จริยธรรม คือ หลักแห่งความประพฤติที่เห็นว่าดีงามและถูกต้อง
ในฐานะที่มนุษย์อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมย่อมมีทั้งที่เป็นรูปธรรม
และนามธรรมดังนั้นมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมย่อมจะปะทะกันเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอลักษณะของการปะทะกันเกี่ยว
ข้องกันหรือสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมนั้นอาจจะเป็นไปในทางโหดร้ายบ่อนทำลาย
หรือในทางสร้างสรรค์สันติสุขก็ได้
ความดี (Goodness) คือ สภาพหรือการกระทำบางประการที่ก่อให้เกิดความร่มเย็นแก่ตัวเองและสังคม อันเป็นความดีระดับปกติหรือผู้อยู่ครองเรือนที่เรียกว่า ฆราวาส ความดีระดับนี้ยังเจือปนด้วยกิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อยู่ และยังมีความดีหรือสภาพที่เป็นความดีอันสูงสุดที่เรียกว่า "นิพพาน" (พระพุทธศาสนา) อันเป็นสภาพที่เป็นอิสระจริง ๆ ซึ่งหลุดพ้นจากกิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อย่างแท้จริง จัดเป็นความดีสูงสุด และเป็นความดีอันแท้จริงเพราะสามารถให้ความสุขอย่างยิ่ง (นิพพานํ ปรมํ สุขํ - พุทธพจน์)
จริยธรรม (Ethics) ความหมายอย่างแคบ ๆ หมายถึง "ศีลธรรม คุณธรรม" อันเป็นธรรมะที่ควรประพฤติ (Positive side) เช่น เบญจศีล เบญจธรรม หิริโอตตัปปะอิทธิบาท 4 กุศลกรรมบถ 10 อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นต้น ฉะนั้น จริยธรรมก็คือ ค่านิยมในระดับต่าง ๆ ซึ่งสังคมและบุคคลจำเป็นต้องยึดมั่นถือมั่นนี่แสดงให้เห็นว่า ในการที่จะศึกษาเรื่องราวของจริยธรรมให้ลึกซึ้งลงไป จะต้องศึกษาเรื่อง ค่านิยม เรื่อง ความดี ให้กว้างขวางละเอียดลออไปอีกเพื่อเข้าใจง่านจึงใคร่ขอสรุปสั้น ๆ ว่า
ก. ค่านิยม ได้แก่ สภาพ (หรือการกระทำ) บางประการที่เราเชื่อว่าควรยึดมั่นถือมั่น
ข. ความดี ได้แก่ ค่านิยมที่ไม่เจือปนด้วยความโลก ความโกรธ และความหลงผิด หรือได้แก่
ค่านิยมที่อาจจะมีดลภ โกรธ หลง เจือปนอยู่บ้างแต่ก็มีเพียงเล็กน้อยที่สุด
ค. จริยธรรม ได้แก่ ความดีระดับต่าง ๆ ที่สังคมหรือบุคคลจำเป็นจะต้องยืดมั่นถือมั่น สิ่งทั้งสามประการนี้ จะเห็นว่าสัมพันธ์เป็นอันเดียวกันอย่างจริยธรรมกับการครองชีวิต
ผู้มีจริยธรรม หรือมนุษยธรรม เป็นผู้เจริญหรือเป็นอารยชน คือมีคุณสมบัติ ดังนี้
ก. มีความประพฤติชอบหรือสุจริง 3 ประการ คือ
1. กายสุจริจ ความสุจริตทางกาย ทำสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยกาย
2. วจิสุจริต ความสุจริตทางวาจา พูดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยวาจา
3. มโนสุจริต ความสุจริตทางใจคิดสิ่งที่ดีงามถูกต้อง ประพฤติชอบด้วยใจ
ข. มีความประพฤติตามอารยธรรม คือ ธรรมที่ทำให้ผู้ประพฤติและสังคมเจริญรุ่งเรือง พัฒนา เพราะปฏิบัติถูกต้องตามทางแห่งกุศลกรรม คือ วิถีทางที่ดี ที่ฉลาด 10 ประการคือ
ประพฤติดีทางกาย 3
1. ละเว้นการฆ่าสัตว์ การสังหารผลาญชีวิตสัตว์ การบีบคั้นเบียดเบียนมีแมตตากรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์กัน
2. ละเว้นการแย่งชิง ลักขโมยและการเอารัดเอาเปรียบ เคารพสิทธิในทรัพย์สินของกันและกัน
3. ละเว้นการประพฤติผิดล่วงละเมิดในของรักของหวงแหนของผู้อื่นไม่ข่มเหงจิตใจ ทำลาย ลบหลู่เกียรติและวงศ์ตระกูลของกันและกัน
ประพฤติทางวาจา 4
4. ละเว้นการพูดเท็จ โกหกหลอกลวง กล่าวแต่คำสัตย์ ไม่จงใจพูดให้ผิดจากความจริง เพราะเห็นแก่ประโยชน์ใด ๆ
5. ละเว้นการพูดส่อเสียด ยุยง สร้างความแตกแยก พูดแต่คำที่สมานไมตรีและสริมสร้างามัคคี
6. ละเว้นการพูดคำหยาบ สกปกรเสียหาย พูดแต่คำสุภาพ นุ่มนวลควรฟัง
7. ละเว้นการพูดเหลวไหล เพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริง มีเหตุผล มีสารประโยชน์ถูกกาลเทศะ
ประพฤติดีทางใจ 3
8. ไม่ละโมบ ไม่เพ่งเล็งคิดหาทางเอาแต่จะได้ ควรให้ คิดเสียสละ ทำใจให้เผื่อผ่กว้างขวาง
9. ไม่คิดร้ายมุ่งเบียดเบียน หรือเพ่งมองในแง่ที่จะทำลาย ตั้งใจปรารถนาดีแผ่ไมตรี มุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่กัน
10.มีความเห็นถูกต้องเป็นสัมมาทิฐิ เข้าใจในหลักธรรม ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่ว เป็นต้น
ค. มีธรรมอันประเสริฐประจำใจ กล่าวคือ เป็นผู้มีจิตใจประเสริฐ จิตใจกว้างขวาง ดุจพระพรหม ที่เรียกว่า มี "พรหมวิหารธรรม" 4 อย่างคือ
1. เมตตา ความรัก คือ ความปรารถนาดีมีไมตรีจิต ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข
2. กรุณา ความสงสาร คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้อง บำบัดความทุกข์ขาก เดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง
3. มุทิตา ความเบิกบานพลอยยินตีเมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข ก็มีจิตใจแช่มชื่นแจ่มใส เบิกบาน เมื่อเห็นเขาประสบความเร็จ งอกงามยิ่งขึ้นไปก็พลอยยินดี ปรีดาปราโมทย์บันเทิงใจด้วย
4. อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง คือ มองตามความเป็นจริง โดยวางจิตเรียบสม่ำเสมอมั่นคง แน่วแน่ เที่ยงตรงดุจตราชั่ง มองเห้นการที่บุคคลจะได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุผลที่ตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยวางตนและปฏิบัติไปตามความเที่ยงธรรม
คุณธรรมทั้ง 4 อย่างนี้เป็นคุณธรรมภายใบ เป็นพื้นฐานจิตใจ เมื่อบุคคลมีคุณธรรมภายในจิตใจสูงหรือประเสริฐแล้วย่อมแสดงออกภายนอกในทางที่ดี
ที่ถูกต้องที่ควรในการเป็นอยู่ ครองชีวิตได้อย่างเป็นสุขอย่างแท้จริง