|
หอสมุดไฮเทคแห่งนครซานฟรานซิสโก
โดย
นายวิญญู วานิชศิริโรจน์
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Arch&Idea ปีที่1(5)ฉบับที่2(57) กรกฎาคม-สิงหาคม 2541
บทนำ
อาคารหอสมุดแห่งนครซานฟรานซิสโก
(San Francisco Main Public Library) เป็นโครงการตัวอย่างที่แสดงถึงความร่วมมือ
และประสานงานได้เป็นอย่างดีระหว่างทีมงานออกแบบในทุกสาขา รวมทั้งแสดงถึงการที่ผู้ร่วมงานทุกฝ่ายให้ความเคารพในหน้าที่และความรับผิดชอบของงานวิชาชีพส่วนอื่นโดยสามารถนำข้อจำกัดที่เกิดขึ้นมาแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพแนวความคิดในการทำงานและผลสำเร็จของการออกแบบโครงการนี้ตามความเห็นข้างต้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
จะขอยกตัวอย่างวิธีการและขั้นตอนการออกแบบระบบอาคารนี้สี่ระบบ คือ ระบบเครือข่ายสื่อสาร,
ระบบควบคุมคุณภาพแสงสว่าง, ระบบควบคุมควันไฟ และระบบป้องกันแผ่นดินไหว โดยแต่ละระบบมีรายละเอียดดังนี้

รูปที่ 1 แสดงด้านหน้าของอาคารหอสมุดสาธารณะนครซานฟรานซิสโก

รูปที่
2 แสดงรูปตัด/แปลนชั้น3/แปลนชั้นล่างของหอสมุดสาธารณะนครซานฟรานซิสโก
คำอธิบายแบบ 1.ส่วนบริการห้องสมุด
2.ส่วนบริการของคนหูหนวก 3.ทางเข้าจากถนนใหญ่ 4.ที่เก็บหนังสือ 5.ห้องประชุม 6.ส่วนค้นหาข้อมูล
7.โต๊ะเอกสารอ้างอิง 8.เอเทรียม 9.บริเวณอ่านหนังสือเฉพาะ 10.ส่วนคืนหนังสือ 11.ที่จอดรถจักรยาน
12.ศูนย์วิชาชีพ 13.โสตทัศน์ศึกษา 14.เอกสารทางธุรกิจและเทคโนโลยี 15.ห้องอ่านหนังสือ
16.ศูนย์ศิลปะ 17.ห้องสมุดดนตรี 18.หนังสือเด็ก 19.ที่อ่านหนังสือ 20.ที่อ่านหนังสือศิลปะและดนตรี
21.ศูนย์สารสนเทศของรัฐ 22.สะพาน 23.ที่อ่านหนังสือ ด้านมนุษย์ศาสตร์ 24.ส่วนอ่านหนังสือเทคโนโลยี/ธุรกิจ
25.ห้องอ่านหนังสือ 26.ส่วนเก็บเอกสาร
ระบบเครือข่ายสื่อสาร
ในปัจจุบันวงการบรรณารักษ์ศาสตร์ได้ยกระดับวิธีการค้นหาข้อมูลบนฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์มีความสำคัญเทียบเท่ากับการค้นหาข้อมูลจากเอกสารในระบบเดิม
ส่งผลให้การติดตั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหอสมุดแห่งนี้เป็นระบบที่มีความสำคัญและได้รับงบประมาณเป็นมูลค่าที่สูง
อาคารหลังนี้ได้ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการค้นหาข้อมูลบัตรห้องสมุด
หรือ OPAC (On-line Public Access Catalog) เป็นจำนวนถึง 125 จุด ผู้มาใช้บริการสามารถหาข้อมูลของห้องสมุดจากอุปกรณ์ดังกล่าวได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
โดยคอมพิวเตอร์ในกลุ่มนี้จำนวน 20 เครื่องสามารถใช้งานร่วมกับระบบอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย
นอกจากนี้ได้ติดตั้งจุดสัญญาณบริเวณตั้งโต๊ะอ่านหนังสือทั่วไปมากกว่า 300 จุด สำหรับผู้ใช้บริการห้องสมุดสามารถนำคอมพิวเตอร์แบบพกพกของตนเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดอีกด้วย
.

รูปที่ 3 คอมพิวเตอร์สำหรับค้นหาข้อมูลบัตรห้องสมุด หรือ
OPAC (On Line Public Access Catalog) ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์กลาง
เครื่องคอมพิวเตอร์หลักของห้องสมุดนี้ตั้งอยู่บริเวณชั้น
5 โดยได้เชื่อมต่อสายสัญญาณจากบริเวณนี้ไปสู่ส่วนต่างๆของอาคาร ด้วยสัญญาหลักแบบสายใยแก้วนำแสง
(Fiber-optic Cables) ส่วนสายสัญญาณ ย่อยเป็นสายสัญญาณแบบทองแดง
กุญแจสำคัญที่ทำให้ระบบเครือข่ายสัญญาณคอมพิวเตอร์ของโครงการนี้ประสพความสำเร็จเป็นอย่างมากเพราะระบบทั้งหมดได้รับการออกแบบโดยใช้แนวความคิดหลักคือความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงสุด
ผู้ออกแบบระบบนี้เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีทางการสื่อสารจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังจากที่อาคารนี้ออกแล้วเสร็จในปี
พ.ศ. 2532 ดังนั้นแทนที่วิศวกรระบบจะออกแบบเครือข่ายสื่อสาร โดยใช้ระบบสายสัญญาณของเทคโนโลยีสมัยนั้น
พวกเขาได้ออกแบบให้อาคารมีรางและท่อสำหรับร้อยสายสัญญาณขนาดใหญ่แทน ด้วยวิธีการนี้เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป
ผู้ใช้งานเพียงแค่เดินสายสัญญาณเพิ่มบนท่อหรือรางที่เตรียมไว้ก็จะสามารถใช้ระบบการสื่อสารที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้นได้ในทันที
ในการนำระบบสื่อสารคอมพิวเตอร์มาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
สถาปนิกโครงการจึงต้องออกแบบเฟอร์นิเจอร์สำหรับการใช้งานของอาคารนี้เป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่มีในท้องตลาดไม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างเต็มที่
โดยโต๊ะอ่านหนังสือแบบใหม่นี้จะมีปลั๊กสำหรับเชื่อมจุดสัญญาณ พร้อมจุดไฟฟ้ากำลัง
เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้งานที่นำคอมพิวเตอร์พกพกส่วนบุคคลของตนมาต่อเข้ากับระบบข้อมูลของห้องสมุดได้ในทันที
ระบบควบคุมคุณภาพแสงสว่าง
หัวใจอย่างหนึ่งในการให้บริการผู้ใช้งานของห้องสมุดคือ
การมีแสงสว่างที่เพียงพอสำหรับการอ่านหนังสือ วิธีการที่ทำกันในอดีตนั้น ผู้ออกแบบจะออกแบบให้มีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่สว่างเพียงพอโดยต้องเปิดไว้ตลอดเวลา
ทำให้สิ้นเปลืองหลังงานโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะบริเวณที่นั่งอ่านหนังสือริมหน้าต่างนั้นสามารถได้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติภายนอก
แต่มักไม่ค่อยมีใครคำนึงถึงในเรื่องนี้นัก
อาคารหลังนี้ได้ติดตั้งระบบควบคุมการใช้พลังงานซึ่งจะลดแสงสว่างที่บริเวณโต๊ะอ่านหนังสือ
ถ้าแสงธรรมชาติภายนอกมีปริมาณมากพอ ระบบนี้ยังสามารถปรับม่านกันแดดให้เหมาะสมกับปริมาณแสงสว่างที่จะส่องเข้ามาภายในอาคารอีกด้วย
ระบบควบคุมคุณภาพแสงสว่างนี้เป็นระบบอัตโนมัติควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์
โดยระบบจะได้รับข้อมูลปริมาณความเข้มของแสงธรรมชาติจากตัวจับสัญญาณที่ติดตั้งอยู่ทั่วไปในอาคาร
และส่งสัญญาณดังกล่าวไปยังระบบควบคุมหลักของอาคาร ในอนาคตห้องสมุดมีโครงการขยายขีดความสามารถของระบบนี้ให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆเพิ่มขึ้น
เพื่อลดการใช้พลังงานของอาคารลงให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ระบบควบคุมควันไฟ
มาตรฐานขององค์กรป้องกันเพลิงไหม้แห่งชาติหรือ
National Fire Protection Association (NFPA) ที่คณะผู้ออกแบบใช้เป็นหลักในการออกแบบระบบป้องกันเพลิงไหม้ของอาคารนี้
มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมควันที่เกิดจากไฟไหม้ที่ละเอียดและเข้มงวดเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นส่วนเปิดโล่งภายในอาคารหรือเอเทรียมจะมีข้อกำหนดเป็นกรณีพิเศษ

รูปที่ 4 รูปถ่ายแสดงส่วนเอเทรียมกลางรูปวง กลมของอาคารหลังนี้

รูปที่ 5 รูปถ่ายแสดงเอเทรียมแนวยาวด้านข้าง ของอาคาร
อาคารหลังนี้มีส่วนที่เป็นเอเทรียมอยู่สองบริเวณ
คือเอเทรียมรูปกลมกลางอาคารและเอเทรียมแนวยาวบริเวณริมอาคาร เอเทรียมที่สถาปนิกได้ออกแบบไว้
มีรูปแบบที่ไม่เอื้อต่อการระบายควันไฟหลายประการคือ เอเทรียมที่กลางอาคารนั้นมีส่วนของห้องอ่านหนังสือและชานพักบันไดยื่นเข้าไปภายใน
ส่วนเอเทรียมรูปแนวยาว จะมีสะพานคั่นอยู่เป็นระยะๆ ทำให้ขณะที่เกิดไฟไหม้ ควันไฟจะลามเลียอยู่บริเวณท้องพื้นของส่วนยื่นนี้
ไม่สามารถพุ่งขึ้นไปยังยอดอาคารโดยตรง นอกจากนั้น เอเทรียมรูปแนวยาวมีความกว้างเพียง
4.50 เมตร ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ว่าเอเทรียมที่สามารถระบายควันได้ดีควรมีความกว้างไม่ต่ำกว่า
9.00 เมตร

รูปที่ 6 แปลนของส่วนเอเทรียมกลาง
คำอธิบายแบบ
1.ตระแกรงเหล็กแสตนเลต
2.กระจกใสลามิเนต หนา 9/16นิ้ว 3.กรอบอลูมิเนียมเคลือบสี 4.ทางเดินคอนกรีต 5.แผ่นเหล็กเปิดได้
6.รางสำหรับอุปกรณ์ล้างกระจก 7.ทับหลังอลูมิเนียม 8.กระจกฝ้าลามิเนตหนา 9/16นิ้ว

รูปที่ 7 รูปตัดแสดงยอดของส่วนเอเทรียมแนวยาวด้านข้างอาคาร
คำอธิบายภาพ 1.ตระแกรงตกแต่ง
2.เกล็ดติดตาย 3.เดมเปอร์ 4.พัดลมดูดอากาศขนาด 3 ฟุต 5.แผ่นโลหะและวัสดุกันความร้อน
6.วัสดุกันเสียง 7.วัสดุกันความร้อน 8.ไม้อัด 9.สักหลาด 10.วัสดุกันซึม 11.หลังคาทองแดง
12.รางสำหรับอุปกรณ์ล้างกระจก 13.หัวจ่ายน้ำดับเพลิง 14.หลังคากระจก
เพื่อแก้ปัญหานี้
วิศวกรงานระบบได้เพิ่มขนาดของพัดลมสำหรับดูดควันมากกว่าที่ควรใช้ตามปรกติถึง 6
เท่า และในการเลือกขนาดพัดลมและรูปแบบของใบพัดนั้น ผู้ออกแบบเลือกใช้พัดลมขนาดใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
3 ฟุต และลักษณะของใบพัดเป็นแบบที่มีช่องว่างระหว่างใบมากเป็นพิเศษ โดยมีเหตุผลว่า
ในกรณีที่เกิดไฟไหม้ขึ้น แม้ว่าพัดลมดูดควันไม่ทำงานเนื่องจากไฟฟ้าดับหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินไม่ทำงานก็ตาม
ช่องว่างระหว่างใบพัดของพัดลมที่มีขนาดใหญ่สามารถปล่อยให้ควันไฟระบายออกได้โดยธรรมชาติ

รูปที่ 8 รูปตัดแสดงการแก้ปัญหาควันไฟที่เกิดจากไฟไหม้บริเวณใต้เอเทรียมกลาง

รูปที่ 9 รูปตัดแสดงการแก้ปัญหาควันไฟที่เกิดจากไฟไหม้ในพื้นที่ชั้นอื่นๆ
คำอธิบาย 1.พัดลมอัดอากาศเข้าสู่เอเทรียมกลางเพื่อดันควันออกจากตัวอาคาร
2.พัดลมอัดอากาศเข้าสู่ส่วนห้องบันได 3.เดมเปอร์ที่เปิดเพื่อนำอากาศจากภายนอกเข้าสู่ภายใน
4.เดมเปอร์ 5.พัดลมอัดอากาศ 6.เครื่องอัดอากาศของบันไดหนีไฟ 7.การควบคุมเป็นแบบอัตโนมัติแต่สามารถเปลี่ยนกลับมาควบคุมด้วยมือได้
8.เดมเปอร์ ของลมกลับส่วนสำนักงานจะปิดเพื่อป้องกันไม่ให้ควันไหลเข้ามาภายในท่อลม
9.พื้นที่ส่วนที่ใช้เป็นลมกลับของระบบปรับอากาศ 10.พัดลดดูดควันออก 11.จุดที่อากาศภายนอกถูกดูดเข้ามาในอาคาร
12.พัดลมดูดควันของห้องบันได 13.พัดลมดูดควันแบบเสี้ยววงกลม
ระบบดูดควันนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีประโยชน์ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
ผู้ออกแบบยังได้ให้ระบบนี้มีการใช้งานในยามปกติอีกด้วย โดยระบบจะดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาเพื่อระบายความร้อนภายในอาคารถ้าอุณหภูมิของอากาศภายนอกต่ำกว่าภายใน
ทำให้ประหยัดการใช้ระบบปรับอากาศได้ถึงหกเดือนในหนึ่งปีทีเดียว การควบคุมปริมาณลมเข้า-ออกของอาคารนั้นถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์
ซึ่งรับข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจจับที่ติดตั้งอยู่ในท่อลม นอกจากนั้นการที่ใช้งานระบบดูดควันไฟในเวลาปรกติทำให้ผู้บริหารอาคารแน่ใจได้ว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
อุปกรณ์ต่างๆที่เตรียมไว้ สามารถทำงานได้อย่างแน่นอนอีกด้วย
เพื่อให้แน่ใจว่าระบบที่สร้างขึ้นนี้จะสามารถทำงานตามที่กำหนดไว้
ในช่วงของการออกแบบผู้ออกแบบได้ทดสอบระบบทั้งหมดในอุโมงค์ลม โดยได้ทดลองกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทุกกรณี
ผลการทดสอบพบว่า ระบบทั้งหมดสามารถทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ได้เป็นอย่างดี
ระบบป้องกันแผ่นดินไหว
อาคารหลังนี้ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่อาจเกิดแผ่นดินไหวเป็นประจำ
จากข้อมูลในอดีตพบว่ารัฐแคลิฟอร์เนียเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ตามมาตราวัดแผ่นดินไหวในปี
พ.ศ. 2532 และขนาด 6.7ในปี พ.ศ.2537 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาจึงได้ประกาศใช้กฎหมายบังคับให้อาคารที่ตั้งอยู่ในรัฐนี้ต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรงสามารถต้านแรงแผ่นดินไหวได้
อาคารหอสมุดแห่งนี้ได้รับการออกแบบโครงสร้างเสร็จก่อนกฏหมายฉบับนี้จะประกาศใช้
ทำให้ต้องมีการแก้ไขและปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นไปตามข้อบัญญัติของกฏหมายใหม่ วิศวกรโครงสร้างในขณะนั้น
มีทางเลือกอยู่สองวิธีคือ
วิธีแรก จะต้องออกแบบโครงสร้างอาคารใหม่ทั้งหมด
โดยเพิ่มขนาดและจำนวนเหล็กโครงสร้าง รวมทั้ง ผนังรับแรงเฉือนด้านข้างหลายจุด เพื่อให้อาคารแข็งแรงพอที่จะต้านแรงแผ่นดินไหวตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
จากากรประมาณการพบว่าจะต้องเพิ่มน้ำหนักเหล็กจากที่ออกแบบไว้เดิมถึงสองเท่า โดยจะมีค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น
17 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนแนวทางที่สองนั้นจะใช้โครงสร้างที่ออกแบบไว้เดิมทั้งหมด
แต่เพิ่มรายะเอียดวิธีการรับแรงแผ่นดินไหวด้วยวิธีแยกโครงสร้างอาคารส่วนบนออกจากโครงสร้างของฐานราก
คณะทำงานเลือกแนวทางที่สองในการแก้ปัญหาเนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาก
วิศวกรโครงสร้างเลือกใช้ยางชนิด
high-dumping หนา19นิ้ว(47.5 ซม.) เป็นตัวแยกโครงสร้างระหว่างอาคารส่วนบนกับส่วนฐานรากคอนกรีต
จากการคาดการของผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าวัสดุที่นำมาทำจุดเชื่อมต่อนี้ ทำให้อาคารสามารถเคลื่อนที่ได้มากถึง18นิ้ว(45ซม.)โดยไม่เกิดความเสียหายใดๆต่อตัวอาคาร
ทำให้สามารถรองรับแรงแผ่นดินไหวขนาด 8.3จุดได้อย่างสบาย
ตามข้อกำหนดของกฎหมายป้องกันเพลิงไหม้ของสหรัฐอเมริกา
บัญญัติให้อาคารที่ใช้โครงสร้างแบบ แยกส่วนต้องมีวัสดุกันไฟได้อย่างน้อยสามชั่วโมงห่อหุ้มวัสดุรอยต่อระหว่างอาคารส่วนบนและส่วนล่าง
แต่เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการทำระบบกันไฟตามที่กำหนดในกฎหมาย วิศวกรได้ออกแบบให้มีท่อนเหล็กประกบบริเวณฐานเสาของอาคารทุกต้น
ท่อนเหล็กนี้จะเชื่อมต่อกับโครงสร้างส่วนบนและวางอยู่เหนือผิวบนของฐานรากหนึ่งนิ้วครึ่ง
กรณีเกิดเพลิงไหม้จนยางที่ใช้รองรับอาคารเสียหาย ตัวอาคารจะเคลื่อนตัวลงมาหนึ่งนิ้วครึ่ง
แล้วท่อนเหล็กดังกล่าวจะทำหน้าที่รองรับอาคารแทน วิธีนี้ทำให้อาคารมีระบบป้องกันเพลิงไหม้โดยไม่ต้องใช้วัสดุกันไฟที่มีราคาแพง

รูปที่ 10 แปลนและรูปตัดแสดงวัสดุที่ใช้ในการแยกอาคารส่วนบนกับส่วนฐานราก

รูปที่ 11 รูปตัดแสดงรายละเอียดของวัสดุตกแต่งที่ออกแบบเพื่อไม่ให้เกิดความ
เสียหายถ้าเกิดแผ่นดิน

รูปที่ 12 แสดงการเผื่อท่อสายไฟฟ้าหลักที่เชื่อมต่อกับภายนอกให้มีระยะที่สามารถขยับตัวได้
เป็นการป้องกันความเสียหายจากการขยับตัวของอาคารในขณะเกิดแผ่นดินไหว
องค์ประกอบส่วนอื่นๆของอาคารก็ได้รับการออกแบบให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวตัวอย่างเช่น
รอยต่อของผนังหินแกรนิตที่ใช้บุภายนอกอาคารได้ออกแบบให้สามารถรองรับการเคลื่อนตัวของอาคารในระหว่างเกิดแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี
จุดเชื่อมต่อของท่อน้ำประปา, ไฟฟ้า, ระบบสื่อสาร ระหว่างอาคารกับภายนอกก็ได้รับการออกแบบให้สามารถเคลื่อนตัวได้โดยจัดทำเป็นจุดเชื่อต่อสามจุด
(three-ball joints) หรือท่อแบบหีบเพลง ส่วนสายไฟฟ้าหลักใช้วิธีปล่อยสายไฟบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างภายในกับภายนอกอาคารให้มีระยะสำหรับการเคลื่อนตัว
ด้วยวิธีการเหล่านี้ระบบสาธารณูปโภคต่างๆจะไม่ถูกทำลายหลังเกิดแผ่นดินไหว
นอกจากจะคำนึงถึงการป้องกันความเสียหายจากแผ่นดินไหวในระหว่างการออกแบบแล้ว
ในช่วงงานก่อสร้างมีการตรวจสอบคุณภาพของงานก่อสร้างอย่างเข็มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าโครงสร้างของอาคารจะมีความแข็งแรงอย่างเพียงพอที่จะต้านการเกิดแผ่นดินไหว
ตัวอย่างเช่น ผู้ควบคุมงานใช้เครื่องอุลตราซาวตรวจสอบรอยเชื่อมของโครงสร้างเหล็กทุกจุดเพื่อให้แน่ใจว่าจุดเชื่อมทั้งหมดอยู่ในสภาพที่ดีไม่มีฟองอากาศภายใน
เนื่องจากโครงสร้างของอาคารที่มีรอยเชื่อมที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงกับโครงสร้างนั้น
จนอาจทำให้อาคารทั้งหลังถล่มลงมาได้จากแผ่นดินไหวเพียงครั้งเดียว
ท้ายบท
จากรายละเอียดทั้งหมดที่ได้นำเสนอมาแล้วนี้พอที่จะสรุปได้ว่า
หอสมุดสาธารณของนครซานฟรานซิสโกแห่งนี้ เป็นตัวอย่างของการที่อาคารที่รับการดูแลในช่วงการออกแบบและก่อสร้าง
โดยกลุ่มคนทำงานที่เชี่ยวชาญและเข้าใจขอบเขตงานของตนเป็นอย่างดีนั้นจะทำให้เราได้งานสถาปัตยกรรมที่มีคุณภาพสามารถตอบสนองต่อเจ้าของอาคารและผู้ใช้งานทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัย
รายชื่อคณะทำงานโครงการห้องสมุดสาธารณะแห่งนครซานฟรานซิสโก
สถาปนิก
Pei Cobb Freed & Partners
วิศวกรโครงสร้าง OLMM Structural Design
วิศวกรระบบป้องกันแผ่นดินไหว Forell / Elsesser Engineers
วิศวกรระบบ Flack & Kurtz, SJ Engineers, Peter Ol Lapid & Associates
เรียบเรียงจาก
Giovannini,
joseph. Civic Readings. Architecture,(July 1996)pp.80-89.
Sullivan, ann C. Library Intelligence. Architecture,(July 1996)pp.109-115.
tOp^
rOOt

|