระพุทธศาสนา ท่านพูดเฉพาะในเรื่อง การทำสมาธิภาวนา
กรรมฐานอันนี้ ทำแน่วแน่เต็มที่จนกระทั่งหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ไม่เหมือนกรรมฐานทางโลก
กรรมฐานทางโลก พวกชาวบ้านเขาทำการงานให้แน่วแน่เต็มที่ก็เรียกว่ากรรมฐาน เหมือนกัน
เช่น ทำโต๊ะ ทำเก้าอี้ ทำบ้าน ทำเรือน ทำอะไรต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกประการที่ตั้งใจทำจริง
ๆ จัง ๆ คือทำที่ตั้งให้มั่นในจิต เรียกว่า กรรมฐาน ด้วยกันทั้งหมด แต่มันเป็นของภายนอกไม่ได้เข้ามาอยู่ในกาย
๓. หลวงปู่ครูบาพรหมจักร
วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ. ลำพูน กล่าวว่าความจริงวิปัสสนากัมมัฏฐานมีอยู่ในตัวของท่านทั้งหลายพร้อมแล้วเป็นแต่ยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติเท่านั้น
จึงได้มาขอกับครูบาอาจารย์ เพื่อให้ได้กัมมัฏฐาน
สมถกัมมัฏฐาน คือ กัมมัฏฐานฐานหรือเหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งการประพฤติปฏิบัติให้จิตสงบ
จากนิวรณ์ธรรม
ธรรมชาติใดที่ทำจิตให้สงบ ระงับจากนิวรรณ์ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า สมถกัมมัฏฐาน
กัมมัฏฐานใด ที่ทำให้เกิดการรู้แจ้ง เห็นจริงในสภาวธรรม ธรรมชาตินั้นชื่อว่าวิปัสสนากัมมัฏฐาน
การทำกัมมัฏฐาน อันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งการปฏิบัติความดี คนเราทั้งหลายควรทำตลอดไปทุกวันเวลา
ตลอดชีวิตจึงจะเป็นการดี
ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร มีความหวังต่อโลกุตรธรรม พึงรีบขวนขวาย บำเพ็ญอย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
อันหาได้โดยยาก
หนังสือกัมมัฏฐาน ๔๐ เป็นหนังสือเก่าที่
ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี (ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เรียกท่านตามความนิยมของท้องถิ่นล้านนาว่า
"ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี" หรือ "ผ้าขาวปี" เป็นผู้แต่งไว้ ในสมัยเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่นับได้ว่าเป็นวรรณกรรมคำสอนประเภทร้อยแก้วของล้านนาไทย
ที่มีคุณค่าทางการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดีเล่มหนึ่ง
การอธิบายกัมมัฏฐาน ๔๐ ของครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี แตกต่างจากการอธิบายของครูบาจารย์ท่านอื่นๆ
บางทีก็มีแปลกไปจากกัมมัฏฐานที่มีมาในคัมภีร์เล่มเดิม ซึ่งกัมมัฏฐาน ๔๐ ตามคัมภีร์ว่าด้วยการเจริญสมาธิกัมมัฏฐานนั้นมีดังนี้
คือ
กสิณ ๑๐ ได้แก่
๑. ปฐวีกสิณ คือ การเพ่งดินเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๒. อาโปกสิณ คือ การเพ่งน้ำเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๓. ตโชกสิณ คือ การเพ่งไฟเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๔. วาโยกสิณ คือ การเพ่งลมเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๕. นีลกสิณ คือ การเพ่งสีเขียวเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๖. ปีตกสิณ คือ การเพ่งสีเหลืองเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๗. โลหิตกสิณ คือ การเพ่งสีแดงเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๘. โอทาตกสิณ คือ การเพ่งสีขาวเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๙. อาโลกกสิณ คือ การเพ่งแสงสว่างเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
๑๐. อากาสกสิณ คือ การเพ่งที่ว่างเพื่อจูงใจให้เป็นสมาธิ
อสุภ ๑๐ ได้แก่
๑. อุทธมาตกะ คือ การพิจารณาซากศพที่เน่าพอง
๒. วินีลกะ คือ การพิจารณาซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ
๓. วิปุพพกะ คือ การพิจารณาซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลออกอยู่
๔. วิจฉิททกะ คือ การพิจารณาซากศพที่ขาดกลางตัว
๕. วิกขายิตตกะ คือ การพิจารณาซากศพที่สัตว์กัดกินแล้ว
๖. วิกขิตตกะ คือ การพิจารณาซากศพที่มีมือ
เท้า ศีรษะขาด
๗. หตวิขิตตกะ คือ การพิจารณาซากศพที่ศัตรูสับฟันเป็นท่อน
๘. โลหิตะ คือ การพิจารณาซากศพที่ถูกอาวุธฟันมีเลือดไหล
๙. ปุฬุวกะ คือ การพิจารณาซากศพที่มีตัวหนอนคลานไปมา
๑๐. อัฏฐิกะ คือ การพิจารณาซากศพที่เหลือแต่กระดูก
อนุสสติ ๑๐ ได้แก่
๑. พุทธานุสสติ การระลึกถึง
พระคุณพระพุทธเจ้า
๒. ธมฺมานุสสติ การระลึกถึง
พระคุณของพระธรรม
๓. สงฺฆานุสสติ การระลึกถึง
พระคุณของพระสงฆ์
๔. สีลานุสสติ การระลึกถึง
ศีลที่ตนรักษา
๕. จาคานุสสติ การระลึกถึง
ทานที่ตนเองได้บริจาคแล้ว
๖. เทวตานุสสติ การระลึกถึง
คุณที่ทำให้คนเป็นเทวดา
๗. มาณานุสสติ การระลึกถึง
ความตายที่จะต้องมีเป็นธรรมดา
๘. กายคตานุสสติ การระลึกถึง
ร่างกายให้เห็นว่าไม่งาม
๙. อานาปานสติ การระลึกถึง
การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
๑๐. อุปสมานุสติ การระลึกถึง
ธรรมเป็นที่สงบระงับกิเลศและทุกข์
พรหมวิหาร ๔ ได้แก่
๑. เมตตานุสสติ การระลึกถึง
ความเมตตาที่มีในตน
๒. กรุณานุสสติ การระลึกถึง
ความกรุณาที่มีในตน
๓. มุทิตานุสสติ การระลึกถึง
ความพลอยยินดีที่มีในตน
๔. อุเบกขานุสสติ การระลึกถึง
ความวางเฉยที่มีในตน
อรูป ๔ ได้แก่
๑. อากาสานัญจายตนะ กำหนดที่ว่างอันหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
๒. วิญญาณัญญายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
๓. อากิญจัญญายตนะ กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ
เป็นอารมณ์
๔. เนวสัญญาณาสัญญายตนะ กำหนดภาวะที่มีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่เป็น
อารมณ์
ปฏิกูลสัญญา
๑ คือ การพิจารณาสิ่งปฏิกูลเป็นอารมณ์
จตุธาตุววัตถาน ๑ คือการพิจารณาธาตุ
ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอารมณ์
รวมทั้งหมดมี ๔๐ ข้อ เรียกว่า
กัมมัฏฐาน ๔๐ แต่โบราณกาลมาโยคาวจรเจ้าผู้มุ่งกำจัดกิเลสสาสวะอันมีอยู่ในตนให้สิ้นไปนั้น
จะนำมาพิจารณาเป็นอารมณ์ต่าง ๆ จนได้บรรลุธรรมวิเศษ
ในหนังสือกัมมัฏฐาน ๔๐ ที่ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปีแต่งขึ้นมานี้ มุ่งที่จะอบรมสั่งสอนบรรศิษยานุศิษย์ของท่าน
ให้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมั่นคงในครูบาอาจารย์ของตนเอง โดยมี "นายใจมา"
เป็นผู้ดำเนินเรื่องมิใช้แต่จะพูดถึงเฉพาะความที่เกี่ยวกับกัมมัฏฐาน หรือคำสั่งสอนเท่านั้นในตอนท้ายยังมีเรื่องที่กล่าวถึง
คือ
๑. โลกและจักรวาล ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สำคัญๆ
เช่น โลกทีปนี จักรวาลทีปนี ไตรภูมิพระร่วง หรืออัคคัญญสูตร
๒. พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์
ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์ หรือพุทธวงศ์
๓. ยังมีเรื่องเครื่องบินเรื่องระเบิด
เรื่องการเล่นฟุตบอล ฯลน เป็นต้น
![]()
อันเป็นการยืนยันว่าครูบาเจ้าอภิชัยขาวปีเป็นปราชญ์ผู้ที่ได้รับการศึกษาอบรมมาอย่างดีจึงมีความรู้ทั้งที่มีมาในอดึต
และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี หนังสือเล่มนี้จึงน่าสนใจที่จะศึกษาเรียนรู้มาเล่มหนึ่ง
ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจาก พระพงษ์ศักดิ์ คมฺภีรธมฺโม (ผู้เป็นศิษย์รูปหนึ่งของพระเดชพระคุณหลวงปู่ครงูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา
วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม) ให้ปริวรรตเรื่องกัมมัฏฐาน ๔๐ นี้ จากอักษรธรรมล้านนา มาเป็นอักษรไทยกลาง
ซึ่งหนังสือเล่มนี้หลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศ์พัฒนา เคยพิมพ์เผยแผ่ด้วยอักษรธรรมล้านนามาแล้ว
๑ ครั้ง
ซึ่งแน่นอนว่าการปริวรรตตามกฎเกณฑ์นั้น จะต้องเคร่งครัดในอักขระพยัญชนะอย่างเต็มที่
การจะตัดข้อความตอนใดออก หรือเพิ่มเติมข้อความใดเข้ามาใหม่ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสำหนับผู้รู้ทั้งหลายจะกระทำกัน
แต่ด้วยความจำกัดในเรื่องความเข้าใจระหว่างพุทธศาสนิกชนผู้ต้องการรู้ธรรมของพระพุทธองค์นั้นเป็นคนไทยที่ใช้ภาษากลางในกรสื่อสารต่อกัน
ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตครูบาอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของเดิม
ที่รจนาหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาด้วยความปรารถนาดีต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย รวมทั้งครูบาอาจารย์ผู้อบรมสั่งสอนวีการปริวรรตอักษรล้านนาให้ข้าพเจ้า
ด้วยจำเป็นที่จะต้องการทำการปรับปรุงข้อความในหนังสือเล่มนี้บ้างตามความเหมาะสมแต่ก็จักไม่ทำให้เสียรูปแบบดั้งเดิมเลย
กรรปริวรรตนั้นจะกระทำโดยหลักการดังนี้คือ
๑. จะปริวรรตโดยใช้หลักการการปริวรรตอักษรธรรมล้านนา
เป็นอักษรไทยกลาบงตามวิธีการที่ครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาได้วางหลักเกณฑ์ไว้ทุกประการ
๒. หากมีข้อความใดที่รูปศัพท์เดิมเป็นภาษาล้านนาที่ผู้อ่านโดยทั่วไป
อ่านแล้วไม่สามารถเข้าใจในความหมายได้ เพราะความที่เป็นศัพท์ท้องถิ่น หรือศัพท์โบราณซึ่งไม่ใช้พูดหรือเขียนกันในปัจจุบันนี้
ก็จะขออนุญาตปรับปรุงศัพท์นั้นให้เป็นภาษาที่ผู้อ่านสามารถรู้และเข้าใจตรงกันได้โดยจะไม่ให้เสียความหมายเดิมแต่ประการใด
๓. หนังสือเล่มเดิมที่พิมพ์ด้วยอักษรธรรมล้านนาก็มีอยู่
ที่ปริวรรตตรงตัวไม่ปรับเปลี่ยนข้อความหรือรูปศัพท์ใดๆ ข้าพเจ้าก็ทำไว้แล้ว หากมีผู้อ่านท่านใดต้องการศึกษาเรียนรู้
ข้าพเจ้าก็พร้อมที่อำนวยความสะดวกให้ทุกประการ และขอยืนยันย่าการอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วอรรถประโยชน์ส่งผลทางอารณ์อันเป็นจินตนาการที่ลึกซึ้งนี้
ควรอ่านจากต้นฉบับอักษรธรรมล้านนาน่าจะเป็นการดีที่สุด
๔. ความผิดพลาดบกพร่องอันเกิดขึ้นนี้
คณะผู้จัดทำขอน้อมรับด้วยความเต็ม และหวังได้รับการแนะนะจากปราชญ์บัณฑิตผู้รู้ทั้งปวงด้วยเมตตาจิต
ขอขอบคุณ
พระพงษ์ศักดิ์ คมฺภีรธมฺโม ที่ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าได้ทำงานรับใช้บูชาคุณงามความดีของครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี
และหลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา ผู้เป็นที่เคารพสักการะของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายทั้งปวง
ขอขอบคุณผู้ร่วมทำงาน อันมีพระหงษ์ สุจิตฺโต ผู้ช่วยปริวรรต และสามเณรเอกลักษณ์
กาใจ ผู้ช่วยพิมพ์ ขอขอบคุณพระศุทธพันธ์ สิริณาโณ ผู้ให้กำลังและช่วยพิสูจน์อักษรมาโดยตลอด
"การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทานทั้งปวง" พุทธพจน์อันเป็นอมตะนี้ ขิผลานิสงส์จงเป็นพลวปัจจัยเพิ่มพูนบารมีธรรมแด่ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี
และหลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา ผู้ล่วงไปเสวยสุคติในสัมปรายภพ ขอจงเป็นปัจจัยอุป
"การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทานทั้งปวง" พุทธพจน์อันเป็นอมตะนี้ ขิผลานิสงส์จงเป็นพลวปัจจัยเพิ่มพูนบารมีธรรมแด่ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี
และหลวงปู่ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา ผู้ล่วงไปเสวยสุคติในสัมปรายภพ ขอจงเป็นปัจจัยอุปถัมภ์บำรุงให้คณะผู้จัดทำและผู้อ่านทุกท่านจงประสพแต่สุขสวัสดี
ปราศจากโรคาพาธและอุปัทวันตราย มีชีวิตอยู่ค้ำชูบูชาพระบวรพุทธศาสนาไปตลอดจิรัฏฐิติกาลเทอญฯ.