โดย นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ
(ฉายาตู้ป้าเทียน)
"ซู้งึ้งอุยหงี่" (เมื่อ ทศวรรษ ที่แล้ว)
"ซู้งึ้งอุยหงี่"
(อุยหงี่ = โรงพยาบาล, ซู้งึ้ง = สูงเนิน) ตั้งอยู่บนถนนสาย โคลักซู้งึ้ง ในช่วงแรกได้ชื่อว่าเป็น ยุคสมัยแห่งการล้มลุกคลุกคลาน (ก่อน พ.ศ.2522) สมัยนั้นผู้คนในแคว้นซู้งึ้งประสบกับความยากลำบากนานัปการ มีความเจ็บไข้ได้ป่วยล้มตายอยู่เนืองนิจ โรงยาที่ทางการจัดตั้งขึ้นแก้ไขปัญหาได้แต่เพียงเล็กน้อย ประชาราษฎร์ถึงกับทำฎีกาขึ้นถวายส่วนกลางว่า เสนาบดีเอาแต่สนุกสนานเต้นระบำรำฟ้อนมิได้สนใจทุกข์สุขราษฎร ต่อมา คหบดีผู้ใจบุญแห่งสำนักกิมก๊ก (แหลมทอง) ได้บริจาคทรัพย์ถึง 2 ล้านชั่ง ก่อสร้างซูงึ้งอุยหงี่ ภายใต้การควบคุมก่อสร้างจาก แปะเหนา ในบริเวณวัดซู้งึ้ง พร้อมกับทางการได้ส่งผู้กล้าชุดแรก อันได้แก่ ผู้กล้าจากสำนักสีสิบลัก นาม โต๋วเท้งเต้ง ฉายาขุนพลหน้ายิ้ม และผู้กล้าจากสำนักลามา นาม หยางซำหลง ฉายาหมัดพิฆาตเบียร์สิงห์ สองท่านนี้ได้เข้ามาฟื้นฟู ปรับระบบแก้ไขจุด บกพร่องต่าง ๆ ในการบริหารงานที่ผ่านมาให้เป็นระบบมากขึ้น มีการให้บริการพิเศษในวันหยุดราชการครึ่งวันเหมือนวันธรรมดา ยามค่ำคืนดึกดื่นก็มิได้พักผ่อนหลับนอน หากไม่เยียวยารักษาผ่าตัดผู้ป่วย ก็จะชักชวนไพร่พล ลิ่วล้อขึ้นหลังม้า บุกป่าฝ่าดง เข้าไปตามป่าเขา หมู่บ้านกันดารห่างไกล ไต่ถามสารทุกข์บำบัด ช่วยเหลือ ปัดเป่าปัญหาต่าง ๆให้กับผู้คน สร้างความรักใคร่เป็นกันเองกับชาวบ้านร้านถิ่น ภาพพจน์ของอุยหงี่จึงได้แปรเปลี่ยนจากเดิมที่เหมือนโรงฆ่าสัตว์ เจ้าหน้าที่ละเลยไม่เอาใจใส่ต่อกิจการงาน ไปในด้านที่ดีขึ้น ผู้คนได้เริ่มพากันหลั่งไหลมารักษากันมากขึ้น มิเพียงเฉพาะแคว้นซู้งึ้งเท่านั้น แม้แต่จากแคว้นใกล้เคียงได้ทราบกิตติศัพท์ก็พากันทยอยมา เพียงไม่กี่ปีโรงยาซู้งึ้งอุยหงี่ก็เป็นที่ทราบกิตติศัพท์กันดีใน หมู่ประชาว่า บริการดี มีน้ำใจ ยุคสร้างเมืองใหม่ (พ.ศ. 2522-2524)
ภายใต้ความสามารถปราดเปรื่องเยี่ยมวิทยายุทธของ หยางซำหลง และโต๋วเท้งเต้ง ได้เป็นเครื่องดึงดูดให้ผู้เหี้ยมหาญอีกหลายท่านในยุทธจักรได้เดินทางมายังแคว้นซู้งึ้ง อันได้แก่ แม่ชีเจเพ็กเก็ง ฉายาเขี้ยวทองอาญาสิทธิ์ ท่านผู้นี้ใช้หลักธรรมะ ความสมถะ และสันติธรรมต่อสู้กับปัญหาบ้านเมือง การเอารัดเอาเปรียบต่าง ๆ จิวเบ้งเฮ็ก ฉายาโอสถหัตถมังกร ท่านผู้นี้ต่อมาได้เป็นหัวหน้าพรรคโอสถชุมชน และเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งสำนักโอสถชุมชนขึ้นทุกหนทุกแห่งในแคว้นซู้งึ้ง เหลี่ยงโกเหล็ง ฉายาดรรชนีโลหิต ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ แอล เอ ก๊ก อ๋าบั๊กโก๋ ฉายาบัณฑิตกระดาษแดง ผู้ระเหเร่รอนไปมา ได้ตั้งรกรากในซู้งึ้ง ต่อมาย้ายเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายในเมืองโคลัก โย๋วทิกัง ฉายาบัณฑิตสลาตัน ต่อมาย้ายไปเป็นผู้พิชิตรักษาโรคทารกในเมืองโคลัก ด๋าตวง ฉายาฝ่ามือพิชิตมาร นอกจากนี้ยังมีอีกหลายท่าน อาทิเช่น กังจ๊กหนาน หัวหน้าตึกโฉมสคราญการุญ หวังหนี่หนี้ หัวหน้าตึกเปี่ยมคุณธรรม ท่านเหล่านี้ได้ช่วยกันบุกเบิกต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ทำความเจริญก้าวหน้าให้กับซู้งึ้งอุยหงี่จนเรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคบุกเบิกสร้างเมืองใหม่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ยุคก้าวกระโดด (พ.ศ. 2525-2528)
โต๋วเท้งเต้งได้รับบัญชาจากเสนาบดีมณฑลโคลักให้ไปกินเมืองโชวพ๋วย เพื่อบำบัดความทุกข์ยากให้แก่ชาวเมืองซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน การจากไปของโต๋วเท้งเต้งได้สร้างความอาลัยอาวรณ์กับผู้คนยิ่งนัก แต่หยางซำหลงกลับได้ผู้กล้ามือฉมังมาร่วมงานอีก 3 ท่าน อันได้แก่ บุ๋นซำฮง ฉายาน้ำลายเปื้อนฟ้า ผู้แซ่บุ๋นเจนจัดด้านข้อมูลข่าวสารวิชาการด้านเครื่องสมองกล ได้พัฒนาระบบการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่าง ๆ ต่อมาได้ย้ายเป็นอาจารย์วิทยายุทธแห่งสำนักลามา เผ่าเง็กไหล ฉายากระบี่ในรอยยิ้ม ผู้แซ่เผ่านั้นถนัดในด้านการฝึกอบรม ได้ฝึกสอนทหารเล็กใหญ่ ทั้งภายในและนอกแคว้น จนซู้งึ้งอุยหงี่มีชื่อเสียงในด้านเป็นสำนักฝึกหัดนักสู้ที่มีคุณภาพ ตู้ป้าเทียน ฉายาดาบกล้วยไม้ ผู้แซ่ตู้นั้นรับผิดชอบด้านความคดี ได้ช่วยรักษาการว่าความแทนหยางซำหลงในหลายครั้งที่ท่านต้องออกไปราชการต่างเมือง ในยุคนี้ได้เกิดสิ่งเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เช่น การตั้งหอผลิตยาเสริมโลหิต, การก่อตั้งศูนย์ฝึกเยาวชน, การรับอาสาสมัครบู๊มาทำงานพัฒนาบ้านเมือง, การพัฒนาระบบด้านสุขาภิบาลและน้ำสะอาด ปริมาณผู้คนที่พากันหลั่งไหลมาด้วยความศรัทธามีปริมาณเพิ่มขึ้น นับได้เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงก้าวกระโดด

ยุค 3 "จ" 1 "ส" (กค. 2528-มีค. 2529)
หยางซำหลงได้รับพระราชโองการจากเมืองหลวงให้ไปช่วยราชการในเมืองโคลัก ช่วงเวลานั้น ขุนนางมือดี เช่น บุ๋นซำฮง, เผ่าเง็กไหล, ตู้ป้าเทียน ล้วนมีราชการต้องออกไปช่วยแคว้นใกล้เคียงทั้งสิ้น ทำให้ขาดผู้ดูแลแคว้นซู้งึ้ง หยางซำหลงจึงได้แต่งตั้งขุนนาง 3 ท่านให้รักษาว่าราชการเมือง ได้แก่ แม่ชีจิวเพ็กเก็ง, จิวเบ้งเฮ็ก และจังกู๋พัง เนื่องจากแซ่ของบุคคลทั้ง 3 ล้วนออกเสียงเป็นตัว "จ" ทั้งสิ้น ผู้คนในสมัยต่อมาจึงพากันขนานนามยุคนั้นว่า ยุค 3 จ ท่านรักษาบ้านเมืองอยู่ไม่กี่เดือน ผู้สำเร็จราชการมณฑลได้ส่งเสนาบดีหญิงที่มีความสามารถท่านหนึ่งนาม ซูเพ้งตา มาว่าราชการ ท่านผู้นี้ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองบ้วนหยาย และท้ายที่สุดเป็นผู้นำชมรมผู้กล้าเจ็ดสิบสองแคว้น ช่วงนี้เป็นระยะเวลาสั้นไม่ถึงปีจึงมิได้มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ผู้คนพากันเรียกยุคสมัยนี้ว่ายุค "3 จ 1 ส"
ยุค "ล่องเรือฝ่าคลื่นลม" (พ.ศ. 2529-2532)
ผู้แซ่ตู้ ฉายาดาบกล้วยไม้ ได้กลับจากศึกษาวิทยายุทธขั้นสูง จากสำนักเสียวลิ้มยี่ ส่วนกลางจึงแต่งตั้งให้ว่าการแทนหยางซำหลง ตู้ป้าเทียนนั้นถือได้ว่าเป็นทหารคนสนิทของหยางซำหลง เคยต่อสู้ร่วมรบกันหลายครั้งหลายครา กิจการต่าง ๆ จึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี การบริหารบ้านเมืองจึงสืบต่อในแนวลักษณะคล้ายคลึงกับของเดิม ยุคนี้มีการเลี่ยนแปลงโยกย้ายของผู้กล้าขุนพลต่าง ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บางช่วงเป็นตอนหัวเลี้ยวหัวต่อจึงเปรียบประดุจเรือโคลงเคลงไปตามกระแสคลื่นลมแรงบ้าง ยุคนี้ได้เกิดนวตกรรมใหม่ขึ้นมากมายหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาระบบการแพทย์แผนโบราณ การนวด การใช้สมุนไพร การพัฒนาความสามารถด้านรักษาพยาบาลให้สูงขึ้น การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารโดยใช้เครื่องมือกล ฯลฯ

"ซู้งึ้งอุยหงี่" (ยุคปัจจุบัน)
ตอน นางพญาผมขาวววววววววววววววว
วันคืนผันผ่าน ทิวากาลเคลื่อนคล้อยอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตา เวลาก็เต้นระบำรำฟ้อน ผ่านหมุนเวียนไปถึง 10 ปี แค้วน ซู้งึ้ง ก็วิวัฒน์เปลี่ยนไป ถนนหนทางตึกรามห้องหอเพิ่มพูนขึ้น มีโรงงานขนาดใหญ่มาตั้งอยู่ในพื้นที่ ผู้กล้านักรบที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ ก็แยกย้ายกระจัดกระจายกันไป แต่ในช่วงเทศกาลขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบสองทุกปีก็จะนัดชุมนุมกันปีละครั้งโดยใช้เทียบเชิญสื่อสารนัดแนะกัน
ดวงดาวบนฟากฟ้ายังกระพริบแสงแพรวพราว ฝนดาวตกได้โคจรมาเยือนแล้วจากไป พร้อมกับความผิดหวังของผู้คน สุริยปราคาเต็มดวงก็แผ่รังสีทำให้นกกาหวั่นเกรง ทารกน้อยเริ่มเติบใหญ่กลายเป็นหนุ่มคะนอง ผู้ชราก็เลอะเลือนล้มตายจากไป แต่ ซู้งึ้งอุยหงี่ กลับยังตั้งตระหง่านสูงขึ้นทุกๆวัน
ภายใต้การนำของโฉมสะคราญเหล็ก หนี่เน้ง ไทเฮา ภูมิสถาปัตย์ของซู้งึ้ง ได้ถูกเปลี่ยแปลงจนงดงามตระการตา ได้เพิ่มมาตรฐานวิทยาการและกระบวนยุทธจนมีชื่อเสียงศรัทธา มีผู้กล้าจากทั่วสารทิศมาศึกษาดูงาน นับได้ว่าเป็นยุคทองของซู้งึ้งอุยหงี่ที่น่าภาคภูมิยิ่ง
อนิจจา....สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดังเช่น อี้โก้วเนี๊ย แห่งหน่วยโรงยา(ฉายาโฉมสะคราญเสียงทอง)และ ป้อโกวเนี๊ย แห่งหน่วยบริหาร(ฉายาดำดีดูเด่น)ที่เคยผ่ายผอมกลับอ้วนท้วนตุ้ยนุ้นจนกลมกลึงได้ แต่บางท่านที่เคยบางเพรียว เช่นนักสู้สลาตัน หม่านี่หนี้(ฉายาเขี้ยวแดงอาญาสิทธิ์)กับภริยา เข็มฮูหยิน แห่งหน่วยโอสถดั้งเดิมก็ยังคงผอมบางไว้ดุจเช่นเดิม....คนที่เคยซกหลกและ ซกหลกอยู่ตลอดกาลคือเทพอสูร หวีหร่าร่า(ฉายาสลาตันพันลิ้น)ผู้ซึ่งมีทั้งความชอบและความตึ๊กมึกอยู่ในบุคลิก ผู้คนจึงให้เป็นทั้งเทพและอสูรในเวลาเดียวกัน
คนที่ไปได้ดีแล้วคือ หลวงจีนลื่อ ซึ่งขณะนี้ไปฝึกวิทยายุทธอยู่ ณแค้วนทักษิน ระนอง,คนที่ยังสุกๆดิบๆอบู่คือแจ็กกี้(ฉายาโลหิตประกันชีพ)ดีที่ได้โฉมสะครญใจเย็น ผ้าหยูงคอยกำกับดูแล...คนที่คงความงดงามไว้ได้ไม่สร่างคือ จางหยาวัน แห่งหน่วยพิทักษ์ครรภ์และ เบญจมาม่าซังแห่งหน่วยตำหนักใน....ผู้ที่เปี่ยมคุณธรรมเลิศล้ำประดุจพระนางประชาโบดีคตมีแห่งนครซู้งึ้ง คือหวังหนี่หนี้โฉมสะคราญบ้านมะเกลือหัวหน้าตึกเปี่ยมคุณธรรม
ผู้ที่เป็นนักสู้ผู้กล้ารุ่นเก๋า และประจำกาลเนิ่นนานผ่าน 10 ปีไปแล้ว สมควรได้อีแปะทองคำเป็นการสมนาคุณก็มีอยู่มากหลายนับตั้งแต่ บีบีบี๋,ป้อโก้วเนี้ย แห่งหน่วยบริหาร,ซาหนอง,เข่งโก้วเนี้ย,เล็กเซียวหงษ์(หัวหน้าหน่วยการ),จาหรุนี,นงหนวยนุช และซือเจ้ใหญ่กุ้งทอซึ่งเป็นนางพญาผมขาวไปโดยสมบูรณ์แล้ว ณ บัดนี้
คนที่ขออนุโมทนา สาธุ อุทิศส่วนกุศลไปให้ คือ หน้าหวัน องครักษ์พิทักษ์ทวารและเอี้ยมโก้วเนียแห่งบ้านมะเกลือ
คนที่อยู่ห่างไกล หลายแสนลี้ที่สุดคือ โกวเหลียง(USA) จิ๋วเบ้งเฮ็ก และซาหว่าหนี้(USA) ป๋าที และหม่าลี่ (เบลเยี่ยม
แต่คนที่อยู่กับโรงยาซูงึ้งมานานที่สุดไม่มีใครเกิน บานเย็น (บรือสส์.....)
ยังมีเหล่าทหารราบที่น่ารักน่าชัวอีกหลายท่านที่ใคร่จะเอ๋ยนามในที่นี้คือ สารถีหัตทองคำ จำเนี่ยเหนีย,ยามตาเดียว เคนตักกี้,นักรบวรยุทธเทพโทงเทง ,สองพี่น้องปีศาจสุรา กว้างตั่วเฮียและก่องยี่เฮีย,อสูรสุราฉายาหูดทองคำ หม่านิส ผู้ได้ภริยาเลิศล้ำ,แม่เฒ่าปาน ,อาซ้อละมัด แห่งโรงโภชนาการ ผู้ชอบแสร้งทำเป็นยากจน และอีกมากมาย ซึ่งต้องขออภัยสำหรับผู้ที่มิได้เอยนาม ณ ที่นี่ รวมทั้งผู้ที่เกษียรอายุราชการไปแล้ว เช่น พ่อเฒ่าถม
บู๊ลิ้มในปัจจุบัน เต็มไปด้วยความยุ่งยากซับซ้อน ร้อนรุ่มและบีบคั้นมีความเสื่อมเกิดขึ้นทุกหัวระแหง ข้าพเจ้าขอมอบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้มาจากสำนักเสียวลิ้มยี่และคุนลุ้นไว้ให้พี่น้องทั้งหลายใช้เป็นคัมภีร์หลักในการฝึกปรือฝีมือพิชิตมาร นั่นคือ คัมภีร์ธรรมาภิบาล (ธรรม + อภิบาล) ขอให้พี่น้องทั้งหลาย จงผดุงคุณธรรม มีจุดยืน มีค่านิยมที่ถูกต้อง ดำรงชีพโดยหลีกลี้หนีห่างจากหมู่มารอธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันได้แก่ มิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย ความโลภหลงในอามิส ความเห็นแก่ตัว อย่างหลงงมงายกับลาภยศสรรเสริญทั้งปวง รู้เท่าทันความยั่วยุ สิ่งยั่วเย้าต่างๆมาเถิดมาร่วมกัน เพาะปลูกคุณธรรมให้เติบโตภายใน ดวงใจ เพื่อให้ซู้งึ้งอุยหงี่ ของเราก้าวหน้าไปอย่างสง่างาม มั่นคงและยั่งยืน ขอให้ทุกท่านจงโชคดีมีชัย

--------------------------------- ------ ------ ------- ------ ---- --- จบ------ ------- --------- ------ ------- ------ ------ ----- -----------------------------------------------

องค์กรแพทย กลุ่มงานการพยาบาล
ฝ่ายบริหารงานทั่วไป
ฝ่ายชันสูตรสาธารณสุข
ฝ่ายเภสัชสาธารณสุข
ฝ่ายทันตสาธารณสุข
ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ