[ประวัติความเป็นมา] [คำสอนของท่านครูบา]  [อนุสาวรีย์ในปัจจุบัน]  [พระไตรปิฏก]  [ผลงานชิ้นสำคัญ] [เรื่องราวพิสดาร]  


ประวัติพระครูบาเจ้าศรีวิชัย

            เป็นบุตรคนที่ 3 ของนายควาย นางอุษา เกิดที่บ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน วันหนึ่งนางอุษาได้ฝันไปว่า ได้เข้าไปในป่าลึกเห็นต้นโพธิ์ใหญ่มากต้นหนึ่ง อันมีกิ่งใบทอดเป็นร่มกว้างเต็มไปหมด ดูแล้วทำให้เพลิดเพลินอารมณ์ เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจเสียนี่กระไร เหมือนโลกนี้ทั้งโลกมารวมกันอยู่ ณ จุดนี้เป็นบรรยากาศที่ดูอบอวลเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตาซึ่งกันและกัน นับตั้งแต่นั้นมา นางอุษาก็มีอาการตั้งครรภ์บุตรคนที่ 3 ขึ้นมาแล้ว พอครบกำหนดเวลาใกล้คลอดขณะที่นางอุษาเจ็บท้อง จวนจะให้กำเนิดนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนาไทย เวลานั้นเป็นเวลาพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง นายควายพร้อมด้วยญาติพี่น้องและแม่หมอตำแย ต่างก็เอาใจใส่ เพื่อให้นางอุษาบรรเทาอาการเจ็บปวด ทันใดนั้นท้องฟ้าที่สว่างโล่ง กลับวิปริตมืดคลื้มไปหมด พายุพัดกระหน่ำพาเอาสายฝนเทลงโครมครามจากฟากฟ้า เสียงฟ้าร้องคำรณคำราม สนั่นอสุนียบาตฟาดเปรี้ยงปร้างลงสะเทือนปทั่ว ทันใดนั่นแผ่นดินก็ไหวสั่นกระท่อมน้อยหลังนั้นโอนเอียงไปมา ในวินาทีนั้นทารกน้อย ก็ได้คลอดออกมา พร้อมกับอัศจรรย์ยิ่ง พายุ เสียงฟ้าร้องสายฝน และแผ่นดินไหว ทุกเหตุการณ์อันประหลาดก็หยุดลง ถึงกับคนในที่นั้นต่างก็ตลึงนิ่งอึ้งกัน ไปพักใหญ่ เวลานั้นพลบค่ำพอดี วันนั้นตรงกับพุทธศักราช 2420 วันอังคารที่ 11 ปีขาล เดือน 9 เหนือ (เดือน 7 ใต้) ขึ้น 11 ค่ำ เวลาประมาณ 18-19 นาฬิกา. 
            อาศัยปรากฏการณ์อันวิปริตยิ่งนั้น ถือเป็นนิมิตอันเป็นมงคล ตั้งนามบุตรชายว่า "อินตาเฟือน" (ซึ่งหมายถึง การกำเนิดของท่าน เกิดปรากฏการณ์ให้สะเทือนสะท้านถึงองค์อมรินทร์บนสรวงสวรรค์) บางคนก็เรียกนามว่า "ฟ้าร้อง" ตามหลักพุทธพจน์ พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ถ้าพระโพธิสัตว์เจ้าจะอุบัติขึ้นมาในโลกจะต้องเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหว กรณีของท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัยนี้ ถ้าถือตามหลักพุทธพจน์แล้วพระครูบาเจ้า ท่านก็ต้องเป็นโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งที่อุบัติขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูบูรณะ ปฏิสังขรณ์พุทธสถานที่สำคัญๆ . 

สู่เพศบรรพชิต

            ตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ เข้าศึกษาเป็นศิษวัดของพระอาจารย์ ขัติยะ วัดบ้านปาง อายุ 18 ปี อาจารย์บรรพชาให้เป็นสามเณร ได้ศึกษาภาษาไทยพื้นเมือง บาลี สันสกฤต อายุ 21 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุมีนามว่า สิริวิชโย และได้ไปฝึกปฎิบัติธรรมกับกระอาจารย์อุประ
วัดบ้านนาแต จ.ลำพูน ผลงานเมื่อ พ.ศ.2442 เดือนแรม 1 ค่ำ ปีฉลู ได้เป็นประธานสร้างวิหาร กุฎิ หอพระไตรปิฎก วัดบ้านปางและท้องที่ต่างๆหลายจัหวัด คือ ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย เช่น บรมธาตุวัดหริภูญชัย วิหารวัดพระบาทตากผ้า จ.ลำพูน วิหารวัดพระแก้ว จ.ลำปาง วิหารวัดทุ่งเอี้ยง จ.เชียงราย จากนั้นก็ได้จาริกสู่ จ.เชียงใหม่ บูรณวัดพระสิงห์และวัดสวนดอก สร้างวิหารซ่อมแซมพระเจดีย์จนเสร็จ

ผลงานสำคัญคือ สร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร

            เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗ ท่านได้นำญาติโยมลูกศิษย์ คหบดี ประชาชน ชาวเชียงใหม่ ได้ร่วมแรงร่วมใจ บุกเบิก สร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ระยะทาง 11 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วัน พิธีเปิดถนนได้ทำเมื่อ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2478 โดยท่านได้นั่งรถขึ้นเป็นคนแรก


ผลงานชิ้นสำคัญ การสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ

            แต่แนอนทีเดียว การมีถนนขึ้นดอยสุเทพนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะผู้คนที่ศรัทธาจะได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุอันสำคัญนี้ ได้ทั่วถึงกัน ครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งลานนาไทยนี่เองคือผู้สร้างถนนขึ้งสู่ดอยสุเทพ เมื่อปีพ.ศ. 2477 ซึ่งนับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ที่สุด ในชีวิตของท่านอีงานหนึ่ง ไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะสามารถสร้างถนนผ่านป่าเขาอันทุรกันดาร และสุงชันจนไปถึงที่เชิงบันไดนาคของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพได้ แต่ครูบาศรีวิชัท่านทำได้ด้วยมือเปล่าๆ เพียงสองข้างอีกเช่นเคย แถมใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วันเท่านั้น 
            ระยะเวลาแค่นี้กับการสร้างถนนขึ้นเขา ระยะทางยาว 11 กม. ในสมัยนั้นที่ยังไม่มีเครื่องจักรเครื่องยนต์ทุ่นแรงทันสมัย เหมือนทุกวันนี้ ครูบาศรีวิชัยท่านทำได้อย่างไร 
            ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ทางฝ่ายบ้านเมืองได้พยายามที่จะสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพมาหลาย ครั้งหลายหนแต่ต้องประสบความผิดหวังทุกคราว เพราะไม่สามารถจะสร้างได้ ทั้งปัญหาจากงบประมาณ และความทุรกันดารของป่าเขาที่จะต้องตัดถนนผ่าน 
            ครูบาศรีวิชัยได้พิสุจน์คำเล่าลือของชาวบ้านและสานุศิษย์ที่นับถือท่าน ว่าเป็น " ต๋นบุญ " หรือ " ผู้วิเศษ " อย่างแท้จริง เพราะการสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนี้เองอันนับว่าเป็ช่วงที่ชีวประวัติของนักบุญแห่งลานนาไทยมีอภินิหาริย์มหัศจรรย์น่าทึ่ง น่าติดตามกันต่อไปอย่างยิ่ง 

ใฝ่ฝันมานาน

            การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเป็นความใฝ่ฝันของชาวนครเชียงใหม่มานานปี ด้วยจะทำให้การขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น 
โดยปกตินั้นการจะขึ้นไปไหว้พระธาตุจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ นั่งรถจากเวียงไป ที่วัดสวนดอกจนถึงเชิงดอยสุเทพตามแนวถนนเชิงดอยสุเทพสายปัจจุบันแล้ว จากนั้นก็เดินขึ้นสุเทพ ซึ่งจะต้อใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงเต็ม ในการเดินเท้าขึ้นเขา 
            ส่วนคนมั่งมีก็อาจจะจ้างคนแบกหามขึ้นไปแบบผู้ที่ไปเที่ยวภูกระดึง หรือดอยขุนตาลในทุกวันนี้อันนับว่าการขึ้นไปไหว้พระธาตุ ดอยสุเทพนั้นไม่ใช่สิ่งที่กระทำกันได้ง่ายๆเลย ความคิดที่จะสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนั้นเริ่มมาแต่ปี พ.ศ.2460 นั่นเอง 

นิมิตเทวดา

            ท่านครูบาศรีวิชัยยืนยันกับหลวงศรีประกาศว่า "ต้องทำถนนขึ้นดอยสุเทพสำเร็จแน่ๆ ของให้เชื่อเถิด" คุณหลวงไม่มั่นใจเลยจึงขอร้องให้ครูบาศรีวิชัยอธิฐาน ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ครูบาศรีวิชัยก็รับคำ ครั้นเวลาล่วงเลยไปอีกประมาณ 10 วัน หลวงศรีประกาศก็ไปพบครูบาศรีวิชัยที่วัดพระสิงห์เป็นครั้งที่สามครูบาศรีวิชียก็ยังคงยืนยันว่าต้องสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพจึงจะสำเร็จพร้อมกับเล่านิมิตร
ประหลาดที่เกิดขึ้นให้หลวงศรีประกาศฟังว่า" ในขณะที่กำลังทำการอธิษฐานเรื่องสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพว่าจะสำเร็จหรือไม่นั้น ท่านได้เคลิ้มไปว่าได้แลเห็นชีปะขาวองค์หนึ่งนำท่านเดินทางจากเชิงดอยไปจนถึงบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วท่านก็ตกใจตื่นท่านเชื่อว่านี้คือนิมิตรที่เทวดามาบอกกล่าวให้รู้ว่าจะสามารถสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพได้อย่างแน่นอน

ขอ 6 เดือน

            ครูบาศรีวิชัยได้รับปากว่าจะเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้ให้แล้ว เสร็จภายในเวลาเพียง 6 เดือนนั่นทำให้หลวงศรีประกาศผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่หนักใจยิ่งขึ้น เนื่องจากบริเวณเชิงเขาขึ้นดอยสุเทพ จนถึงบันไดนาควัดพระธาตุนั้น เป็นป่าใหญ่และหุบเหวลึกหลายต่อหลายแห่ง การที่จะสร้างถนนได้นั้นต้องสำรวจทางแผนที่ จัดทำรายละเอียด เส้นทางที่จะสร้างและอื่นๆอีมากหลวงศรีประกาศได้รับเป็นธุระเรื่องนี้ การสำรวจเส็นทางถนนสายนี้ใช้เวลาเป็นเดือนเลยทีเดียว ในที่สุดก็สำเร็จ หลวงศรีประกาศได้นำเอาแผนที่เสนอให้พระครูบาศรีวิชัย ดูแนวการสร้างถนนซึ่งครูบาก็เห็นด้วย รวมระยะทางจากเชิงดอยสุเทพถึงบันไดนาควัดพระธาตุดอยสุเทพทั้งหมด 11 กิโลเมตร 530 เมตร 

ใบปลิวเจ็กโหงว 

            ข่าวเรื่องครูบาศรีวิชัยจะสร้างถนนได้แพร่ออกไปเรื่อยๆเป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่าการสร้างถนนสายนี้ทำได้ยากแต่บรรดาสานุศิษย์และผู้ใกล้ชิดพระครูทั้ง หลายต่างเชื่อว่าท่านสามารถทำได้อย่างแน่นอน ในจำนวนนั้นก็มีเจ๊กโหงวรวมอยู่ด้วย ทันทีที่เจ็กโหงวรู้ข่าวก็รีบไปหาครูบาศรีวิชัยอย่างเคยถึงแม้จะถูกลอบยิงปางตายมาแล้วก็ตาม ความช่วยเหลือสิ่งแรกของเจ็กโหงวก็คือการพิมพ์ใบปลิวบอกข่าวเรื่องพระครูจะสร้างถนนโดยใช้เงินส่วนตัวพิมพ์ขึ้น 5 พันแผ่น แจกจ่ายทั่วไป ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ก็มีศรัทธาช่วยพิมพ์อีก 5 พันแผ่นเช่นเดียวกัน ทำให้ข่าวแพร่ไปอย่างรวดเร็ว 

จอบแรก

            ครูบาศรีวิชัยได้กำหนดฤที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการ สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2477 และพิธีทางประวัติศาสตร์อันจารึกไว้คู่นครเชียงใหม่ก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางประชาชนชาวเชียงใหม่และลำพูนเป็นจำนวนมาก
            เวลา 01.00น. ของวันที่ 9 พระครูบาเถิ้มประกอบพิธีชุมนุม เทวดาบวงสวงอันเชิญเทวดาทั้ง 4 ทิศ เวลา 10.00น.จึงเริ่มลงจอบแรก เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทรงเป็นผู้ขุดจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ เริ่มต้นงานอันยิ่วใหญ่ครั้งนี้ท่ามกลางเสียงสวด ชยันโตชัยมงคลคาถา จากภิษุสานุศิษย์ของท่านพระครูบาศรีวิชัย หลังจากวันนั้นก็ได้มีประชาชน จากทั่วสารทิศมาช่วยกันสร้างถนนร่วมเป็นอานิสงฆ์พร้อมกับนมัสการ ท่านพระครูบาศรีวิชัยเป็นจำนวนมากจนถึงกับต้องแบ่งพื้นที่การสร้างเป็นระยะๆ ในตอนเช้าก็ได้มีประชาชนนำเอาข้าวสารอาหารพืชผักและอาหารคาวหวาน มาทำบุญกันอย่างล้นหลาม ยิ่งนานวันคนยิ่งทวีมากขึ้น ผลงานรุดหน้าในแต่ละวัน เป็นที่น่าอัศจรรย์ ต่างก็อยากทำบุญกุศลและชมบุญญาธิการบารมีของ พระครูบาศรีวิชัย ในที่สุดถนนที่ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นก็สำเร็จลง ภายในระยะเวลา 5 เดือน 22 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมากโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ แผ่นดินเลยแม้แต่บาทเดียว นี่คือบารมีของครูบาศรีวิชัยโดยแท้ 

รถยนต์คันแรก

            30 เมษายน 2478 คือวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของนครเชียงใหม่  เพราะเป็นวันเปิดถนนให้รถขึ้นดอยสุเทพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครูบาศรีวิชัย ครูบาเถิ้ง หลวงศรีประกาศเถ้าแก่โหงวและบุคคลอื่นๆ ซึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพมาชุมนุมอยู่กันอย่าพร้อมพรั่งเพื่อรอเวลา ที่เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะมาทำพิธีเปิดถนนขึ้นดอยสุเทพ และประดับรถยนต์ ขึ้นดอยสุเทพเป็นคันแรก ครั้นได้เวลา รถยนต์ของ
เจ้าแก้วนวรัฐก็แล่นมาถึง ปะรำพิธีที่เชิงดอยสุเทพทรงจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย และก็ประทับรถยนต์เรื่อยขึ้นไปตามถนนที่เพิ่งสร้างเสร็จ จนกระทั่งถึงเชิงบัน ไดนาควัดพระบรมธาตุวัดดอยสุเทพ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษตามสภาพถนนที่เป็นเพียงดินในครั้งนั้น 
            เจ้าแก้วนวรัฐเสด็จขึ้นไปทรงนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพแล้วประทับรถยนต์เสด็จสู่นครเชียงใหม่ดอยสุเทพก็มีถนนสำหรับ
รถยนต์ขึ้นไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาถนนสายนั้นเมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆมีชื่อว่า ถนนดอยสุเทพ ครั้นต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นถนนศรีวิชัย เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูบารศรีวิชัยนักบุญแห่งลานนาไทยซึ่งเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้....

            ผลงานชิ้นสุดท้ายของท่านได้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงระหว่าง จ.ลำพูนและจ.เชียงใหม่ อ. สันป่าตอง ต่อมาท่านได้อาพาธด้วยโรคริดสีดวงทวารหนัก เมื่ออายุ 60 ปี วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2481 แรม 2 ค่ำ เวลา 24 นาฬิกา 5 นาที 30 วินาที วิญญานท่านออกจากร่างด้วยอาการสงบ


การประกอบพิธีฌาปนกิจศพ ณ วัดจามเทวี จ.ลำพูน เมื่อ พ.ศ.2484 
พระเจดีย์อิฐแบ่งเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่ 1 วัดบ้านปาง
ส่วนที่ 2 วัดจามเทวี
ส่วนที่ 3 วัดดอยโง้ม
ส่วนที่ 4 วัดสวนดอก

            เมื่อท่านได้ทราบประวัติแล้ว ขอจงช่วยกันส่งเสริม พิทักรักษา ซึ่งศิลปวัฒนธรรมของไทยเรา เป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนไทยทั้งชาติ เพื่อเป็นแบบอย่าง แก่อนุชนรุ่นหลัง สืบต่อไป 

คำสั่งสอนของท่านพระครูบาศรีวิชัย

            เครื่องประดับขัติยะนารีทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงินทอง เป็นต้ณหากามคุณ เหมือนดั่งน้ำผึ้งแช่ยาพิษ สำหรับนำความทุกข์มาใส่ตัวโดยบ่มีประโยชน์สิ่งใดเลย แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี มหิ มหาสรพู ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง 5 แม่น้ำนี้ แม้นจักเอามาอาบให้หมดทั้ง 5 แม่นี้ ก็บ่ อาจจะล้างบาป คือความเดือดร้อนภายในให้หายได้ ลมฝนลูกเห็บ แม้นจะตกลงมาหลายห่า เย็นและหนาวสักปานใด ก็บ่อาจเย็นเข้าไปถึงภายในให้หายจากความทุกขเวทนาได้ ศีล 5 เป็นอริยทรัพย์ เป็นต้นเหตุแห่งความบริสุทธิ์ เป็นน้ำทิพย์สำหรับล้างบาป คือความเดือดร้อนภายในให้หายได้ เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว สมาธิ ความตั้งมั่นก็จะมีมา แล้วให้ปลุกปัญญา ปัญญาก็จักเกิดมีขึ้นได้ คือ ให้หมั่นรำลึกถึงตัวตนอยู่เสมอ ว่า บ่ใช่ตัว บ่ใช่ตน จนเห็นแจ้งด้วย ปัญญาของตน จึงเป็นสมุทะ ประหารกิเลส หมดแล้ว จิตเป็นวิมุติ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้. 


ดอกบัวยอดสุดที่บรรจุอัฐิ ส่วนศีรษะและเส้นเกษา พระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชัยโย นักบุญแห่งลานนาไทย 


อนุสาวรีย์ ท่านพระครูบาศรีวิชัยในปัจจุบัน
            อนุสาวรีย์ ครูบาศรีวิชัยในปัจจุบันกลายเป็นที่เคารพสักการะบูชาของประชาชนชาว เชียงใหม่และต่างจังหวัด โดยทุกๆวันจะมีผู้คนหลั่งไหลมาเคารพสัการะ ขอพร เป็นจำนวนมาก ในขณะที่กระผมได้มาทำการบันทึกข้อมูลอยู่นี้ ถึงแม้เวลาจะร่วง เลยมาถึง 23.00 น.แล้วก็ตาม ยังมีผู้ที่ศรัทธาในตัวพระครูบาศรีวิชัย ต่างพากัน ไปนมัสการอย่างเนื่องแน่น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ายิ่งดึกยิ่งมีคนไปนมัสการมากขึ้น ทั้งนี้อาจเพราะเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงาน จึงออกมานมัสการกันมาก 
            เหนือขึ้นไปจะมีศูนย์บริการ หน่วยบริการประชาชน สภต. ภูพิงค์ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำกับนักท่องเที่ยวบริการ 4 ล้อแดงรับส่งตลอด 24 ชั่วโมง 
            สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งรายได้ของคนในแถบนี้ ดังจะเห็นได้จากร้านขาย ดอกไม้บูชาที่เรียงรายกันไปนับสิบร้าน
โดยตั้งราคาขายไว้ชุดละประมาณ 10 บาท
จะมีดอกบัวให้ 1 ดอก
ธูป 3 เล่ม
เทียน 1 เล่ม
ทองคำเปลว 1 แผ่น
กระเทียม 1 กลีบ
บางร้านอาจมีพวงมาลัยให้มาด้วย
จากการสอบถามแม่ค้าขายดอกไม้ ธูปเทียน ทำให้เราได้ทราบว่า
รายได้โดยเฉลี่ยต่อวันตกประมาณ 400-500 บาท
ร้านจะเปิดขายตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเวรผลัดกันขาย
ค่าเช่าสถานที่ขายตกประมาณ 700 บาทต่อเดือน
            ไม่ใช่แต่เฉพาะร้านขายดอกไม้อย่างเดียว แต่โดยรอบอนุสาวรีย์นั้นก็มี รถขายปลาหมึก รถขายลูกชิ้นทอดบ้าง รถขายสาลาเปาบ้าง และที่ขาดไม่ ได้ก็คงเห็นจะเป็นแผงลอยขายหวยที่ตั้งอยู่หน้าอนุสาวรีย์เพื่อให้ผู้มาทำบุญ ได้เสี่ยงโชคกันเล่นๆ ทางใต้ลงมามีซุ้มหมอดู ซุ้มเล็ก ซุ้มใหญ่ เรียงรายกันไป 2 ฝั่งถนน การทำนายมีทั้งแบบดูลายมือ ไพ่ยิปซี ดูไพ่ธรรมดา ฯลฯ โดยจะคิดค่าบริการครั้งละประมาณ 50 - 120 แล้วแต่วิธีการทำนาย 

ผลงานรวมพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทย

            หลังจากการทำบุญฉลองวัดพระสิงห์แล้ว ท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย ท่านก็ยังมองเห็นความสำคัญของพระไตรปิฎฉบับลานนาไทยอันเป็นพระธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บรรดาฑิตเมธีท่านได้สังคายนา จารลงในใบลานในครั้งอดีต ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามวัดต่างๆในภาคเหนือ ท่านเกรงว่าพระธรรมคำสอนต่างๆจะถูกทำลายไปตามกาลเวลา ดังนั้นนับตั้งแต่ ปีพุทธศักราช 2469-2471 ท่านพระครูบาศรีวิชัย พร้อมด้วยบรรดาสานุศิษย์ได้รวบรวมพระไตรปิฎกที่ถูกทอดทิ้งอยู่ต่ามวัดต่างๆ จากตำบล อำเภอ และจังหวัดอื่นๆ แล้วรวมกันจัดให้เป็นหมวดหมู่เป็นธัมมขันธ์ ทำการสังคายนาจารลงใบลานขึ้นมาใหม่ เพื่อไว้เป็น หลักฐานการศึกษา ค้นคว้าหาแนวทางประพฤติพระธรรมวินัย สืบอายุบวรพระพุทธศาสนาต่อไป 
ตามจำนวนดังนี้
1. พระวินัยทั้ง 5 จำนวน 10 มัด รวม 170 ผูก
2. นิกาย 5 จำนวน 5 มัด รวม 69 ผูก
3. อภิธรรม 7 คัมภีร์ จำนวน 7 มัด รวม 145 ผูก
4. ธรรมบท จำนวน 21 มัด รวม 145 ผูก
5. สุตตสังคหะ จำนวน 7 มัด รวม 76 ผูก
6. สมันตปาสาทิกา จำนวน 4 มัด รวม 45ผูก
7. วิสทธิมรรค 3 มัด รวม 76 ผูก
8. ธรรมสวนะชาดก จำนวน 126 มัด รวม 1232 ผูก
9. ธรรมโตนาที่คัดไว้เป็นกัปล์และผูก รวม 142 ผูก
10. สัททาทั้ง 5 จำนวน 8 มัด รวม 38 ผูก
11. กัมมวาจา จำนวน 6 มัด รวม 104 ผูก
12. กัมมวาจา จำนวน 1 มัด รวม 108 ผูก
13. มหาวรรค จำนวน 135 มัด รวม 2726 ผูก
14. ธรรมตำนานและชาดก จำนวน 1 มัด รวม 172 ผูก
15. ธรรมบารมี จำนวน 10 มัด รวม 122 ผูก
รวมทั้งหมดมี 344 มัด รวมผูกทั้งหมดมี 5408 ผูก
รวมค่าใช้จ่ายการสร้างพระไตรปิฎก ค่าจ้างเขียนลงใบลาน ค่าทองคำเปลวติดขอบใบลาน
และค่าใช้จ่ายตอนทำพิธีถวายพระไตรปิฎก รวมทั้งหมด 4232 รูเปีย
            ผลงานจดทำสังคายนาพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทยของท่านพระครูบาศรีวิชัยในครั้งนี้ นับว่าเป็นหลักฐานประกาศถึงความเป็นผู้ทรงความรู้ทางด้านพระไตรปิฎก ทั้งสามารถรวบรวมจัดเป็นหมวดหมู่ขึ้นใหม่ได้นี้ มิไช่เป็นเรื่องธรรมดา นี่หากว่าท่านคือบัณฑิตผู้ทรงความรู้อีกท่านหนึ่ง อีกทั้งท่านยังมีปฎิปทาในข้อวัตรปฏิบัติ เป็นสงฆ์องค์อริยะอันเป็นแบบอย่างที่ดียิ่ง
            บางคนไม่รู้ซึ้งหรือรู้เพียงผิวเผินก็เข้าใจว่าท่านพระครูบาเจ้าท่าน ไม่ค่อยรู้หลักธรรมวินัยเป็นพระบ้านนอกบ้านป่า แต่หากลองนึกพิจารณาด้วยจิตอันสุขุม จะเห็นได้ว่าท่าน พระครูบาเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์มีแต่ความบริสุทธิ์ ท่านไม่ยอมค้อมหัวให้กิเลส ใครจะบังคับหรือขู่เข็นอย่างไร ในการที่จะรับเอาวิ่งที่ไม่ใช่ธรรม วินัยอย่าพึ่งหวัง... 


เรื่องราวอภินิหาร พิสดาร เกี่ยวกับท่านพระครูบาศรีวิชัย


เรื่องที่ 1

            ขณะที่นางอุษาให้กำเนิดบุตรคนที่ 3 ได้เกิดแผ่นดินไหวสะเทอืนสะท้านพายุลมฝน ฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาท พอกุมารผู้ประเสริฐคลอดออกจะครรภ์มารดา ความวิปริต ของดินฟ้าอากาศก็พลันสงบลง เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งจึงได้รับการตั้งนามว่า อินตาเฟือนซึ่งหมายถึงการกำเนิดได้สะเทือนสะท้านถึงองค์อมรินทร์บนสวรรค์ซึ่งตรงกับวันอัวคารที่ 11 มิถุนายน 2420 

เรื่องที่ 2

            หลังจากตั้งศพท่านพระครูฯ ได้ 2 ปีเศษก็ได้รับพระราชทานเพลิงศพ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล ในวันที่ 21 มีนาคม 2489 พลตรีพหลพยุหเสนาเป็นผู้แทนพระองค์ อัญเชิญเพลิงพระราชทานมาจุดในเวลา เที่ยงวัน ขณะเดียวกันสายฝนก็โปรยปรายลงมา ดุจน้ำตา สวรรค์ร่ำไห้ อาลัยนักบุญแห่งลานนาไทย เวลาเที่ยงคืนจึงจุดพระเพลิงเผาจริง จัดงาน 15 วัน 15 คืน 

เรื่องที่ 3

            ในขณะที่ข้าพเจ้าได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับท่านพระครูศรีวิชัยลงสมุดบันทึกอยู่นั้นได้สังเกตเห็นว่า จิ้งจก เกาะอยู่บนสิลา
หินอ่อนด้านละหนึ่งตัว โดยแต่ละตัวจะเดินไปเดินมาภายในอนาเขตของตน(ด้านใครด้านมัน)เท่านั้น ดังกับว่าเป็นทหาร
คอยเฝ้าอนุสาวรีย์ครูบาฯ ท่านเอาไว้สร้างความแปลกปลาดใจให้แก่ข้าพเจ้ายิ่งนัก

เรื่องที่ 4

            เกิดขึ้นกับคุณ กิมเล้ง แซ่โค้ว บ้านเลขที่ 85/5 สี่แยกวัดช่างฆ้อง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เหตุเกิดตอนที่เขายังเป็นนักเรียนพาณิชการอยู่
ปีพ.ศ.2513 ตอนพักเที่ยงเขาได้ไปคุยกับเพื่อนที่ร้านขายยา ดำรงเภสัช สี่แยกโรงหนังสุริวงศ์ พอคุยเสร็จจะกับโรงเรียน เขาออกมายืนรอข้ามถนนใต้เสาหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสุงทันไดนั้นเองหม้อแปลงไฟฟ้าก็ได้ระเบิดขึ้นพร้อมกันนั้น
สายไฟฟ้าได้ขาด และฟาดลงบมาเฉียดตัวเขานิดเดียว ถ้าโดนรับรองเขาตายแน่น ขณะนั้นมีคนตะโกนให้เขาวิ่งหน
แต่เขาวิ่งไม่ออกและแน่นอนว่าถ้าเขาก้าวเท้าออกไปเพียง ก้าวเดียวเขาจะต้องถูกสายไฟฟ้าดูดและอาจถึงตายได้
ในคอเขาแขวนเหรียญรูปใข่ของครูบาร์ศรีวิชัย รุ่น พ.ศ2482 เขาแขวนอยู่เพียงเหรียญเดียวแท้ๆ