มูลเหตุกัมมัฏฐาน
ข้อที่ ๔
นายใจมาได้ฟังคำสอนของครูบาแล้ว
อยู่ต่อมาไม่นานก็เดินไปในป่าก็ไปเห็นสุนัขไล่จับลิง ลิงก็แยกเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่ง
อีกพวกหนึ่งก็ขึ้นต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ในขณะที่ลิงพวกใดพวกหนึ่งกำลังขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่งและพลัดตกลงมา
สุนัขก็จะกระโดดเข้ากัด กระโดดไปกระโดดมาเพื่อไล่กัดระหว่างลิง ๒ พวกนี้ จนสุนัขก็เหนื่อย
นายใจมาเห็นเหตุอย่าบงนี้ก็กลับมา กราบเรียนครูบา
ครูบาขาวปีสอนกัมมัฏฐาน
ข้อที่ ๔
ครูบาก็เทศนาว่า ถ้าเราได้บวชเป็นพระภิกษุก็ดี
ได้บวชเป็นสามเณรก็ดี ได้บวชเป็นชีผ้าขาวก็ดี เราควรเรียนธรรมกับครูท่านได้ ก็ควรเรียนกับครูท่านนั้น
อย่างเรียนหลายครู เราเชื่อใจครูใดก็ควรเชื่อครูนั้น อย่าเชื่อหลายครู เราเรียนธรรมผูกใดก็ควรเรียนธรรมผูกนั้น
อย่าเรียนหลายผูก เราเชื่อธรรมผูกใด ก็ควรเชื่อธรรมผูกนั้น อย่างเชื่อหลายผูก ธรรมก็มีหลายธรรม
ครูก็มีมากแต่ก็สอนถูกเหมือนกัน คำว่าถูกก็มีหลายอย่าง เรียนหลายครูอาจทำให้ผิดพลาดได้
เรียนหลายธรรมก็ชวนให้เกิดความสับสนฟุ้งซ่าน ก็เพราะเรียนหลายธรรม เรียนหน้าลืมหลัง
เรียนหลังลืมหน้า
ชวนให้ยุ่งก็เพราะธรรม ชวนให้หลงก็เพราะธรรม พาให้หลงก็เพราะธรรม พาให้เป็นแก่นเป็นสารก็เพราะธรรม
รู้มากก็หลงมาก รู้มากอาจทำให้ไม่เชื่อธรรม เราควรเรียนเอาที่เป็นหลักเป็นแก่นเป็นการเป็นงานไว้พอแล้ว
สุนัขกระโดดไปทางนั้นก็เพราะลิง สุนัขกระโดมาทางนี้ก็เพราะลิง กระโดดไปกระโดดมาจนหมดแรงก็เพราะลิง
นิทานกัมมัฏฐาน
ข้อที่ ๔
ยังมีฤาษี ๒ ตน ตนหนึ่งอยู่ทางเหนือเขา
ตนหนึ่งอยู่ทางใต้เขา ยังมีนกแขกเต้าตัวหนึ่ง เกิดลูกอยู่ในโพรงต้นไม้ ตั้งอยู่หลังเขาที่นั้น
วันหนึ่งลมพายุใหญ่ก็พัดมาที่ต้นไม้ต้นนั้นจนล้มตกลงบนเขานั้น
ลูกนกแขกเต้า ๒ ตัวนั้น ตัวหนึ่งก็บนไปตกอาศรมของฤาษีตนที่อยู่ทางเหนือ ตัวหนึ่งก็บินไปตกอาศรมของฤาษีตนที่อยู่ทางใต้
ฤาษีตนที่อยู่ทางเหนือก็เลี้ยงเอาไว้ แล้วสอนให้นกแขกเต้าตัวนั้นพูดเป็นภาษาคนว่า
"อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ" ลูกนกแขกเต้าก็ว่าตามคำพูดนั้นทุกวัน
ฤาษีตนที่อยู่ทางใต้ก็เอาเลี้ยงไว้ สอนให้นกแขกเต้าตัวนั้นให้พูดเป็นภาษาคนว่า
"อนิจจา ทุกขา อนัตตา" นกแขกเต้าก็ว่าตามคำพูดนั้นทุกวัน
มีอยู่วันหนึ่งฤาษีตนที่อยู่ทางใต้ซึ่งเป็นเจ้าของนกแขกเต้าตัวนี้ เหาะไปในอากาศ
ไปหาลูกไม้หัวมัน ก็สั่งให้นกแขกเต้าตัวนั้นอยู่เฝ้าอาศรมนกแขกเต้าก็ร้องว่า "อนิจจา
ทุกขา อนัตตา" อยู่ในอาศรมหลังนั้น
วันหนึ่งฤาษีตนที่อยู่ทางเหนือได้เดินเที่ยวป่า ก็มาพบอาศรมฤาษีตนที่อยู่ทางใต้
ก็มาได้ยินเสียงนกแขกเต้าร้องอยู่ที่นั้น ฤาษีตนที่อยู่ทางเหนือนี้ยังไม่ได้ฌาน
ก็ยังเหาะไม่ได้ แต่มาได้ยินเสียงนกแขกเต้าตัวนี้ร้องว่า "อนิจจา ทุกขา อนัตตา"
ฤาษีตนนั้นก็นึกในใจว่าฤาษีตนที่อยู่ทางใต้นี้เหาะไปในอากาศได้เพราท่านถือคำพูดอันนี้หรือ
ฤาษีตนที่อยู่ทางเหนือนั้นก็เรียนเอาคำพูดดังกล่าวจากนกแขกเต้าจนจำได้ เมื่อจำได้แล้วก็สามารถเหาะไปในอากาศได้
จนไปถึงที่อยู่แห่งตน
มีฤาษีตนหนึ่งอยู่ต่างถิ่น เดินเที่ยวป่ามาตามทาง ยังไม่ได้ฌานเหมือนกัน มาถึงอาศรมฤาษีตนที่อยู่หนใต้
ก็ได้ยินเสียงนกแขกเต้าร้องว่า "อนิจจา ทุกขา อนัตตา" ก็เรียนเอาคำนี้กับนกแขกำเต้าว่า
"อนิจจา ทุกขา อนัตตา" เรียนจบแล้วได้ฌาน เหาะเหินเดินอากาศได้ ข้ามเขาไปทางหนเหนือก็ไปเห็นอาศรมฤาษีตนที่อยู่หกเหนือนั้นอีก
ก็ลงมาที่อาศรมบทฤาษีตนนั้น ก็ได้ยินเสียงนกแขกเต้าร้องว่า "อนิจจะ ทุกขะ
อัตตะ" ก็เลยทิ้งคำว่า "อนิจจา ทุกขา อนัตตา" นั้นเสียแล้วมาเรียน
"อนิจจะ ทุกขะ อัตตะ" อีก พอเรียนได้แล้วก็ไม่สามารถเดินไปในอากาศได้
ก็เลยหากินลูกไม้หัวมันไปตามเหนือหน้าแผ่นดินตามเดิม
ถือ "อนิจจา ทุกขา อนัตตา" ก็เหาะเหินเดินไปในอากาศได้แล้วก็ยังไม่พอใจ
ยังกลับไปเรียนเอา "อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ" อีก ก็เลยไม่สามารถเดินไปในอากาศได้อีก
เหตุนี้แล ชื่อว่าโลภครู หลายครู
ฤาษีตนเป็นนกแขกเต้าอยู่ทางเหนือถือ "อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ" นั้นก็ได้ฌาร
ถึงฌานเหมือนกัน ตนเป็นเจ้านกแขกเต้าอยู่ทางใต้ ถือ "อนิจจา ทุกขา อนัตตา"
นั้น ก็ได้ฌานและถึงฌานเหมือนกัน ถ้าฤาษีต่างถิ่นตนนั้นยึดเอาครูเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ฌานก็ไม่เสื่อ แต่นี่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาฌานเลยเสื่อมเหาะเหินเดินอากาศไม่ได้ จำเป็นต้องหากินลูกไม้หัวมันไปตามเหนือหน้าแผ่นดินเหมือนเดิม
เพราะว่าเชื่อธรรมหลายธรรม โลภธรรมหลายธรรมนั้นแล
ยังมีฤาษีตนหนึ่งอยู่เขาลูกหนึ่ง ถือธรรมทีฆนิกาย มัชฌิมนิกายสังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย
ขุททกนิกาย ถือ ๕ นิกายนี้ ก็ถึงฌาน สามารถเหาะเหินเดินไปในอากาศเ ไปหาลูกไม้หัวมันมากินทุกวัน
ยังมีฤาษีกลุ่มหนึ่งมี ๗ ตน อยู่เขาลูกหนึ่ง ตนหนึ่งถือธรรมสังคิณีตนหนึ่งถือธรรมวิภังค์
ตนหนึ่งถือธรรมดาธาตุกถา ตนหนึ่งถือธรรมปุคคลบัญญัติ ตนหนึ่งถือธรรมกถาวัตถุ ตนหนึ่งถือธรรมยมก
ตนหนึ่งถือธรรมมหาปัฏฐาน ก็สามารถเหาะเหินเดินไปในอากาศได้ ยังชีพด้วยการไปหากินลูกไม้หัวมันทุกตน
เมื่อฤาษีตนที่ถือธรรมนิกายทั้ง ๕ นั้น มาเห็นฤาษีทั้ง ๗ เดินไปในอากาศได้ ก็ถามฤาษีทั้ง
๗ นั้นว่า ท่านถือธรรมอะไรถึงเดินไปในอากาศได้ฤาษีทั้ง ๗ นั้นตอบว่า ตัวเราถือธรรมคือ
พระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ ถือธรรมตนละหนึ่งคัมภีร์
ฤาษีตนที่ถือธรรมนิกายทั้ง ๕ นั้นว่า เราจักเรียนเอาให้ได้ ๗ คัมภีร์ เอามารวมกับนิกาย
ทั้ง๕ ให้ได้ ๑๒ คัมภีร์ แล้วจัดเหาะเหินเดินไปในอากาศสูงๆ ให้ได้ จะได้เห็นโลกมากๆ
เรียนเอาจนหมดทั้ง ๗ คัมภีร์ เมื่อเรียนเอาหมดทั้ง ๗ คัมภีร์แล้ว จะเดินไปในอากาศก็เดินไปไม่ได้
ทำอย่างไรก็ทำไม่ได้ ก็จำเป็นต้องเดินไปหากิน ลูกไม้หัวมัน ไปตามพื้นดินเหมือนเดิม
เหตุนี้แล เพราะเชื่อธรรมหลายธรรม โลภธรรมหลายธรรม เหมือนฤาษีถือนิกายทั้ง ๕ ได้ถึงฌานด้วยนิกายทั้ง
๕ แล้วยังไม่พอ กลับไปเรียนเอาอภิธรรมมาอีก ๗ คัมภีร์ หวังจักได้ฌานสูงกว่าเดิม
กลับต้องมาเดินดินอีกตามเคย ทั้งธรรมเก่าธรรมใหม่ก็ไม่เหลืออยู่เลย
ครูบาขาวปีสอนกัมมัฏฐาน
ข้อที่ ๔
ถ้าเราได้บวชเป็นพระภิกษุก็ดี
บวชเป็นสามเณรก็ดี บวชเป็นชีผ้าขาวก็ดี เป็นคนคฤหัสถ์ก็ดี ถ้าไม่เชื่อครูหลายครู
ไม่โลภครูหลายครู ไม่เชื่อธรรมหลายธรรม ให้เชื่อครูใดครูนั้น เชื่อธรรมใดธรรมนั้น
ก็จักเจริญด้วยกัมมัฏฐาน ก็จักได้เป็นที่พึ่งแก่โลก โลกก็จักได้พึ่งเรา