|
โดย
นายวิญญู วานิชศิริโรจน์
มิถุนายน 2541
บทนำ
จากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของระบบการติดต่อสื่อสารคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายท้องถิ่น(LAN)
และการใช้งานข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต บวกกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความสะดวก
ง่ายดาย และรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลในรูปของคอมพิวเตอร์มีความสำคัญมากขึ้น
และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาทดแทนการใช้ข้อมูลบนกระดาษในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ
สิ่งนี้มีผลกระทบตามมาคือผู้จัดการไอทีของทุกองค์กรต้องพบกับปัญหาหนักอกเพิ่มขึ้น
ในเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ในบทความนี้เราจะมาพูดกันถึงสาเหตุ
แนวทาง และวิธีการรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยที่สุด
ทำไมต้องมีการรักษาความปลอดภัยในระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์
มีผู้กล่าวว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในระบบคอมพิวเตอร์
ไม่ใช่ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่เป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในระบบ เพราะถ้าฮาร์ดแวร์เสียเราสามารถหาซื้อมาทดแทนได้หรือถ้าซอฟต์แวร์มีปัญหาเรานำซอฟต์แวร์มาติดตั้งใหม่ได้
แต่ถ้าข้อมูลสูญหายไป เราไม่สามารถหาซื้อข้อมูลมาใส่ใหม่ได้ สิ่งนี้เองทำให้ข้อมูลกลายเป็นของที่มีค่ามากที่สุด
ทำให้เราต้องมานั่งปวดหัวหาวิธีการต่างๆในการรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลที่มีอยู่อย่างดีที่สุด
จะพูดไปแล้ว
การที่ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์เสียหายได้ง่ายนั้น มาจากคุณสมบัติที่เป็นข้อดีจากการใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นเอง
ยกตัวอย่างเช่น
-ข้อดีที่คอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลในสื่อที่มีขนาดเล็ก
เช่นดิสก์ขนาดเพียง 3.5 นิ้ว สามารถเก็บข้อมูลได้กว่าหนึ่งล้านคำ รวมทั้งความสามารถในการทำสำเนาข้อมูลได้อย่างง่ายดาย,
รวดเร็ว, ข้อมูลเหมือนต้นฉบับทุกประการ และยังสามารถส่งข้อมูลไปสู่ภายนอกได้หลายวิธี
สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานอย่างมหาศาล แต่กลับส่งผลให้การลักลอบทำสำเนาข้อมูลที่เป็นความลับขององค์การออกไปภายนอกเป็นไปได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน
-ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการแก้ไข
ดัดแปลง ทำซ้ำ ลบ และล้างข้อมูลของเดิมออกได้อย่างหมดจด ข้อดีประการนี้คือสามารถใช้ทรัพยากรสำหรับเก็บข้อมูลที่มีอยู่
กลับมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ทำให้ประหยัดทรัพยากรขององค์กร ข้อดีนี้กลับส่งผลเสียในด้านการรักษาความปลอดภัยคือ
ข้อมูลคอมพิวเตอร์จะถูกทำลายหรือทำให้เสียหายได้ง่ายกว่าข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ
โดยเฉพาะการถูกโจมตีด้วยไวรัสคอมพิวเตอร์
-คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์
ที่ทำให้ ข้อมูลหนึ่งๆสามารถใช้งานร่วมกันจากผู้ใช้หลายๆคน ในเวลาเดียวกัน
ผ่านระบบเครือข่ายสื่อสาร ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกการทำงานภายในองค์กรเป็นอย่างมากนั้น
กลับทำให้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นไปได้ยากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าข้อมูลเกิดเสียหาย การระบุว่าใครเป็นคนทำให้เกิดความเสียหายกับข้อมูลนั้นทำได้ยากเพราะข้อมูลถูกใช้โดยบุคคลหลายคน
และการที่ข้อมูลถูกใช้ร่วมกันทำให้ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์มีภาพเป็นของสาธารณะไม่มีผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง
ส่งผลให้พนักงานขาดสำนึกเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลขององค์การในที่สุด
-การที่เครื่องคอมพิวเตอรส่วนบุคคลถูกออกแบบให้ไม่ซับซ้อนเพื่อให้ผู้ใช้งานใช้งานได้ง่าย
กลับมีจุดอ่อนในเรื่องการรักษาความปลอดภัย เพราะไม่ว่าผู้ใดที่สามารถเข้าถึงเครื่องจะสามารถเข้ามาใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์และข้อมูลภายในได้ทั้งหมด
ที่มาของภัยคุกคาม
ภัยที่ทำให้ข้อมูลเสียหายนั้นมีสองชนิดคือ
ข้อมูลถูกพบเห็นหรือถูกใช้โดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิในข้อมูลนั้น และข้อมูลถูกทำลาย
โดยแหล่งที่มาของภัยคุกคามมาจาก สามแหล่งคือ
-ภัยแรกมาจากภัยธรรมชาติ
เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ไฟฟ้าลัดวงจร หรือแผ่นดินไหว ภาษาฝรั่งเรียกเหตุการณ์นี้ว่าการกระทำของพระเจ้า(an
Act of GOD) คือไม่รู้ว่าจะโทษใครดีเลยโทษพระเจ้าเสียเลย
-ภัยที่สองเกิดจากการกระทำของคน
โดยไม่จงใจ เช่น ทำกาแฟหกลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ การใส่ข้อมูลผิดพลาด
การลบข้อมูลออกไปโดยไม่ตั้งใจหรือการใช้คำสั่งผิด มักเกิดขึ้นโดยพนักงานภายในองค์กรที่ขาดความรู้
ความเข้าใจ ไม่มีความรู้เพียงพอในการทำงาน หรือไม่ใส่ใจที่จะระมัดระวังในการใช้งานระบบ
-ภัยสุดท้าย
คือภัยที่เกิดจากคนที่มีเจตนาเข้ามาทำให้เกิดความเสียหาย เช่นตั้งใจบุกรุกเข้ามาในระบบเพื่อดูข้อมูลที่เป็นความลับ
ตั้งใจเข้ามาทำลายเครือข่าย การสร้างและปล่อยโปรแกรมไวรัสคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบ
ผู้ที่เข้ามากระทำเรื่องเหล่านี้อาจมาจาก คู่แข่งขององค์กร พวกมือซนหรือพวกชอบลองวิชา
พวกสอดรู้สอดเห็น อดีตพนักงานหรือพนักงานปัจจุบันที่ไม่พอใจองค์กร
เป็นต้น
จากภัยทั้งหมดที่กล่าวมาบางท่านอาจคิดว่าภัยน่ากลัวที่สุดน่าจะเป็นภัยสุดท้าย
แต่จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าภัยที่เกิดโดยอุบัติเหตุจากคนภายในนั้นเกิดขึ้นบ่อย(อย่างสม่ำเสมอ)
และก่อให้เกิดความเสียหายให้กับองค์กรมากที่สุด นอกจากนั้นการป้องกันภัยจากบุคคลภายนอกได้ดีที่สุดนั้นไม่ใช่มาจากการมีระบบหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย
แต่มาจากความร่วมมือของพนักงานภายในนั่นเอง
แนวทางการรักษาความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์
การจะบอกถึงวิธีการสร้างระบบป้องกันความปลอดภัยให้แก่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ให้สมบูรณ์จริงๆ
คงจะต้องเขียนกันเป็นตำราหนา 400-500 หน้าจึงจะครอบคลุมเนื้อหาได้ทั้งหมด
ดังนั้นในบทความนี้จะขอนำเสนอเฉพาะแนวทางหลักๆไว้ดังนี้
1.
ประเมินมูลค่าของข้อมูลสารสนเทศขององค์กรที่จะรักษาความปลอดภัย ว่ามีมูลค่าเท่าใด
สามารถทำขึ้นมาใหม่หรือไม่ในกรณีที่สูญหาย ถ้าสามารถทำขึ้นมาใหม่ต้องค่าใช้จ่ายเท่าใด?
ใช้เวลานานเท่าใด? และความเสียหายต่อองค์กรมีมูลค่าเท่าใด? โดยให้แยกข้อมูลขององค์กรออกเป็นส่วนๆตามความสำคัญของข้อมูล
ตัวเลขเหล่านี้จะใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับระดับการรักษาความปลอดภัยต่อไป
2.
ถ้าผลจากการประเมินพบว่า มีข้อมูลส่วนหนึ่งเมื่อเกิดสูญหายหรือถูกทำลาย
องค์กรไม่สามารถสร้างข้อมูลใหม่มาทดแทนได้และองค์กรจะเกิดความเสียหายในมูลค่ามหาศาล
นโยบายการรักษาความปลอดภัยสำหรับข้อมูลส่วนนี้ย่อมต้องเข็มงวดและรัดกุม
แต่ถ้าผลการประเมินพบว่าข้อมูลบางส่วนไม่มีค่ามากนัก สามารถทำขึ้นใหม่ได้ง่าย
การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนนั้น อาจไม่ต้องเข็มงวดมากนัก เป็นต้น
3.
กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในระดับองค์กร ไม่ใช่แค่ระดับฝ่ายหรือแผนก
ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลในทางปฏิบัติอย่างเต็มที่ การกำหนดนโยบาลหลักที่ตรงกับสภาพขององค์กรจะเป็นเกราะคุ้มครองขั้นต้นที่ดีที่สุดในการป้องกันการทำลายข้อมูลภายในองค์กร
แนวทางกว้างๆในการกำหนดนโยบายการรักษาความปลอดภัยมีดังนี้
- นโยบายที่กำหนดขึ้นต้องไม่เข้มงวดเกินไปจนทำให้ผู้ใช้งานมีความยุ่งยากในการทำงาน
แต่ไม่หย่อนยานเกินไปจนทำให้การป้องกันความปลอดภัยไม่ได้ผล โดยต้องง่าย
ตรงไปตรงมา เพราะถ้ายากผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะละเลย
- การกำหนดสิทธิการใช้ข้อมูลให้กำหนดอย่างเจาะจงเป็นรายบุคคล
เพื่อให้สามารถกำหนดผู้รับผิดชอบถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้างความรู้สึกแก่บุคคลกรขององค์กรว่าสิทธิในการใช้ข้อมูลเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไม่ควรละเลยในการรักษาความปลอดภัยอีกด้วย
- การกำหนดสิทธิในข้อมูลต้องตอบคำถามเหล่านี้คือ
ใครเป็นผู้ใช้ข้อมูล? ข้อมูลแต่ละอย่างใช้สำหรับการทำงานอะไรบ้าง?
ใครต้องเข้ามาร่วมใช้ข้อมูลบ้าง? ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลบ้าง?
โดยทั้งหมดต้องอยู่ภายในประเด็นใหญ่ที่ว่า ผู้ใช้ทุกคนในระบบจะได้รับสิทธิน้อยที่สุดเท่าที่เพียงพอในการทำงานเท่านั้น
- กำหนดแผนการทำระบบสำรองข้อมูลที่เหมาะสมทั้งวิธีการ
เครื่องมือ ระยะเวลา และข้อมูลที่จะทำการสำรอง
4
เขียนแผนและแนวทางทั้งหมดให้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อการอ้างอิงและตรวจสอบในภายหลัง โดยรายงานนี้ประกอบด้วย
- แผนกู้ภัย
ในกรณีระบบล่ม โดยทำเป็นแผนปฏิบัติการเป็นขั้นๆ ตั้งแต่เหตุการณ์เล็กน้อยจนกระทั่งขึ้นขั้นที่ระบบทั้งหมดเสียหายโดยสิ้นเชิง
โดยมีรายละเอียดว่า ใคร? ต้องทำอะไร? ทำอย่างไร? ที่ไหน? และใช้เวลาเท่าไร?
ในสถานการต่างๆที่เกิดขึ้น
5.
สร้างจิตสำนึกในพนักงานทุกระดับเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งานระบบสารสนเทศ
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดเพราะคนส่วนใหญ่ในบ้านเราไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการรักษาความปลอดภัยและมักมีทัศนคติในด้านตรงข้าม
โดยส่วนใหญ่มีแนวความคิดว่าการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องเกินจำเป็นและทำให้เกิดความไม่สะดวกในการทำงาน
6.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น มักมีคนที่ชอบไหว้วานคนอื่นถอนเงินจากธนาคารแทนและเพื่อความสะดวกจึงมีการบอกหรือจดรหัส
ATM(ซึ่งน่าจะเป็นความลับสุดยอด)ให้กับผู้อื่น ก่อให้เกิดคดีการยักยอกเงินขึ้นหลายคดี
ดังนั้นปัญหาการที่ผู้ใช้คนหนึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นใช้รหัสผ่านของตนในระบบเครื่อข่ายจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขโดยผู้ดูแลระบบต้องให้ข้อมูลและอธิบายผลเสียที่เกิดจากขาดสำนึกในเรื่องความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน
และควรกระทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ
7.
กำหนดนโยบายเกี่ยวกับรหัสผ่านอย่างเข็มงวด โดยมีแนวทางดังนี้
- ไม่อนุญาติให้ใช้รหัสผ่านซ้ำกับของที่ใช้อยู่เดิมได้ภายในระยะเวลาหนึ่ง
8.
มีการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีการประเมินผลของการปฏิบัติว่าการดำเนินการที่ได้ทำมานั้น
บรรลุเป้าหมายได้เพียงใด 9.
การกำหนดแนวทางการรักษาความปลอดภัยเชิงเทคนิคนั้นมีรายละเอียดที่น่าจะกล่าวถึงเพิ่มเติมดังนี้
-
ใช้ความสามารถในการรักษาความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการเครือข่าย
(Network Operation system) อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น การตั้งระบบให้หยุดการทำงานถ้ามีการพยายามเข้าระบบด้วยการเดารหัสผ่านโดยต้องหยุดทำงานจนกว่าจะได้รับการแก้ไขจากผู้บริหารระบบเครือข่ายเท่านั้น,
การกำหนดให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าระบบได้เพียงคนเดียวในเวลาหนึ่งๆ,
การตั้งระบบให้เข้าใช้งานระบบได้เฉพาะเมื่อองค์กรเปิดทำการ,
บันทึกการใช้งานระบบ เช่นระบบ log files เพื่อสามารถติดตามการใช้งานของผู้ใช้งานได้ตลอดเวลา
สามารถนำข้อมูลที่บันทึกไว้มาตรวจสอบและหาทางแก้ปัญหาเมื่อระบบเกิดความผิดปกติ
แนวทางประเมินค่าใช้จ่ายในการสร้างระบบรักษาความปลอดภัย
ในการสร้างระบบรักษาความปลอดภับของข้อมูลนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายในการสร้างระบบ
คำถามที่มักจะเกิดขึ้นคือเงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อรักษาระบบนั้นคุ้มค่าหรือไม่
เรามีวิธีการคำนวณเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดังนี้
R=F
x L
โดยที่
R = risk หรือความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นกับระบบในช่วงเวลาหนึ่งปี,
F = frequency หรือโอกาสที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นได้ในหนึ่งปี,
L= loss คือความสูญเสียที่เกิดขึ้นของแต่ละเหตุการณ์
โดยที่ค่าโอกาสที่เหตุการณ์จะเกิดในหนึ่งปีหรือ
F นั้นคำนวณโดยใช้สูตร F=10(P-4) โดยที่
P= เป็นค่าที่กำหนดขึ้นตามโอกาสที่อาจเกิดเหตุการณ์ขึ้น ดังนี้
P=0
โดยปกติจะไม่มีโอกาสเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นเลย
P=1 ถ้าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นหนึ่งครั้งใน 1,000
ปี
P=2 ถ้าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นหนึ่งครั้งใน 100 ปี
P=3 ถ้าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นหนึ่งครั้งใน 10 ปี
P=4 ถ้าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดนปีละหนึ่งครั้ง
P=5 ถ้าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดทุกเดือน (ค่า F=10)
P=6 ถ้าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดสองครั้งต่อสัปดาห์ (ค่า
F=100)
P=7 ถ้าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดสามครั้งในหนึ่งวัน (ค่า
F=1,000)
ค่าที่คำนวณได้จากสูตรจะเป็นความเสียหายของระบบที่มีโอกาสจะสูญเสียในแต่ละปี
ซึ่งตัวเลขนี้สามารถนำไปใช้ในการตั้งงบประมาณที่จะใช้ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจะลองยกตัวอย่างดังนี้
องค์กรแห่งหนึ่งประเมินค่าความเสียหายที่เกิดจากการสูญหายของแฟ้มข้อมูลหนึ่งแฟ้มเท่ากับ
1 พันบาท และมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์คือสัปดาห์ละสองครั้ง ผลจากการคำนวณคือ
1,000x100=ความเสียหาย 100,000 บาท / ปี โครงการที่เสนอเพื่อแก้ปัญหาคือซื้ออุปกรณ์สำรองข้อมูลและทำการสำรองข้อมูลทุกสัปดาห์
โดยมีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เท่ากับ 50,000บาท หรือคิดเป็น
10,000บาท / ปี (อุปกรณ์นี้ใช้งานได้ 5 ปี) ส่วนค่าดำเนินงานและค่าใช้จ่ายอื่นประมาณ
60,000 บาท/ปี ดังนั้นค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 70,000 บาท / ปี ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่องค์กรจะต้องสูญเสียจากความเสียหายของข้อมูล
จึงสมควรที่จะดำเนินโครงการนี้
แต่ถ้าผลการคำนวณออกมาว่าค่าเงินลงทุนสูงกว่ามูลค่าที่อาจสูญเสีย
เราต้องหาวิธีการอื่นๆในการรักษาความปลอดภัยของระบบที่ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าเงินที่อาจสูญเสียเนื่องจากข้อมูลเสียหาย
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการรักษาความปลอดภัย
ปัจจุบันมีผลิตภัณท์และเทคโนโลยีมากมายในการช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
แต่การที่เราจะสามารถเลือกอุปกรณ์ หรือซอฟต์แวร์ ได้อย่างเหมาะสมเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถตอบสนองนโยบายการรักษาความปลอดภัยที่วางไว้ของแต่ละองค์กรได้ดีที่สุด
ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการเสริมระบบความปลอดภัยได้แก่
-
เครื่องมือที่ช่วยควบคุมการเข้าถึงข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
มีดังนี้
-
เครื่องมือที่ช่วยในการเข้ารหัสแฟ้มข้อมูลเหมาะสำหรับองค์กรที่ข้อมูลเป็นความลับมากๆ
ส่วนใหญ่มักเป็น ซอฟต์แวร์เช่น DataSafe, Nuts & Bolts, Norton
your eye only ฯลฯ
-
โปรแกรมป้องกันและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์
ได้แก่ Norton AntiVirus, McAfee VirusScan, Dr.Solomons Antivirus
ฯลฯ
Norton DiskLock
Norton Your Eyes Only
บทสรุป
การสร้างระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลคอมพิวเตอร์อย่างได้ผลนั้นต้องอาศัยแนวทางหลายอย่างทั้งด้านการบริหาร
การจัดการ และเทคนิคที่ผสมผสานระหว่างการใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
โดยแผนการรักษาความปลอดภัยที่ดีนั้น ต้องประกอบด้วยขบวนการและขั้นตอนที่พัฒนาจากผู้บริหารที่มีความระมัดระวังและรู้ตื้นลึกหนาบางขององค์กรตั้งแต่ภายในจนถึงภายนอกระบบเป็นอย่างดี
รวมทั้งต้องมีการประเมินประสิทธิภาพของแผนการทำงานแต่ละส่วน โดยพิจารณาจากความเสี่ยงและข้อดีของแต่ละระบบ
จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว
ทำให้ดูราวกับว่าการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหน้าที่อันหนักหนาของเหล่าผู้จัดการสารสนเทศขององค์การ
เนื่องจากต้องรับผิดชอบในพื้นที่กว้างขวางและเกี่ยวข้องกับการทำงานในระบบทุกส่วนและทุกขั้นตอนอย่างไม่มีข้อยกเว้น
แต่โดยแท้จริงแล้วการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ได้ผลที่สุดจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือร่วมใจ
และต้องถือเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนในองค์กรไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะนั่นเอง
เอกสารอ้างอิง
- Forcht,
Karen Anne. Computer Security Management. 1997 Includes
bili USA Massachusetts Boyd & Fraser publishing company.
- Perschke,
Susan. Security Enterprise Data. USA Data Base Advisor.
June 1994 Vol. 12 No6 June 1994
- Security
Information การรักษาความปลอดภัยข้อมูล. http://members.tripod.com/~supermankiller/incformations
- เดวิส,
ปีเตอร์ ที. แรกเริ่มเรียนรู้เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยให้ระบบคอมพิวเตอร์.
กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2540.
- ทรงเกียรติ
ภาวดี. Hacker กับเครือข่าย. http: // www.ripk.ac.th/zorkia/articles/hacker/
ข้อมูลและรูปภาพภายในเว็บไซค์นี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้จัดทำเท่านั้นห้ามผู้ใดทำสำเนาหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
This page Start on 9 / 9 /1999
Copyright @ 1999 winyou All rights reserved.

|