หน้าแรก

ประวัติวัด

ลำดับเจ้าอาวาส

สภาพวัด

ติดต่อวัดวิเวกฯ

สมุดเยี่ยม


นิทานธรรมะ
        ผมเห็นว่าการที่เราจะเข้าใจธรรมะได้ดีและง่ายนั้นก็โดยการที่เราได้เห็นตัวอย่างจากผู้อื่น หรือจากนิทาน, เรื่องเล่า อะไรต่าง ๆ แล้วเก็บนำมาคิดและพิจารณาเอาเองด้วยตัวของเราว่าจะสามารถสอนใจตนเองหรือเป็นตัวอย่างของชีวิตได้อย่างไร
        นิทานที่ผมยกมานี้ บางเรื่องสำหรับท่านก็อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าคิดอะไรมากแต่ผมก็ได้อธิบายตรงข้างท้ายว่าผมมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนั้น ๆ ก็คงเป็นมุมมองของผมเท่านั้นนะครับ ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้ ซึ่งเรื่องที่ผมนำมาลงนี้ได้นำมาจากหนังสือของท่านผู้รู้หลายท่านซึ่งผมอาจจะไม่ได้ขออนุญาตจากท่านเป็นลายลักษณ์อักษร ผมก็ต้องขออนุญาตและขอบพระคุณท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ (ผมจะหามาเพิ่มเรื่อย ๆ ครับ)

เจ้าของเรือ

        "พ่อจ๋าพ่อว่าพ่อเป็นเจ้าของเรือ แต่พ่อต้องล้างเรือเช็ดถูเรือ ต้องชะโลมน้ำมันให้มันบ่อย ๆ พ่อต้องเก็บรักษาแจว พาย และเครื่องใช้ในเรือทุก ๆ อย่าง แล้วพ่อก็แจวเมื่อพาพวกเราไปนั่งเรือเล่น พร้อมกับเพื่อนบ้านของเราทุกคน พ่อเหนื่อยเกือบตาย ทีพวกนั้นทำไมนั่งสบายไม่ช่วยพ่อแจว ไม่ช่วยพ่อเช็ดล้างเรือบ้างเล่าพ่อจ๋า ?" หนูจ้อยถามพ่อทำตาแดง ๆ
        "ก็พ่อเป็นเจ้าของเรือนี่ลูกเอ๋ย"
        "ใครเป็นเจ้าของอะไร ก็ต้องเหนื่อยเกือบตาย ใครไม่เป็นเจ้าของก็สบาย พ่อเห็นว่ามันจะยุติธรรมหรือ"
        "ธรรมเนียมมันเป็นอย่างนั้นเอง ใครเป็นเจ้าของก็ต้องทนเหนื่อยทนหนักใจ"
        "แล้วพ่อจะขืนเป็นเจ้าของหรือไปทำไม ให้เขาเสีย แล้วขอนั่งกะเขาเป็นครั้งคราว เหมือนที่เขานั่งเรือเราอย่างสนุกสนาน มิดีกว่าหรือ ?"
        "ก็พ่ออยากเป็นเจ้าของเรือสักลำหนึ่ง นี่ลูกเอ๋ย"
        "ขออย่าให้ฉันต้องเป็นเจ้าของเรือร่วมกับพ่อ ฉันจะไม่ยอมเป็นเจ้าของอะไร ๆ เลย แม้แต่ตัวฉันเอง"
        "แล้วลูกจะอยู่ได้อย่างไร ?"
        "อยู่อย่างไม่ต้องทนเหนื่อยเหมือนพ่อ และตรงกันข้ามจากพ่อทุกประการ"
        ดังนั้น หนูจ้อยจึงกลายเป็นเณรจ้อยไป เพราะเขาไม่อยากเป็นเจ้าของสิ่งใด แต่อยากเป็นอยู่ชนิดที่เขาเห็นว่า ตรงกันข้ามจากพ่อทุกประการ
        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าใครไม่เป็นเจ้าของสิ่งใด กลับจะได้กิน "ไข่แดง" ของสิ่งนั้น (เหมือนคนที่มาพลอยนั่งเรือเล่นกับพ่อ) ส่วนใครเป็นเจ้าของสิ่งใด เขาจะได้กินเพียง "ไข่ขาว" ของสิ่งนั้น ซึ่งบางทีอาจจะต้องกินเปลือกไข่หรือมูลโสโครกที่ติดอยู่ที่เปลือกไข่เข้าไปด้วยกัน ดังนี้แล้วใครจะยู่ในสภาพี่น่าสงสารกว่าใคร ในระหว่าง พ่อ – ลูก สองคนนี้เพื่อตอบปัญหาเกี่ยวกับตัวเราโดยสืบไป

จากหนังสือ "นิทานเรื่องสั้น" เล่าโดย..ท่านพุทธทาสภิกขุ พิมพ์โดย ธรรมสภา

ความเห็นของผู้จัดทำ คนเราส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่ เพราะคนส่วนใหญ่จะคิดว่าถ้ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะมีความสุข แต่ความสุขที่เกิดจากตัณหานั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะลองดูง่ายๆ ก็ได้ว่าคนที่ไม่มีเงินเขาก็คิดว่าถ้ามีเงินแล้วจะมีความสุข เลยต้องพยายามขวนขวายหาเงินมาและบางคนเมื่อหามาได้แล้วก็ไม่กล้าใช้หรือต้องลำบากหาที่เก็บรักษาเพราะกลัวมีคนมาโขมยอีก แต่พอมีเงินแล้วหากถามเขาว่าเขาจะไม่อยากได้เงินอีกแล้วหรือ? คำตอบก็คือไม่ เขายังอยากจะได้เงินเพิ่มขึ้นอีก แม้เขาจะมีเงินมากที่สุดในโลกแล้ว เขาก็ยังไม่หยุดที่จะหาเงินมาเพิ่มอีกโดยไม่เลือกวิธี สรุปก็คือผมคิดว่าความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุสิ่งของใดๆ แต่อยู่ที่ใจเรานี่เอง

กลับไปด้านบนครับ


หลวงพ่อกับเณรจ้อย

        ปีนั้นเป็นปีแรกที่วัฒนธรรมการแจกความสุขปีใหม่ระบาดเข้าไปในเขตวัด หลวงพ่อตะโกนส่งความสุขปีใหม่ให้แก่เณรจ้อยลูกศิษย์ก้นกุฏิเสียงลั่น ในเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ และได้กล่าวคำสวัสดีปีใหม่แก่ทุกคนที่พบหน้ากันในวันนั้น ทั้งพระทั้งเณรและทายกทายิกาทั่วไปหมด
        เณรจ้อยเข้าไปถามท่านในตอนสายว่า หลวงพ่อมีเรื่องที่ต้องปวดเศียรเวียนเหล้าตลอดทั้ง ๆ วัน แล้วหลวงพ่อจะเอาความสุขที่ไหนมาแจกให้แก่พวกเขา ที่พูดนั้นเป็นการกล่าวด้วยใจจริงหือพูดเล่น ๆ
        "ฉันพูดตามธรรมเนียม" หลวงพ่อตอบ
        เณรจ้อยเกิดสงสัยขึ้นมาเป็นกำลังว่า นี่มันธรรมเนียมของพุทธบริษัทหรือธรรมเนียมของใคร? เราไม่เคยพบเห็นในบาลีว่ามีธรรมเนียมอย่างนี้ในครั้งพุทธกาล ทั้งยังขัดต่อหลักของพระพุทธองค์ที่ว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตัว เขาต้องทำกรรมตามที่เขาปรารถนาด้วยตัวเอง สัตว์เช่นอ้ายตูบได้รับความสุขปีใหม่น้อยไปกว่าคนที่ต้องเสียเงินค่าบัตรส่งความสุขกันปีละมาก ๆ ดังนั้นหรือ? "วัฒนธรรมการแจกความสุขนี้" เหมาะกับพุทธบริษัทหรือเปล่า? หลวงพ่อท่านว่า "สวัสดีปีใหม่ - เจ้าจ้อย" ดังนี้ ท่านหมายความว่าอย่างไร? ถ้าท่านไม่ทำดังนั้นแล้ว เราจะมีความสุขน้อยลงไปว่า ปู่ย่าตายายของเราที่ไม่เคยส่งความสุขกันเลยดังนั้นหรือ ๆ ทำไมหลวงพ่อจึงต้อง "ทำตามธรรมเนียม" กับเขาด้วยเล่า? ธรรมเนียมนี้จะนำไปสู่ผลอย่างไรหนอ? ซักถามข้อไหน เท่าไร ๆ หลวงพ่อท่านก็ตอบได้แต่เพียงว่าฉันทำตามธรรมเนียมอยู่นั่นเอง หลวงพ่อท่านมีความทุกข์ร้อนกว่าเรามากมายเป็นประจำวัน ท่านเอาความสุขปีใหม่จากไหนมาแจกกันหนอ? ถ้าพวกเราจะต้องมีความสุขอย่างของท่านแล้ว เราก็ต้องไปนอนที่โรงพยาบาลก่อนท่าน เพราะเรายังไม่มีความอดทนมากเท่ากับท่าน คนก็เป็นโรคจิตกันเพิ่มมากขึ้นเท่า ๆ กับได้มีการพิมพ์บัตรส่งความสุขในโลกเพิ่มมากขึ้น ๆ เราจะไม่ยอมรับธรรมเนียม "แจกความสุขนี้เป็นอันขาดเพราะเรายังคงยึดถือธรรมเนียม "เตือนให้นึกถึงความทุกข์" ในวันขึ้นปีใหม่ แล้วร่วมมือกันกำจัดมันให้สูญสิ้นไปโดยเร็ว โดยไม่ต้องมีการส่งบัตรให้สิ้นเปลือง นอกจากการตะโกนกันบนธรรมาสน์ เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่อไปตามเดิม ถ้ามิฉะนั้นแล้ว เราจะต้องมีอะไรหลายอย่างที่พ่ายแพ้แก่อ้ายตูบมันโดยไม่ต้องสงสัยเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเสียเงินค่า "บัตรแจกความสุข" กันปีละมาก ๆ กับการเพียงแต่บอกป่าวกันให้ระมัดระวังความทุกข์แล้วกำจัดมันเสียให้ได้จริง ๆ นั้น อย่างไหนจะเป็นการบ้าหนักกว่ากัน? หลวงพ่อต้องลำบากเพราะต้องทำตามธรรมเนียม ส่วนเณรจ้อยต้องลำบากเพราะไม่อยากจะทำตามธรรมเนียม สองคนนี้คนไหนจะน่าสงสารยิ่งกว่ากัน

จากหนังสือ "นิทานเรื่องสั้น" เล่าโดย..ท่านพุทธทาสภิกขุ พิมพ์โดย ธรรมสภา

ความเห็นของผู้จัดทำ ผมเข้าใจว่าท่านคงจะอยากให้คนเรานั้นรู้สึกตัวว่าไม่ควรที่จะรอแสดงความรู้สึกให้กันในวันใดวันหนึ่งเท่านั้น เช่น ลูกรอที่จะให้ดอกมะลิในวันแม่เท่านั้นแต่ไม่แสดงให้เห็นว่าตนเองรักแม่เลยตลอดทั้งปี หรือเกลียดกันมาทั้งปีแล้วส่ง ส.ค.ส. ให้ในวันปีใหม่ ฯลฯ แต่ควรที่จะทำสิ่งที่ดี ๆ แก่กันและกันเสมอโดยไม่เลือกวันและเวลา… (และอีกอย่างหนึ่งผมก็รู้สึกว่าที่พระนั้นเสียก็อาจจะมีสาเหตุมาจาการตามใจ, เอาอกเอาใจ, เกรงใจญาติโยมจนไม่อยากขัดใจและในที่สุดก็คือทำผิด ๆ ไป ผมจึงคิดว่าพระนั้นน่าจะมีจุดยืนของตนเองที่จะทำหรือไม่ทำอะไร มิฉะนั้นผลเสียก็จะตามมาอย่างที่เป็นข่าวในทุกวันนี้ครับ)

กลับไปด้านบนครับ

ท่าดี ทีเหลว

        พระอินทร์จอมเทพ ครองราชย์อยู่ในชั้นดาวดึงส์ หน้าที่ของท่านอีกอย่างหนึ่ง คือการลงไปช่วยมนุษย์ผู้ประสบปัญหาชีวิตหนักๆ ในแผ่นดิน เนื่องจากมนุษย์มีปัญหามาก พระอินทร์จึงแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
        วันหนึ่งพระอินทร์ตัดสินใจจะเลิกทำหน้าที่ แต่ก่อนจะเลิกจะต้องไปหาคนมาคนมาดำรงตำแหน่งแทน คนที่จะมาทำหน้าที่แทนได้ จะต้องมีจิตใจสูง มีคุณธรรม เฉพาะอย่างยิ่ง จะต้องไม่มีความโลภ
        พระอินทร์ได้ลงมาสู่โลก แปลงร่างเป็นคนธรรมดาแล้วเข้าไปสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพื่อแสวงหาบุคคลผู้มีจิตใจสูง พระอินทร์ปลอมได้ตรงไปที่มัคคนายกวัดที่เขาเล่าลือกันว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงยิ่งนัก
        เมื่อสนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว พระอินทร์ก็ทดลองโดยเอานิ้วมือขวาชี้ไปที่ก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ทันใดนั้นก้อนหินก็กลายเป็นทองคำธรรมชาติไปทันที พระอินทร์มอบก้อนทองคำนั้นให้มัคคนายกแล้วก็เดินทางจากหมู่บ้านนั้นไป
        ขณะที่พระอินทร์นั่งพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ข้างทาง มัคคนายกก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหา พร้อมด้วยก้อนหินขนาดเขื่องแล้วก็วิงวอนขอให้พระอินทร์ชี้เปลี่ยนให้เป็นทองคำให้แก่ตน พระอินทร์ต้องเดินจากด้วยความผิดหวัง
        พระอินทร์ได้พบกับคนดีอีกหลายคนตามหมู่บ้านต่างๆ และได้เศกหินเป็นทองคำให้แก่ทุกคน แต่ทุกรายก็กลับมาขอก้อนใหญ่กว่าเดิมทั้งสิ้น จนพระอินทร์คิดว่าในโลกนี้คงไม่มีคนทรงคุณธรรมแท้จริงแม้แต่คนเดียว
        ก่อนจะกลับคืนสู่สวรรค์พระอินทร์ได้แวะไปสนทนากับดาบสในอาศรมกลางป่า พระอินทร์ประทับใจในความรู้และคุณธรรมของนักพรตมาก แต่เพื่อเป็นการทดลองท่านจึงเอานิ้วชี้ก้อนหินแล้วยื่นก้อนทองให้
        "อาตมาไม่ต้องการ" ท่านดาบสตอบอย่างไม่ใยดี "อาตมาสละทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว"
        พระอินทร์ดีใจมาก และเริ่มรู้สึกว่าท่านได้มาพบคนที่ต้องการแล้ว แต่เพื่อความแน่ใจ ท่านได้เศกก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นแล้วยื่นถวายพระดาบส แต่พระดาบสก็ปฏิเสธอย่างแข็งขันอย่างเดิม พระอินทร์ได้เศกก้อนหินถวายอีกหลายครั้ง แต่ไม่สามารถจะให้พระดาบสรับได้
        "ถ้าอย่างนั้น ท่านต้องการอะไร ?" พระอินทร์ถามขึ้นด้วยความพอใจ เพราะเชื่อว่าได้พบผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
        พระดาบสอิดเอื้อนอยู่ครู่หนึ่ง ตาจ้องไปที่นิ้วชี้ของพระอินทร์ปลอมแล้วตอบว่า "อาตมาต้องการนิ้วมือของท่าน !"
        พระอินทร์แทบจะหงายหลังด้วยความผิดหวัง แล้วก็กลับคืนสู่สวรรค์โดยไม่หันหลังกลับ

จากหนังสือ "ธรรมหรรษา" โดย ธรรมโฆษ พิมพ์โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

คำอธิบายของผู้เขียน ความเป็นพุทธเป็นสิ่งนามธรรม มองไม่เห็นด้วยตาโดยตรง เป็นเรื่องทางจิตใจ คนบางคนอาจจะแขวนพระเต็มคอ อาจจะไปวัดทุกวันพระ (อาจจะอยู่ในวัดตลอดชีวิต) อาจจะสละเงินทำบุญคราวละมากๆ แต่เขาอาจจะไม่มี "ความเป็นพุทธ" ก็ได้
        เราเห็นจะต้องดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ตอนแรกพระองค์ยังไม่มีความเป็นพุทธะ ต่อมาพระองค์สละฆราวาสวิสัย บำเพ็ญเพียรแบบลองผิดลองถูกอยู่ 6 ปี ในที่สุดก็บรรลุถึงความเป็นพุทธะ เมื่อเป็นพุทธะแล้ว ในด้านร่างกาย พระองค์ยังเป็นอย่างเดิม ยังแก่ เจ็บ ตาย ยังหิว กระหาย เหนื่อย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ แต่ในด้านจิตใจพระองค์ทรงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากไม่รู้ จากมืด เป็นสว่าง, จากสกปรกด้วยกิเลส เป็นสะอาดปราศจากกิเลส, จากเดือดร้อนวุ่นวาย เป็นสงบ สุข เย็น, จากเห็นแก่ตัว เป็นสงสาร เห็นใจผู้อื่น
        เพราะฉะนั้นอาจสรุปได้ว่า ความเป็นพุทธที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจและจิตใจที่เป็นพุทธต้องสว่าง สะอาด สงบ และสงสารเห็นใจผู้อื่น สิ่งอื่นนอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของ พิธีกรรม แบบการครองชีพพิเศษ นุ่งขาวห่มขาว ทานข้าวมื้อเดียว ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเครื่องหมายภายนอกเท่านั้น

กลับไปด้านบนครับ

สำคัญที่ใจ

        มีโยคีคนหนึ่งตั้งอาศรมอยู่ริมถนนนอกเมืองแห่งหนึ่ง โยคีเป็นผู้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม สวดมนต์ภาวนาเช้าเย็น สอนและให้พรแก่ประชาชน มีคนนับถือมาก
        ณ ริมถนนด้านตรงกันข้ามกับอาศรมของโยคี มีสำนักโสเภณีอยู่แห่งหนึ่ง มีหญิงโสเภณีคนหนึ่งอยู่ประจำ คอยให้บริการทางเพศแก่ประชาชน เธอก็มีคนมาใช้บริการทางเพศมากพอๆ กับที่มาใช้บริการทางธรรมของท่านโยคี มีหลายคนที่ไปรับบริการทั้งทางโลกทางธรรมในคราวเดียวกัน
        ต่อมาวันหนึ่ง เหตุร้ายที่ไม่นึกไม่ฝันก็เกิดขึ้น กล่าวคือทั้งโยคีและโสเภณีประสบอุปัทวเหตุตายลงพร้อมกัน วิญญาณของทั้ง 2 จึงถูกยมฑูตนำไปสู่ยมโลกเพื่อฟังคำพิพากษา
        ยมบาลเปิดดูสมุดประวัติของทั้ง 2 คนแล้วชี้มือไปที่โยคีแล้วกล่าวว่า "ท่านโยคี ท่านต้องลงนรก ส่วนโสเภณีต้องขึ้นสวรรค์"
        ท่านโยคีตกตะลึงและตกใจต่อคำพิพากษาที่แสนประหลาด ทานกล่าวประท้วงว่า "ท่านยมพบาลคงจะเข้าใจผิดไปเสียแล้ว อย่าลืมนะว่าอาตมาเป็นโยคีทำความดีมาตลอด จึงควรจะได้ขึ้นสวรรค์ โสเภณีซิที่เป็นคนที่ชั่วช้าต่ำทราม ควรจะลงนรก กรุณาตรวจสอบบันทึกประวัติให้ถี่ถ้วนหน่อย"
        ยมพบาลตรวจดูหลักฐานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนยันว่า "ผมตรวจดูหลักฐานถี่ถ้วนแล้ว บ่งชัดว่าท่านต้องลงนรก โสเภณีต้องขึ้นสวรรค์"
        "เพราะเหตุไรล่ะ ท่านยมพบาล" ท่านโยคีถามอย่างงงๆ
        "ก็เพราหลักฐานมันบอกว่า เทื่อท่านเป็นโยคีอยู่ในโลกมนุษย์นั้น ตัวท่านอยู่อาศรมก็จริง แต่จิตใจของท่านข้ามถนนไปอยู่กับโสเภณีตลอดเวลา ส่วนโสเภณีนั้น เลื่อมใสศรัทธาในท่านอย่างบริสุทธิ์ใจ ยกมือประนมไหว้มาทางอาศรมของท่านทุกเช้าเย็น เมื่อได้ยินเสียงท่านสวดมนต์ เธอถึงกับน้ำตาไหลด้วยความเลื่อมใสศรัทธา เพราะฉะนั้นเธอต้องขึ้นสวรรค์"
        ในที่สุดโยคีก็ถูกซัดลงไปในนรก ส่วนโสเภณีก็ลอยละลิ่วขึ้นสู่สวรรค์

จากหนังสือ "ธรรมหรรษา" โดย ธรรมโฆษ พิมพ์โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

ความเห็นของผู้จัดทำ เมื่อผมได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้วทำให้ผมมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่า คนที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แล้วย่อมได้รับผลดี และเช่นกันคนที่ไม่ทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ย่อมจะไดัรับผลของสิ่งที่ตนทำแน่นอนไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร เป็นพระหรือเป็นคฤหัสถ์ ก็ย่อมจะได้รับผลของกรรมที่ตนทำเหมือนๆกัน (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วครับ)

กลับไปด้านบนครับ

ใจกับการกระทำ

        นานมาแล้วมีพระสองรูปเดินทางรอนแรมมาไกในฤดูฝน ระหว่างทางพระทั้งสองเห็นหญิงสาวนางหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ริมทางน้ำท่าม ดรุณีนางนั้นแต่งกายสวยงามยิ่ง นางรีรอริมทางไม่ข้าม ด้วยกลัวโคลนตมจะแปดเปื้อนเสื้อผ้า พระรูปแรกเดนเข้าไปหานาง กล่าวว่า "ขอให้เราช่วยเถิด" ว่าแล้วก็อุ้มร่างของหญิงสาวผู้นั้นลุยข้ามทางโคลนเส้นนั้น ท่ามกลางความไม่เชื่อสายตาของเพื่อพระที่เดินทางมาด้วยกัน แต่เงียบเฉยและไม่กล้าพูดอะไรออกมา
        เมื่อทั้งคู่เดินทางต่อไปจนถึงวัดที่พำนักก็เป็นเวลาค่ำแล้ว ในที่สุดเมื่ออดรนทนไม่ไหวต่อไป พระรูปที่สองก็เอ่ยขึ้นว่า
        "คุณคิดว่ามันเป็นการถูกต้องแล้วหรือที่ทำเรื่องเช่นนั้นเมื่อเช้านี้ ผู้หญิงน่ะเป็นอันตรายต่อความเป็นพระของเราอย่างที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่สวยและสาวอย่างนั้น"
        พระรูปแรกตอบ "ผมปล่อยวางผู้หญิงคนนั้นไว้ที่ริมทางแล้ว คุณยังอุ้มเธออยู่อีกหรือ"

จากหนังสือ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" โดย วินทร์ เลียววารินทร์ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ 113

ความเห็นของผู้จัดทำ เรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่มักจะตัดสินคนจากสิ่งที่เห็นภายนอกเสมอ บางคนก็ยกย่องคนชั่วที่มีอิทธิพลอำนาจในบ้านเมืองคอยเอาอกเอาใจยกยอปอปั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา แม้จะรู้ว่าเบื้องหลังเขาจะเป็นคนชั่วอย่างไรก็ตาม บางคนก็ตัดสินคนที่กระทำอะไรก็ตามที่ไม่ถูกใจตนเองว่าต้องผิดโดยไม่อาศัยเหตุผลหลาย ๆ อย่างมาช่วยประกอบการตัดสินใจว่าถูกหรือผิดกันแน่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคุณธรรมที่อยู่ในใจของผู้ที่ทำ, ผู้ที่เห็น และผู้ที่วิจารณ์การกระทำนั้นด้วยนะครับ

กลับไปด้านบนครับ

มีค่าอยู่ในสิ่งไร้ค่า

        มีชายแก่ฐานะร่ำรวยชั้นเจ้าสัวคนหนึ่งไปเบิกเงินถอนเงินเป็นจำนวนล้าน ๆ เป็นประจำ ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง แต่เวลาเซ็นชื่อในเอกสารฝากถอนเงิน เขาเซ็นชื่อด้วยการขีดเครื่องหมายกากบาทแทน เมื่อสอบถามดูจึงรู้ความจริงว่าเจ้าสัวของเราเขียน – อ่านหนังสือไม่ได้ เพราะไม่เคยเข้าโรงเรียนเลย
        ท่านเคยเล่าให้ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ธนาคารฟังว่า เมื่อตอนเป็นเด็กหนุ่ม ทางเทศบาลเปิดรับพนักงานเฝ้าส้วมท่านไม่มีงานทำจึงไปสมัครกับเขา ตอนสัมภาษน์เจ้าหน้าที่ได้ถามเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาของเขาว่าจบชั้นอะไรมา เขาตอบว่าไม่ได้จบชั้นไหนมาเลยเพราะไม่ได้เข้าโรงเรียน อ่านหนังสือก็ไม่ออก เขียนก็ไม่เป็น ในที่สุดเขาก็รับคนอ่านเขียนได้เข้าทำงานไป
        ต่อมาท่านได้พากเพียรพยายามทำงานมาทุกชนิด ตั้งแต่รับจ้างทั่วไปจนกระทั่งถีบสามล้อ ตั้งใจประหยัดและเก็บหอมรอมริบ เมื่อมีทุนพอสมควรก็ไปลงทุนค้าขาย กิจการเจริญมาโดยลำดับจนได้เป็นเจ้าของบริษัทหลายบริษัทในปัจจุบัน
        เมื่อได้ฟังแล้วพนักงานธนาคารคนหนึ่งเกิดความประทับใจมาก จึงกล่าวออกมาว่า "แหม ขนาดท่านไม่รู้หนังสือ อ่านเขียนไม่ได้ ยังได้เป็นเจ้าสัว ถ้าท่านอ่านหนังสือเขียนหนังสือได้ ท่านจะเป็นอะไร?"
        "ผมก็คงเป็นคนเฝ้าส้วม" เจ้าสัวตอบอย่างมั่นใจ

จากหนังสือ "ธรรมหรรษา" โดย ธรรมโฆษ พิมพ์โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

ความเห็นของผู้จัดทำ คนหลายคนมักจะโทษโชคชะตาอยู่เสมอเมื่อตนไม่ได้ ไม่มี ไม่เป็นอะไรในอย่างที่ตนเองหวัง แต่ถ้าลองคิดถึงคนที่เขาเกิดมามีพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่างแต่ไม่รู้จักรักษาทรัพย์สมบัติของตนเองไว้หรือหามาเพิ่มได้ เราก็คงจะเข้าใจว่าความล้มเหลวและความสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่างนั้นย่อมจะมาจากตัวเราเองทั้งนั้น นี่แหละครับผมถึงเชื่อมั่นพุทธภาษิตที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน" ไม่มีใครหรือพระเจ้าองค์ใดบันดาลให้เราได้

กลับไปด้านบนครับ

ทำดีให้ถูกที่ถูกคน

         แม่ของป๋องสอนป๋องเสมอว่า ความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี คนเราเมื่อโกรธขึ้นมาแล้วจะไม่มีเหตุผล อาจจะเผลอทำความเสียหายร้ายแรงได้ เช่นบางคนโกรธขึ้นมาแล้วถึงกับฆ่าสามรภรรยาของตัวเอง พอความโกรธหายไปจึงสำนึกผิด เสียอกเสียใจ ถึงเสียใจก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะสามีภรรยาตายไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาโกรธขึ้นมาให้พยายามระงับจิตใจโดยการนับในใจช้า ๆ ตั้งแต่ 1 ถึง 20 ขณะที่นับอยู่นั้นอย่าเผลอทำอะไรออกไปเป็นอันขาด พอนับถึง 20 แล้ว ความโกรธจะลดลง เพราะความโกรธมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและหายไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
        ฝ่ายเด็กชายป๋อง เมื่อได้ฟังโอวาทของแม่ก็พยายามระงับจิตใจ ทั้ง ๆ ที่ปกติเป็นคนโมโหร้าย มักจะมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียนเสมอ
        แต่แล้วเย็นวันหนึ่ง แม่ก็ต้องประหลาดใจและเสียใจที่เห็นลูกกลับบ้านพร้อมด้วยหน้าตาบวมปูด แสดงว่าถูกเขาชกต่อยมา
        "เป็นอะไรไปอีกล่ะลูก" แม่พูดด้วยหน้าตาวิตกกังวล "ไปมีเรื่องกับเพื่อน ๆ มาอีกล่ะสินี่ ก็แม่บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าไปทะเลาะกับใคร ลูกไปมีเรื่องกับใคร ถูกใครชกเอาล่ะลูก?"
        "ถูกไอ้ตั้มชกเอา" ป๋องตอบพลางกัดฟัน
        "ลูกไม่ได้นับ 1 ถึง 20 ดอกหรือเวลาที่มีเรื่องกันน่ะ" แม่ถามพลางลูบหน้าตาลูกด้วยความเป็นห่วง
        "นับ ก็เพราะมัวนับ 1 ถึง 20 น่ะซีจึงเจ็บตัว"
        "ทำไมล่ะลูก?"
        "ก็เพราะแม่ไอ้ตั้มสอนให้ไอ้ตั้มนับ 1 ถึง 10 เท่านั้น พอนับเสร็จมันก็เล่นงานป๋องทันที กว่าป๋องจะนับถึง 20 มันก็เผ่นไปถึงไหนเสียแล้ว"

จากหนังสือ "ธรรมหรรษา" โดย ธรรมโฆษ พิมพ์โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

ความเห็นของผู้จัดทำ ผมไม่รู้ว่าท่านจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้อ่านเรื่องนี้ แต่ถ้าผมเป็นพ่อแม่ของป๋อง ผมจะรู้สึกภูมิใจที่ป๋องพยายามทำตามคำแนะนำของแม่อย่างเคร่งครัดถึงแม้จะต้องโดนต่อยก็ไม่ฝ่าฝืน เพราะหากป๋องตอบโต้แล้วป๋องก็คงจะเจ็บตัวยิ่งไปกว่านี้เสียอีก และไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเมื่อไปตอบโต้เขา แต่หากจะพูดถึงทางแก้หรือทางออกในเรื่องนี้ละก็ ป๋องก็ควรที่จะพยายามอยู่ให้ห่างไกลจากเพื่อนที่นิสัยไม่ดีอย่างนี้ (รวมทั้งเพื่อนที่ชอบชักชวนเราไปเสพยาหรือทำเรื่องเสื่อมเสียอื่น ๆ ซึ่งผมคิดว่าเพื่อนแบบนี้ไม่ใช่เพื่อนที่น่าคบหรอกนะครับ) คงจะดีกว่าการไปหาวิธีตอบโต้ ก็คงเหมือนกับมงคลข้อที่ว่า "การไม่คบคนพาล เป็นมงคลอันสูงสุด" ครับ

กลับไปด้านบนครับ

ศิลปะการดูหมอ

        มีเรื่องเล่าว่า ในเมืองจีนโบราณ มีหมอดูลัทธิเต๋าผู้มีชื่อเสียงอยู่คนหนึ่ง วันหนึ่งมีชายหนุ่ม 3 คนที่เพิ่งสอบเข้ารับราชการเสร็จใหม่ ๆ มาดูหมอ เพราะอยากทราบว่าจะสอบได้หรือไม่
        หมอดูไม่ได้ตอบโดยตรง แต่ยกนิ้วชี้นิ้วเดียวขึ้นแล้วนั่งนิ่งเฉยอยู่ แม้จะถูกชายหนุ่มทั้งสามถามความหมายก็ไม่ยอมตอบ ยิ่งกว่านั้นยังอ้างฟ้าอ้างดินมาขับไล่ไสส่งเสียอีก จนชายหนุ่มทั้ง 3 ต้องจากไป
        เมื่อชายหนุ่มทั้ง 3 จากไปแล้ว ศิษย์ก้นกุฏิที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา ได้ถามขึ้นว่า "อาจารย์ครับการที่อาจารย์ยกนิ้วชี้ขึ้นนิ้วเดียวนั้น หมายความว่า เขาจะสอบได้เพียงคนเดียวใช่ไหมครับ
        "ถูกแล้ว" อาจารย์ตอบ
        "แต่ถ้าเขาสอบได้สองคนล่ะครับ?"
        "ถ้าเขาสอบได้สองคน ก็หมายความว่าเขาสอบตก 1 คน"
        "ถ้าเขาสอบได้ทั้ง 3 คนล่ะครับ?"
        "ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า เขาทั้ง 3 สอบได้พร้อมกันคราวเดียว"
        "ถ้าเขาสอบตกทั้ง 3 คนละครับ?"
        "ก็หมายความว่า เขาสอบตกพร้อมกันคราวเดียว!"
        เป็นอันว่านิ้วเดียวนั้นทายได้ทุกอย่าง

จากหนังสือ "ธรรมหรรษา" โดย ธรรมโฆษ พิมพ์โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

ความเห็นของผู้จัดทำ การดูหมอผมว่ามันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากเราได้ฟังคำทำนายที่ดีก็จะทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำต่อไป แต่หากได้ฟังคำทำนายดีแล้วกลับงอมืองอเท้ารอคอยวาสนามันก็คงไม่ดีแน่ และก็เช่นเดียวกันหากได้ฟังผลทำนายที่ไม่ดีแล้วกลับอ่อนอกอ่อนใจเลิกล้มความคิดที่จะทำอะไรดี ๆ ต่อไปก็คงไม่ดีแน่สู้ไม่ไปดูหมอเสียดีกว่า แต่หากบางคนได้ฟังคำทำนายอะไรที่ไม่ดีแล้วพยายามที่จะเอาชนะโชคชะตาที่เขาทำนายมาและไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจ(อย่างน้อยก็พิสูจน์ว่าหมอดูแม่นจริงหรือเปล่า) ผมว่าเขาอาจจะพบความสำเร็จได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ผมมั่นใจว่าอนาคตนั้นคนเป็นผู้ลิขิตด้วยตนเองครับ

กลับไปด้านบนครับ

ตนแท้ – ตนเทียม

        มีนายทหารยศนายสิบเอกนายหนึ่ง เป็นสิบเอกมาจนแก่แต่ไม่ได้เลื่อนชั้นสักที ตัวอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางความก้าวหน้าของเขาก็คือ ความเป็นคนขี้เมาของเขาเอง เขาเป็นนักดื่มชนิดหัวราน้ำ เมาเช้าเมาเย็น เงินเดือนที่ได้รับมา ก็แทบจะหายไปในขวดเหล้าหมด บุตรภรรยาของเขามีความเป็นอยู่อย่างอัตคัดขัดสนเต็มที
        ผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของเขาซึ่งมียศเป็นร้อยเอกเมื่อได้เห็นพฤติกรรมของเขาเองและสภาพครอบครัวของเขาแล้วก็เกิดความสงสารอย่างจับใจ เขานำเอาเรื่องนี้ไปคิดอยู่หลายวัน ในที่สุดก็ตัดสินใจที่ช่วยเหลือสิบเอกขี้เมาและครอบครัวของเขา
        วันหนึ่ง นายร้อยเอกได้เรียกสิบเอกเข้ามาพบเป็นการส่วนตัว แล้วก็พูดว่า "นี่หมู่! ผมเห็นหมู่ดักดานอยู่กับยศสิบเอกมานับสิบ ๆ ปี ก็รู้สึกสงสาร จึงคิดตัดสินใจจะช่วยหมู่ ผมจะพยายามหาทางให้หมู่ได้เลื่อนยศสูงขึ้น ถ้าโชคดีอาจจะได้ถึงขั้นนายร้อยตรีเสียด้วยซ้ำ แต่ผมใคร่จะขอร้องหมู่อะไรสักอย่างจะได้ไหม?"
        "ขอร้องอะไรครับ ผู้กอง" สิบเอกถามอย่างงง ๆ
        "ขอร้องให้หมู่เลิกดื่มเหล้าเสีย"
        นายสิบยิ้มแหย ๆ แล้วตอบว่า "ไม่ต้องหรอกครับ ผู้กอง ผมขอขอบคุณที่จะช่วยผม แต่ยศนายร้อยตรีอะไรนั่นผมไม่สนใจหรอกครับ แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว"
        นายร้อยเอกมองดูเขาด้วยท่าทางงง ๆ แล้วถามด้วยเสียงค่อนข้างดังว่า "คุณหมายความว่า คุณไม่อยากเป็นนายทหารยศร้อยตรีใช่ไหม?"
        "ใช่ครับ" นายสิบตอบอย่างหนักแน่น
        "ทำไมล่ะ?" นายร้อยเลิกคิ้วถาม
        "เพราะเวลานี้ ทุกครั้งที่ผมเมาได้ที่แล้ว ผมจะรู้สึกว่าผมเป็นนายพันเอกทุกที!"

จากหนังสือ "ธรรมหรรษา" โดย ธรรมโฆษ พิมพ์โดย มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา

ความเห็นของผู้จัดทำ ก็อย่างชื่อเรื่องนั่นแหละครับ ผมคิดว่าคนเราไปมัวแต่ยึดกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับการดำรงชีวิตให้มีความสุขเท่าไร แต่กลับไปหลงไหลได้ปลื้มกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เมื่อคืนผมดูดาราคนหนึ่งบอกว่า "เสื้อผ้าที่เป็นแบรนด์ถึงมีราคาแพงแต่ก็ใช้ได้เป็น 10 ปี" ผมก็อยากจะแย้งว่าเขาซื้อชุดเดียวเท่านั้นหรือ? แล้วใช้บ่อยหรือเปล่า บางทีเดือนจะใช้สักครั้งหรือไม่ก็ซื้อมาทิ้งไว้เล่นโก้ ๆ เท่านั้น ผมอาจจะพูดแรงไปหน่อย แต่ผมรู้สึกว่าการหลงผิดของนายสิบผู้นี้ก็ดี หรือการหลงไปกับสิ่งต่าง ๆ ตาม ๆ กันก็ดี มันก็จะนำมาแต่ความทุกข์ ซึ่งมันอาจจะเป็น "อวิชชา" อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าก็ได้ ? เห็นด้วยไหมครับ

กลับไปด้านบนครับ