หน้าแรก

ประวัติวัด

ลำดับเจ้าอาวาส

สภาพวัด

ติดต่อวัดวิเวกฯ

สมุดเยี่ยม


ทรรศนะที่บุคคลอื่นมีต่อพระพุทธเจ้า
       ทรรศนะหรือความเห็นที่บุคคลอื่นมีต่อพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ถึงการยอมรับในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้และนำมาสั่งสอน ตลอดถึงความสามารถและสติปัญญาของพระองค์ ว่าเป็นสิ่งที่บุคคลผู้นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนาสามารถยอมรับได้ ไม่ไร้สาระ และสามารถอธิบายให้สอดคล้องกับหลักเหตุผลตามกระบวนการแห่งวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรักันในปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งนักปราชญ์หรือผู้ที่มีความรู้ทั้งหลายที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธยังยอมรับในพระพุทธองค์และสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ ซึ่งทั้งหมดนี้ผมได้นำมาจากหนังสือเพราะผมเห็นว่าเป็นเสมือนคำยืนยันของบุคคลที่น่าเชื่อถือที่มันอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อพระพุทธเจ้าของเราหรืออาจจะยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำความคิดของเราได้อีกส่วนหนึ่งด้วย หากท่านใดสนใจก็สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "พระพุทธเจ้าในสายตานักปราชญ์โลก"  ซึ่งเขียนโดย พระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตฺโต) และผมขอขอบพระคุณท่านและขออนุญาตนำบางส่วนมาเผยแพร่ ณ ที่นี้ด้วย


        The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Coverting both the natural and spiritual, it should be based on a religious sense spiritual, as a meaningful unity, Buddhism answers this description… If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism.

 

Albert Einstien,
the Great Scientist of this age

 

ศาสนาสกลจักรวาล
        ศาสนาในอนาคตจะเป็นศาสนาสกลจักรวาล ซึ่งข้ามพ้นเรื่องพระเจ้าที่มีตัวตน และไม่มีเรื่องความเชื่อคำสั่งสอนแบบฝังหัวและเทววิทยา ศาสนานั้นครอบคลุมเรื่องธรรมชาติและเรื่องจิตวิญญาณ ตั้งอยู่บนฐานความรู้สึกทางศาสนา ที่เกิดจากประสบการณ์แห่งสรรพสิ่ง ทั้งเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเอกภาพรวมอย่างมีความหมาย พระพุทธศาสนาสามารถตอบสนองสิ่งที่พรรณนามานี้ ถ้าจะมีศาสนาใดๆที่เข้ากันได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนานั้นก็คือพระพุทธศาสนา

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ยอดนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

กลับไปด้านบนครับ


        Buddhist or not Buddhist, I examined every one the great religious systems of the world, and in none of them have I found any thing to surpass, in beauty and comprehensiveness , the Noble Eightfold Path and the Four Noble Truths Of the Buddha. I am content to shape my life according to that path.

 

Prof. Rhys Davids
The founder-President of the Pali Text Society.

 

ไม่มีศาสนาเหนือกว่าพระพุทธศาสนา
        ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนา หรือ มิใช่พระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบระบบศาสนาใหญ่ๆ แห่งโลกทั้งหมด ในระบบศาสนาโลกดังกล่าวทั้งหมดนั้น ข้าพเจ้าไม่พบคำสอนของศาสนาใดจะล้ำเลิศกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ และ อริยสัจจ์ ๔ ของพระพุทธเจ้าเลย ไม่ว่าในแง่ของความงดงามและความสมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงพึงพอใจที่จะประคับประคองชีวิตของตนเองไปตามทางนั้น

 

ศาสตราจารย์ รีส เดวิดส์
ผู้ก่อตั้ง - นายกสมาคมบาลีปกรณ์

กลับไปด้านบนครับ

        One of the first scholars to begin the work of translating the Pali literature into English, was the son of a well-known clergy man. His object in undertaking the work was to prove the superiority of Christianity over Buddhism. He failed in his task but he achieved a greater victory than he expected. He became a Buddhist. We must never forget the happy chance which prompted him to undertake this work and thereby make the precious Dhamma available to thousands in the West. The name of this great scholar was Dr. Rhys Davids.

 

Venerable A.Mahinda Mahathera,
In "Blue Print of Happiness"

  ผู้ประสบชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

        หนึ่งในบรรดานักปราชญ์ชั้นยอดทั้งหลาย ซึ่งเริ่มงานแปลวรรณคดีบาลีสู่ภาษาอังกฤษนั้น เป็นบุตรชายของนักบวชที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่ง วัตถุประสงค์ของเขาในการทำงานชิ้นนั้น ก็เพื่อพิสูจน์ว่าศาสนาคริสต์ล้ำเลิศกว่าพระพุทธศาสนา เขาทำงานชิ้นนั้นล้มเหลวแต่เขากลับประสบกับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า เกินกว่าที่เขาคาดหวังไว้คือ เขากลับหันมายอมรับนับถือพระพุทธศาสนาแทน พวกเราคงไม่ลืมโอกาสที่เป็นสุข ซึ่งกระตุ้นให้เขารับทำงานนั้น ก็ด้วยการนั้นได้ทำให้พระสัทธรรมรุ่งเรืองแพร่หลายไปสู่ประชาชนจำนวนมากมายในโลกตะวันตก นักปราชญ์คนสำคัญดังกล่าวมานี้ มีชื่อว่า ดร.รีส เดวิดส์ นั่นเอง

 

พระ เอ.มหินท มหาเถร
ใน"พิมพ์เขียวแห่งความสุข"

กลับไปด้านบนครับ

        All the teachings of the Buddha can be summed up in one word "Dhamma". This law of righeousness exists not only in a man's heart but it exists in the universe also. All the universe is an embodiment or revelation of Dhamma. The laws of nature which modern science have discovered, are revelations of Dhamma.
        If the moon rises and sets, it is because of Dhamma, for Dhamma ia that law residing in the universe that makes matter act in the ways studied in physics, chemistry, zoology, botany and astronomy. Dhamma exists in the universe just as Dhamma exists in the heart of man. If man will live by Dhamma, he will escape misery and attain Nibbana.

 

Venerable A.Mahinda Mahathera

 

ธรรมคือกฎธรรมชาติ
        คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดสามารถสรุปลงในคำๆ เดียวคือ "ธรรม" กฎแห่งความถูกต้องดีงาม มิใช่ยู่แต่ในหัวใจมนุษย์เท่านั้น แต่ปรากฏอยู่ในจักรวาลด้วย จักรวาลทั้งหมดคือกลุ่มก้อนหรือการเปิดเผยแห่งธรรม กฎของธรรมทั้งหลาย ซึ่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ค้นพบคือการเปิดเผยของธรรม
        ถ้าพระจันทร์ขึ้นและตกก็เป็นเพราะธรรม เพราะธรรมคือกฎที่มีอยู่ในจักรวาล ซึ่งทำให้สสารปฏิบัติการในทำนองที่ได้มีการศึกษาอยู่ในวิชาฟิสิกส์ เคมี สัตวศาสตร์ พฤกษศาสตร์ และดาราศาสตร์ ธรรมที่อยู่ในจักรวาล ก็เหมือนกับธรรมที่ปรากฏอยู่ในใจมนุษย์ ถ้ามนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยธรรม เขาก็จะพ้นจากความทุกข์และบรรลุถึงนิพพาน

 

พระ เอ.มหินท มหาเถร

กลับไปด้านบนครับ

        His massage was one of universal benevolence of love for all. It was an ideal Of righteousness and self- discipline. Buddha relies on reason and logic and experience and asks people to seek the truth in their own minds. It is remarkable how near this philosophy of the Buddha brings us to some of the concepts of modern physics and modern philosophic thought. Buddha's method was one of psychological analysis and again, it is surprising to find how deep was his insight into this latest of modern science…
It is essentially through the message of the Buddha that the individual, national and international problems of today can be looked at from the right perspective.

 

Jawaharlal Nehru,
In "The Discovery of India"

 

ปัญหาทุกชนิด มีทางออกอยู่ที่สัมมาทรรศนะ
        คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนว่าด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูลกันระดับสากล เป็นคำสอนแห่งความเมตตาปรารถนาดีต่อกันทุกคน พระพุทธศาสนาเป็นอุดมคติทางธรรม และระบบการควบคุมตนเอง พระพุทธองค์ทรงใช้หลักการทางเหตุผล ตรรกวิทยา และประสบการณ์ตรง ตลอดจนชักชวนให้ทุกคนแสวงหาสัจธรรมภายใน ตัวเอง เป็นเรื่องที่น่าทึ่งเอามากๆ ที่ปรัชญาของพระพุทธเจ้าได้นำพวกเราเข้ามาใกล้กับแนวคิดฟิสิกส์สมัยใหม่ และความคิดทางปรัชญาสมัยปัจจุบันมาก วิธีการของพระพุทธองค์มีลักษณะเป็นการวิเคราะห์ทางจิตชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าประหลาดใจอีกพบว่า พระปัญญาญาณอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้านั้น ช่างมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่…
ว่าโดยเนื้อหาสาระตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปัญหาต่างๆ ทุกระดับ ทั้งปัญหา ส่วนบุคคล ปัญหาระดับชาติ และปัญหาระหว่างประเทศ อาจหาทางออกได้จากแง่มุมแห่งสัมมาทรรศนะ…

 

ฯพณฯ ยวาหรลาล เนห์รู,
อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย

กลับไปด้านบนครับ

The saviour of the world
Prince Siddhartha styled on earth
In the earth and heavens and hells incomparable
All-honoured, wishes, best, most pitiful,
The teacher of Nirvana and law

 

Sir Adwin Arnold
In "The Light of Asia"

 

หาผู้ใดเสมอมิได้
พระบรมศาสดา ผู้รื้อขนสรรพสัตว์ออกจากทุกข์
เจ้าฟ้าชายสิทธารถ เยื้องย่างอย่างสง่างามบนพื้นดิน
ทั้งในโลกนี้ เทวโลก และนรกทั้งหลาย พระบรมศาสดาของพวกเรา หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้
พระองค์เป็นผู้ได้รับเกียรติจากมหาชน ทรงเป็นผู้มีความปรารถนาดีที่สุด องอาจที่สุด และเมตตาที่สุด
ทรงเป็นบรมครูผู้สอนธรรม และพระนิพพาน

 

เซอร์ แอ็ดวิน อาร์โนลด์
ใน"ประทีปแห่งเอเชีย"

กลับไปด้านบนครับ

The Greatest One
In so much as we have translated that massage in our own life, are we fit to pay our homage to that Great Lord, Master and Teacher of mankind, so long as the world lasts, I have no shadow of doubt that He will rank among the Greatest of teachers of mankind.

Mahatama Gandhi
In "Buddhajayanthi Talk"
1925, Calcutta, India

บรมครูผู้ยิ่งใหญ่
เพราะค่าที่พวกเราได้นำเอาหลักคำสอนของพระองค์มาใช้ในชีวิตจริง พวกเราจึงควรถวายการอภิวาทสดุดีแด่พระองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระบรมครูของมวลมนุษย์ ตลอดเวลาที่โลกนี้ยังดำรงอยู่ ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างไม่หลงเหลือความเคลือบแคลงเลยแม้แต่น้อยว่า พระองค์จะทรงดำรงฐานะปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ

มหาตมา คานธี
ใน"สุนทรพจน์ในพิธีพุทธชยันตี"

กลับไปด้านบนครับ

        Jesus claimed devinity for himself. He claimed that he was a son of God, naturally His teaching acquires a devine origin. Krisna said He is God himself and Gita was his own word. The Buddha made no such claim either for himself or His Sasana. He claimed that He was one of the many of human beings and His message to people is the message of man to man.

 

Dr. B.R. Ambedgar, the Great Revivalist of Buddhism in India,
In "Buddha and His Dhamma"

 

คำสอนของมนุษย์เพื่อมนุษย์
        พระเยซูคริสต์อ้างเทพอำนาจเพื่อตนเอง โดยอ้างว่าพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า แม้คำสอนของพระองค์ โดยอนุโลมก็เป็นคำสอนที่เนื่องมาจากเทพประทานให้ พระกฤษณะตรัสว่าพระองค์เองเป็นเทพเจ้า คำสอนในภควัทคีตาก็เป็นพระดำรัสของพระองค์ แต่พระพุทธเจ้าไม่เคยอ้างเช่นนั้นเลย ไม่ว่าเพื่อพระองค์เองหรือเพื่อคำสอนของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระองค์เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย คำสอนที่ทรงแสดงแก่ประชาชนของพระองค์ ก็เป็นคำสอนของมนุษย์เพื่อมนุษย์

 

ดร.บี.อาร์.อัมเบ็ดการ์ ผู้นำพระพุทธศาสนากลับสู่อินเดีย,
ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย และนักกฎหมาย นักปกครอง และนักเศรษฐศาสตร์
ใน "พระพุทธเจ้าและพระธรรม"

กลับไปด้านบนครับ

        Such is the Buddhist way of life, the way that is opened to all regardless of caste, sex and race. The Buddha proclaimed equality of all men. People are to be judged by action or character, by what they think and do, not by birth or colour. Everyone reaps what he sows according to the natural law of cause and effect.
        There is no God who creates the world and controls man's destiny. Man is his own master. The way is one of self-effort, free from player and superstition. Men have the power to improve themselves and reach the highest goal of life through their own efforts…
        As medicine deals with disease and its cure, the Buddha's teaching deals with suffering and the end of suffering. And as the process of medical treatment includes the prevention of disease by the promotion and maintenance of good health, the Buddha's process includes the promotiom of mental health to reach perfection and freedom in the absence of the defilements and suffering.

Venerable Phra Dhammapitaka (P.A. payutto),
The Eminent Buddhist Scholar of siam

 

พระธรรมเปรียบเสมือนยารักษาโรค
        คำสอนเช่นนั้นคือวิถีชีวิตแบบพุทธ วิถีชีวิตที่เปิดรับคนทุกคน โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ เพศ ภูมิ และเผ่าพันธุ์ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันภาวะเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน ชนทั้งหลายถูกพิพากษาด้วยกรรม และนิสัยของตนเอง จากสิ่งที่พวกเขาคิดและกระทำ มิใช่ด้วยชาติกำเนิดหรือผิวพรรณ ทุกคนล้วนเป็นทายาทคอยรับผลกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ตนทำไว้ ตามกฎธรรมชาติแห่งเหตุและผล…
        ไม่มีพระเจ้าผู้สร้างโลกและคอยควบคุมชะตากรรมของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง วิถีนั้นเป็นเรื่องความพากเพียรเอง ไม่ต้องสวดอ้อนวอน และอาศัยอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติมาช่วย มนุษย์มีอำนาจพัฒนาตนเอง จนบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต ด้วยความเพียรของตนเอง…
        เปรียบเหมือนยารักษาโรคและการดูแลรักษา พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวข้องกับความทุกข์และการดับทุกข์ โดยรวมไปถึงการป้องกัน และส่งเสริมสุขอนามัย ฉันใด พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มีขบวนการ ฉันนั้น ย่อมรวมไปถึงการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดี เพื่อให้บรรลุถึงความสมบูรณ์เต็มที่และความหลุดพ้น โดยไม่มีกิเลสและความทุกข์เหลือเลย

 

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาชั้นเยี่ยมแห่งราชอาณาจักสยาม

กลับไปด้านบนครับ

        Its idea of sin differs some what from Christian idea. Sin to the Buddhist is mere ignorance or stupidity. The wicked man is an ignorant man. He doesn't need punishment and condemnation so such as he needs instruction. He is not regarded as "violating God's commands" or as one who must beg for divine mercy and forgiveness. Rather it is necessary for the sinner's friends to make him reason in the human way. The Buddhist does not believe the sinner can escape he consequences in prayerful attempts to bargain with God.

John Walters,
In "Mind Unshaken"

แนวคิดเรื่องบาปของพระพุทธศาสนา
        แนวคิดเรื่องบาปของชาวพุทธดูจะแตกต่างจากแนวคิดของชาวคริสต์ สำหรับพระพุทธศาสนานั้น บาปเป็นเพียงอวิชชา ความไม่รู้ หรือความโง่เง่า คนบาปคือคนที่มีอวิชชา ความไม่รู้ความจริง คนเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องถูกลงโทษทัณฑ์หรือสาปแช่ง เท่ากับต้องการคำแนะนำสั่งสอน เขาก็ไม่ควรถูกตัดสินว่า ละเมิดคำบัญชาของพระเจ้า หรือว่า เป็นผู้ที่ต้องร้องขอความกรุณาหรืออภัยโทษจากพระเจ้า แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เพื่อนของคนมีบาปนั้น จะอธิบายเหตุผลให้เขาเข้าใจในลักษณะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ชาวพุทธไม่เชื่อว่า คนที่ทำบาปกรรมไว้จะหลบเลี่ยงผลของกรรมชั่วนั้นได้ด้วยการพยายามสวดมนต์อ้อนวอนต่อรองกับพระเจ้า.

 

จอห์น วอลเตอร์
ใน "ใจที่ไม่หวั่นไหว"

กลับไปด้านบนครับ