ชักจากไข้สูง
(FEBRILE CONVULSION)

ชักจากไข้สูง หมายถึง อาการชักที่เกิดขึ้นขณะมีไข้สูง เนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งชนิดใด โดยไม่รวมถึงการติดเชื้อของสมองและเยื่อหุ้มสมอง

อาการชักจากไข้สูงพบมากในเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี (พบมากที่สุดในช่วง 3 ขวบแรก) เนื่องจากสมองของเด็กกำลังเจริญเติบโต จึงมีความไวต่อการกระตุ้นจากไข้ ซึ่งโดยมากขนาดของไข้ที่จะทำให้ชักได้มักจะสูงเกิน 39 องศาขึ้นไป

ประมาณ 70 % ของเด็กที่ชักจากไข้สูงมักมีสาเหตุมาจากไข้หวัด, ต่อมทอนซิลอักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ สาเหตุที่พบได้รองๆลงมาคือ บิดชิเกลลา, ท้องเดิน, หลอดลมอักเสบ, ส่าไข้ เป็นต้น

เด็กเล็กที่เคยชักจากไข้สูงมาแล้วประมาณ 20-40% อาจมีโอกาสชักได้อีกเมื่อมีไข้สูง

อาการ

มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 39.5-40.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการของโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น เป็นหวัด, เจ็บคอ, ไอ, ท้องเดิน เป็นต้น แล้วต่อมามีอาการแขนขากระตุก ตาค้าง กัดฟัน กัดลิ้น นานครั้งละ 2-3 นาที โดยมากจะชักเพียง 1-2 ครั้ง ขณะที่ตัวร้อนจัด พอไข้ลงก็จะไม่ชักซ้ำอีก เด็กจะมีอาการทั่วไปดี ไม่ซึม ไม่มีอาการคอแข็ง หรือกระหม่อมโป่งตึง

อาการแทรกซ้อน

ถ้าชักเพียง 1-2 ครั้ง มักจะไม่มีโรคแทรกซ้อนแต่อย่างใด แต่ถ้าชักบ่อยๆโดยไม่ได้หาทางป้องกันเมื่อมีไข้สูง ก็อาจทำให้กลายเป็นลมบ้าหมูเมื่อโตขึ้น หรือทำให้สมองเสื่อม หรือปัญญาอ่อนได้

การรักษา

1.ขณะที่มีอาการชัก ให้ถอดเสื้อผ้าเด็กออกแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็น เช็ดตัวเพื่อลดไข้ ถ้าไม่หยุดชักให้ฉีด ไดอะซีแพม 2-5 มิลลิกรัมเข้าเส้นเลือดหรือเข้ากล้าม ถ้าไม่ได้ผลหรือสงสัยเป็นโรคทางสมองให้ส่งโรงพยาบาลด่วน
2.ถ้าหยุดชักแล้วให้ค้นหาสาเหตุ แล้วให้ยารักษาโรคที่เป็นร่วม พร้อมกับให้ยาลดไข้ และ
ฟีโนบาร์บิทาล

การป้องกัน
1.ทุกครั้งที่เด็กมีไข้ ควรเช็ดตัวเด็กด้วยน้ำบ่อยๆและให้ยาลดไข้ ไม่ควรให้เด็กใส่เสื้อผ้าหนาๆหรือห่มผ้าหนา เพราะจะทำให้ตัวร้อนยิ่งขึ้น
2.ถ้าเด็กเคยชักจากไข้สูงมาครั้งหนึ่งแล้ว ทุกครั้งที่มีไข้ ควรให้เด็กกินยากันชักฟีโนบาร์บิทาลหรือยากันชักชนิดอื่นที่แพทย์ จัดให้กับยาลดไข้พ่อแม่เด็กหรือญาติควรมียาทั้งสองชนิดนี้ติดบ้านไว้เสมอ จนกว่าเด็กจะมีอายุเกิน 5 ปีซึ่งจะพ้นวัยที่มีอาการนี้
3.ถ้าเด็กเคยชักมากกว่า 3 ครั้ง ควรแนะนำให้เด็กกินยากันชักติดต่อกันทุกวันอย่าน้อย 2 ปี แล้วจึงค่อยๆลดยาลงจนหยุดยาในระยะ เวลา 6 เดือน (ในรายที่ชักรุนแรงอาจต้องให้ยาพ้นอายุ 5 ปี) เพื่อป้องกันมิให้กลายเป็น โรคลมบ้าหมูในภายหลัง