ก่อนอื่นจะภาวนา เพื่อทำความเข้าใจ วิธีปฏิบัติในเบื้องต้น ถ้าเราทำความเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติก็เป็นการสะดวกสบายขึ้น เพราะฉะนั้น เราจำเป็นจะต้องเตรียมตัว ก่อนจะทำการภาวนา คือ อุชุงกายัง ให้เรานั่งตั้งกายของเราให้ตรง ให้พอดี ในการนั่ง ขยับขา เลื่อนขาพอดีแล้ว ได้ที่แล้ว เราก็ตรวจดูกายของเรา ตั้งแต่เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป ให้นั่งอย่างไร เราก็รู้ตัวอย่างนั้น มีความรู้สึก มีความรู้ตัว ท่านเรียกว่า สมฺปชาโน สติมา ให้มีความรู้ตัว มีความระลึกรู้ตัวว่าเรานั่งเรียบร้อยแล้ว เพื่อชะลอความคิดของเรา ไม่ให้ส่งไปข้างนอก เพื่อให้อยู่ในตัวของเรานี้ ในขอบเขตที่เราจะต้องการศึกษา ต้องการรู้ เพราะฉะนั้น ถึงแม้แต่รู้ตัว คือ ร่างกายของเราก็ได้ จิตใจของเราก็ได้ การศึกษาสมาธิ รูปธรรม ก็คือรู้ตัวของเรานั่นเอง รู้กาย ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริง มีการรู้ตัว คือ กายของเราอยู่อย่างไร เราก็รู้อย่างนั้น "รู้ใจ" ใจของเรามีความดี มีความสบายอย่างไร เราก็รู้อย่างนั้น เราคิดนึกเรื่องอะไร เราก็รู้ เรียกว่ารู้ตัว การรู้กาย การดูกายเราก็พิจารณากายของเรา มีลมหายใจเข้าออกเป็นต้น เราเคยกำหนดทำยังไง ได้รับความสงบ ความสบาย ทำอย่างไรจิตใจของเราตั้งมั่น เราก็ทำอย่างนั้นให้พอดี ให้พอเหมาะ ในการกระทำของเรา เพื่อให้เกิดความสำรวม เพื่อให้รู้เข้ามา ตามลำดับ อย่าส่งออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้รู้เฉพาะในปัจจุบัน เราจะบริกรรม พุทโธ พุทโธ ก็เพื่อต้องการรู้นี้เอง ถ้ารักษาความรู้ของเรา เที่ยง มั่น ไม่ขาดระยะ ไม่ขาดสาย ตั้งเที่ยงตรง เราก็พยายามระลึกรู้ต่อเนื่องกันไปตามลำดับ จิตของเราก็จะได้รวม จะได้ละเอียดไปตามลำดับ เมื่อจิตรวมละเอียดแล้ว จิตเราก็จะตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว เรียกว่าสมาธิ เมื่อจิตของเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแล้ว สิ่งใดที่มีอยู่ในจิต เราก็รู้เพราะเราตั้งระลึกอยู่ที่จิต ถ้าเราระลึกกาย สิ่งไหนที่มีอยู่ในกาย เราก็รู้ ธรรมที่อยู่ในกายของเราก็รู้ กายของเรามีลักษณะว่าไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ เราก็รู้ส่วนนี้ส่วนไม่เที่ยง ส่วนไหนมันทุกข์ เราก็รู้อีก ทุกข์มันเกิดขึ้นในส่วนไหน ตรงไหน อย่างไร เราก็รู้ ส่วนไหนที่ไม่มีทุกข์ เราก็รู้ ส่วนไหนที่มีทุกข์ เราก็รู้ ส่วนไหนเป็นอนัตตา เมื่อเราพิจารณาละเอียด แยกดูไปแล้ว ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน ไม่มีหญิง ไม่มีชาย สิ่งนั้นเมื่อแยกออกไปแล้ว ตัวตนก็ไม่มี หญิงชายไม่มี สัตว์บุคคลไม่มี เป็นสิ่งนั้นแยกออกไป เมื่อไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัว ไม่มีตนแล้ว ทุกข์มันจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อเราแยกออกจากตัวของเรา ตัวของเรามีตรงไหน เมื่อเราแยกดูแล้ว มันไม่มีโดย ปรมัตถธรรม ที่เราว่ามี ก็เพราะอะไร? ก็เพราะหลง สมมุติ เขาสมมุติให้เรียกว่าผู้หญิง ให้เรียกว่าผู้ชาย ให้เรียกว่าหนุ่มหรือแก่ แท้จริง เป็นวัตถุแต่ละอย่างๆ ท่านว่าถ้าไม่มีจิตครองแล้ว ตน ร่างกายอันนี้ เหมือนกับท่อนไม้ ท่อนฟืนที่นอนล้มทับถมแผ่นดินอยู่ ณ. ที่นี้เท่านั้นเอง มันไม่มีความหมายอะไร มันมีความหมายเพราะลมหายใจเข้าออกยังมีอยู่ ถ้าหมดลมแล้ว ใครๆก็รังเกียจ ใครๆ ก็เบื่อหน่าย เคยเป็นลูกเป็นเต้าก็เอาไว้ไม่ได้ เอาไปทิ้ง เคยเป็นผัว เป็นเมีย ก็เอาไว้ไม่ได้ ต้องเอาไปทิ้ง เคยเป็นพ่อ เป็นแม่ ก็เอาไว้ไม่ได้ เมื่อไม่มีลมหายใจแล้ว ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็หายไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหมด จะว่าอนิจจัง เราไม่รู้อนิจจังอย่างไร เราก็รู้อยู่นี่ ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ ส่วนทุกขัง จะว่ามีความสุขอย่างไร เราก็เห็นอยู่รู้อยู่ พิจารณาตรงไหน ดูตรงไหน ก็ล้วนแต่มีทุกข์ทั้งนั้น มีเจ็บ มีปวดทั้งนั้น อยู่รอบตัวของเรา จะว่าเราไม่รู้ธรรมได้อย่างไร ก็นี่แหละ เวทนาธรรม คือ ความสุข ความทุกข์ อนิจจธรรม คือ ความไม่เที่ยง เรียกว่า อนิจจธรรม หรือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ก็ขังทุกข์เอาไว้อยู่ที่นี่ ทุกข์มันก็เป็นความจริง อนิจจังมันก็เป็นความจริง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูด ไม่ใช่สักแต่ว่าบัญญัติ เราก็ดูจริงลงไป เราก็เห็นจริงลงไป จริงข้อนี้มันมีตั้งแต่ไหนแต่ไรมา และมีทุกคนด้วย เพราะฉะนั้น ธรรมนี่เห็นได้ทุกคน เพราะมันมีทุกคน เพราะควรปฏิบัติทุกคน เพราะมันเป็นในคนทุกๆ คน ไม่ใช่เป็นเฉพาะคนใดคนหนึ่ง มันมีทั่วทั้งโลก เกิดมาจำนวนมีเท่าไร มันก็อนิจจังทุกๆ คน ทีทุกขังทุกๆคน มีอนัตตาทุกๆ คน ลักษณะของรูป ลักษณะของนาม มันมีอยู่อย่างนี้ เราจะไม่รู้หรือ ธรรม รูปธรรม เราก็อยู่ในรูปธรรม ในนามธรรม คือ เราไม่รู้ เพราะเราไปมัวเมาเพลิดเพลิน ในอย่างอื่น อารมณ์อย่างอื่น ไม่ได้สอดส่อง เพ่งพิจารณาในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น เป็นหนทางปฏิบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เราไม่ค่อยจะได้เอามาใช้ เราไปใช้สติระลึกแต่เรื่องอื่น สะสมแต่สิ่งที่ให้เกิดภาระแก่ตัวของตัวเอง เพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ โดยหลงเข้าใจว่า เรามีมากๆ เราได้มาก เรามีความสุข เรามีความเจริญ แท้จริงนั้น สิ่งทั้งหมดของเราไม่มี เมื่อตนของตนไม่มีแล้ว สิ่งนั้นสิ่งอื่นจะเป็นตนได้อย่างไร แม้แต่ธาตุขันธ์อันนี้ เมื่อแยกแล้ว ก็ยังเป็นธรตุ เป็นขันธ์ เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลมไป เมื่อแยกไปแล้ว แม้แต่อันนี้ก็ไม่เป็นตนแล้ว วัตถุ ข้าวของ เงินทอง สามี ภรรยา เป็นตนได้อย่างไร ลูกหลาน จะเป็นตัว เป็นตนเราได้อย่างไร เมื่อไม่ใช่เป็นตัว เป็นตนของเราแล้ว มันก็พึ่งไม่ได้ มันก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมันธรรมดา กฏเกณฑ์ธรรมดามีอะไร? เราก็สวดอยู่เสมอ ทุกวันๆ ในคำสวดให้เราพิจารณาทุกวันๆ ว่า อภิณฺหํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ให้เราพิจารณาให้เห็นทุกวันๆ ตามความเป็นจริง เมื่อเราตรวจตรองเห็นชัด เห็นความเป็นจริง อันนี้แหละธรรม อันนี้แหละเป็นของจริง อันนี้แหละไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน ถึงยึด มันก็ไม่ได้ โดยสภาวะธรรม ความจริงมันเป็นอย่างนั้น ใครจะแยกเป็นตัว เป็นตน เป็นของเราเท่าไร มันก็ทุกข์เปล่าๆ ทำให้มัวหมองเปล่าๆ ทำให้เราหมกมุ่นเปล่าๆ ไม่เป็นทางให้เกิดปัญญา ให้เกิดความรู้ความฉลาด ทำให้เราเพลิดเพลิน มัวเมา หลง ในสิ่งที่เราชอบ ในโผฏฐัพพะ ที่เราชอบ สิ่งใดที่เราชอบ ก็ทำให้เราหลง มาส่องจิตใจของเรา ไม่ให้ฉลาด อยู่ใต้อำนาจของความชอบ สามารถที่บังคับตัวของเรา ให้ทำตามความต้องการ ทำกรรมที่ไม่ดี มีการทุจริตต่างๆ เพราะเราไปติดในสิ่งที่เป็นทาส ในสิ่งที่ตนชอบ ถ้าหากเราพิจารณาแบ่งแยก ตามความรู้ ความจริงแล้ว สิ่งที่ชอบสิ่งที่ทำให้เราหลงมันหลงตรงไหน เพราะเราไม่รู้จริง เราจึงมีความหลง เพราะความหลง ความไม่รู้นี้เอง เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ให้เกิดทุกข์ ให้เกิดสมุทัย มีกำลังแก่ทุกข์ มีกำลังแก่สมุทัย เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ชุบเลี้ยงกัน บำรุงกันให้ต่อเนื่องกัน ไม่มีที่สิ้นที่สุด ทุกภพ ทุกชาติ เกิดแล้ว เกิดอีก แก่แล้ว แก่อีก ตายแล้ว ตายอีก เจ็บแล้ว เจ็บอีก ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย ไม่มีที่สิ้นที่สุดเลย เกิดมาแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะได้ดี มีความสุข ความเจริญ เหมือนกับเราสำคัญผิด เกิดมาแล้วเพราะความเกิดคร่ำคร่า ตามมาด้วย ความหิวโหย ความต้องการต่างๆ มันก็เกิดขึ้น จะต้องทำนุบำรุง บำเรอ ทุกอย่างจึงจะอยู่ได้ ต้องอาศัยวัตถุที่เกี่ยวเนื่องด้วยการงาน จะต้องทำ จะต้องสะสม จะต้องเก็บการงานเหล่านั้น การหาก็กระทบกระเทือน ใช้เล่ห์ ใช้เหลี่ยม ซึ่งกันและกัน เอารัดเอาเปรียบ ขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน ผิดกัน ฟ้องร้องกัน ตีรันฟันแทงกัน แทนที่จะได้ความสุข กลับเพิ่มทุกข์ ภาระ ขึ้นมาอีก เพราะเมื่อมันเกิดมาแล้ว เพราะมันมีชาติ ชาติเป็นปัจจัยให้มีความเกิด ความแก่ เป็นปัจจัยให้เกิดพยาธิ มรณะ ตามลำดับ แล้วก็มีความเสียใจ เศร้าใจ ทุกข์ใจ เพราะความแก่ เพราะความตาย เพราะไม่มีหนทางที่จะยึดจะหน่วง ไม่มีที่พึ่ง คนที่ไม่มีที่พึ่ง จึงมายึดสิ่งที่เป็นอนิจจังเป็นที่พึ่ง คือ รูป นาม เป็นที่พึ่ง รูป นามก็ล้วนแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราไปพึ่งอนิจจัง พึ่งทุกข์ ก็ได้แต่ทุกข์ พึ่งอนัตตาแล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นอนัตตา เราไม่ได้แสวงหาสติ หาปัญญา หาศรัทธา ความเพียร ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา อันเป็นกำลังใจ ที่เราไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่น เราปล่อยวางภาระเหล่านั้นแล้ว จิตใจก็ไม่มีภาระ จิตใจสงบ ความสุขที่เกิดขึ้น ความสงบเป็นความสุขอันยอดเยี่ยม หาอะไรมาเปรียบไม่ได้ เป็นบรมสุข ท่านกล่าวว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ความสงบนี้เป็นบรมสุข คือ สุขอย่างยิ่ง ท่านไม่ได้กล่าวว่า มีเงินทองมากๆ เป็นบรมสุข มีเรือนใหญ่โต มีความสุข มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีความสุข เป็นเศรษฐี มีความสุข เป็นอะไรก็ตาม ถ้าไม่มีความสงบแล้ว ความสุขจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เป็นอะไรก็ตาม ถ้าหากจิตใจสงบแล้ว ย่อมมีความสุขได้ทุกคน ถ้าหากทุกคนทำความสงบให้เกิดขึ้น แก่ตัวของตัวเองได้ ไม่ได้เลือกเพศ เลือกภูมิ ฆราวาส และนักบวช ไม่ได้เลือกว่า ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ไม่ได้เลือกคนหนุ่ม หรือ คนแก่ ถ้าสามารถอบรมจิตใจของเรา ให้สงบได้แล้ว มีความสุขทุกๆ คน เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องการความสุข ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการ เมื่อเราต้องการแล้ว เราจะไปแสวงหาความสุขโดยวิธีอื่น พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์แสวงหามามากต่อมากแล้ว ไม่เจอความสุขที่ทำให้เกิดความอิ่มหนำสำราญเพียงพอแก่ความต้องการ ยิ่งได้เท่าไร ยิ่งหิวโหยเท่านั้น เหมือนกับยาเสพติด ยิ่งติดมากเท่าไร ก็ยิ่งก่อกวนมากขึ้นๆ จะต้องเป็นทาสแห่งการเสพติด เพราะเราหลง เราติดในรสของยา ในกลิ่นของยา ในสัมผัสของยา เลยเราก็เลยเป็นทาส สละทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะติดในสิ่งเหล่านั้น ทุ่มเททุกอย่างด้วยชีวิตจิตใจ ไม่ได้ทำคุณงามความดีอย่างอื่นที่ให้ความสุข ละเอียด ประณีต ยิ่งขึ้นกว่านั้นอีก เลยสำคัญว่า มีความสุขอันแท้จริง คนที่ไม่ได้เข้าใกล้บัณฑิต คือพระพุทธเจ้า คนที่ไม่ได้ฟังธรรมของบัณฑิต คือ ธรรมของพระพุทธเจ้า คนไม่ได้พินิจพิจารณาธรรมของบัณฑิต คนที่ได้ยินได้ฟังแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมที่ได้ยินได้ฟังแล้ว ไม่เกิดความรู้ ไม่เกิดความฉลาด มีกำลังใจอันอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งในการประพฤติธรรม ไม่ละสิ่งที่ไม่ดี ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ละ ในการกระทำแต่สิ่งที่ดีให้เข้มแข็งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ผลที่สุด ก็ไม่มีความฉลาด ถูกความอยากครอบงำ บังคับ มีแต่ทุกข์อย่างเดียว ไม่มีที่พึ่ง ยิ่งละอัตภาพอันนี้ไปแล้ว ก็ไร้ที่พึ่งอีก ยึดอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราทั้งหลายรีบหาที่พึ่ง อย่าหาคนที่ไม่มีที่พึ่ง เอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง เอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน? เราระลึกพุทโธ อยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่นั่น รู้อยู่ที่ไหนล่ะ? พุทโธ พุทโธ ผู้รู้อยู่ตรงไหน? ก็อยู่ตรงนั้น ที่พึ่งก็อยู่ตรงนั้น เราก็เข้าถึงพระพุทธองค์ ได้อยู่ใกล้ชิดแนบสนิทกับพระองค์ คือ พุทโธ หรือเราเข้าถึงพระธรรม แนบสนิทติดอยู่กับพระธรรม คือ ธัมโม ธัมโม ไว้ในใจ หรือแนบสนิทติดอยู่กับพระสงฆ์ สังโฆ สังโฆ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง เราก็ระลึกด้วยดี ทำความดีขึ้นมา เมื่อเราระลึกที่พึ่งไม่ลดละ ไม่มีช่องว่าง ไม่มีโอกาส จะให้กิเลสอย่างอื่นขึ้นมาทดแทนได้ พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อประพฤติธรรมดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ คือ ความสงบมาให้ ความเย็นใจมาให้ ความผ่องใส ความสบาย มาสู่ตัวของเรา เพราะเหตุนั้น เราพยายามระลึก พุทโธ พุทโธ ในใจ ทำใจให้พอดี อย่าให้มันขาดสติ ก็ทำให้พอดี ระลึกอย่าให้มันเกิน อย่าให้มันขาด อย่าให้มันฟุ้งซ่านไปที่อื่น คำว่าทางสายกลาง ก็คือทางพอดีนั่นเอง เรารู้อย่างไร รู้ว่าการระลึกพอดี? เมื่อระลึกแล้ว มันแน่วแน่ มันสงบ มันสบาย ไปตามลำดับ เราตั้งมันถูกอย่างนี้ มันไม่วุ่นวาย รำคาญ รวมไปแล้ว มันค่อยรวมลงไป ระลึกไป ระลึกไป มันมีความสบายในตัวของเรา เพราะฉะนั้น จงพยายามระลึกไป ระลึกไประลึกไป เมื่อมันพอดี เหมือนกับเครื่องรถ เครื่องยนต์ มันไม่มีอะไรติดขัด มันพอดี มันก็วิ่งไปสบาย เราผู้ขับรถก็สบาย ไม่มีอุปสรรคมันก็วิ่ง ไม่มีอุปสรรคมันก็วิ่ง ทำงานให้เราไปตลอดวันนี้ ก็เหมือนกับสติ ถ้าหากว่าพอดี ระลึกธรรม คำบริกรรมพอดี จิตก็ตั้งใจมั่น พอดี กลมกลืนกัน ระลึกไปๆ มันก็ค่อยเบาไป สบายไป ตามลำดับ ค่อยสงบไปตามลำดับ ในอาการที่เรารู้สึกนั้นๆ จึงเรียกว่าดี ที่มันมีความสุข มีความผ่องใส ในจิตในใจ และมีความเพียร มีความพยายามดี มีความระลึกดี มีความรู้ดีด้วย กำกับควบคุมกันไป ทำด้วยดี ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดข้อง ค่อยสงบ ละเอียดไปตามลำดับๆ เรียกว่า พอดี แม้แต่ลมหายใจเข้าออก มันก็พอดี ทำให้สงบ ถ้ามันไม่พอดีแล้ว มันฟุ้งไปโน้นบ้าง นี้บ้าง มันส่วนเกิน ถ้าส่วนขาด มันขี้เกียจ เกียจคร้าน มันจะปล่อยวาง มันจะหลับ มันจะไม่เอาธุระ ไม่เอาไหน นั้นมันขาด เลินเล่อ เผลอตัว มัวเมา เพราะฉะนั้น อย่าให้มันเกิน อย่าให้มันขาด เอาพอดี ในท่ามกลางพุทโธนั้น นิ่ง แน่วแน่ ในจิต ในใจของเรา มีความสุขในใจ ความสบายในใจ เราก็จะได้เห็นชัด เราก็จะได้รู้จริง เห็นชัด คือ เห็นความสบาย ที่เราปฏิบัติเห็นจริง ก็มันปรากฏขึ้นมาจริงๆ ไม่ได้หลอกลวง ไม่ได้เชื่อตามโดยฝ่ายเดียว แม้ในใจของเรา มันก็ปรากฏอย่างนั้น ได้สัมผัสกับสิ่งนั้น พระพุทธเจ้ากล่าวอย่างไร ความจริงเหล่านั้นก็ได้สัมผัสใจของเรา ในส่วนความสงบ ในส่วนความสุข เราก็สิ้นสงสัย มีศรัทธาเพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้นไป ศรัทธามีกำลังขึ้นมาแล้ว ความเพียรก็มีกำลังขึ้นมาด้วย ต้องการให้ละเอียด ต้องการให้ถึงธรรมที่เรายังไม่ถึง ไปตามลำดับ สติก็มีความระลึกในพอดี พอดีที่ให้เกิดสมาธิ เกิดตั้งมั่น ให้เกิดมีปัญญาในการสอดส่อง กลั่นกรองเอาแต่สิ่งที่ดีเอาไว้ สิ่งที่ไม่ดีคือหยาบๆ มันก็ทิ้งไป เพราะฉะนั้น ให้เราทั้งหลายพยายามตั้งใจปฏิบัติไปจนกว่าสมควรแก่เวลา ค่อยกราบพระพร้อมกัน เลิกพร้อมกัน คัดจากหนังสือ "ธรรมลังการ" พิมพ์เนื่องในโอกาสหลวงปู่เจริญอายูครบ ๘๑ ปี เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓
ขอขอบคุณ