A r c h i t e c t ' s __ A n s w e r s =^-^= (winyou webpage)
ส ถ า ป นิ ก ต อ บ ปั ญ ห า =^-^=

โฆษณาในอินเตอร์เน็ตคุ้มค่าหรือ ?

โดย นาย วิญญู วานิชศิริโรจน์
ตีพิมพ์ในวารสาร NECTEC
ปีที่5ฉบับที่22พฤษภาคม-มิถุนายน 254


บทนำ

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร เรื่อ ฮิตที่สุดคงไม่พ้น “อินเตอร์เน็ต” ความเจริญเติบโตของวงการนี้มีสูงมาก โดยดูได้จากสถิติของจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เชื่อมต่อกับระบบในปี ค.ศ. 1989 มีจำนวนเพียงแสนกว่าตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 8 ปี จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 20 ล้านเครื่องในปี ค.ศ. 1997 (ดูรูปที่ 1)


รูปที่ 1 แสดงจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เชื่อมต่อในระบบอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 ถึง ปี ค.ศ. 1997
(ที่มา http://info.isoc.org/guest/zakon/Internet/History/HIT.html)

ครั้งแรกที่อินเตอร์เน็ตถูกพัฒนาขึ้นนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานในกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานราชการของสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นจึงเริ่มแพร่ขยายเข้าสู่มหาวิทยาลัย และ วงการศึกษา
แต่ในปัจจุบัน ปรากฏว่า วงการธุรกิจกลับเป็นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากที่สุด จากการสำรวจขั้นต้นพบว่ามีโฮมเพจที่ใช้ชื่อลงท้ายด้วย .com (ย่อมาจาก company หรือ โฮมเพจที่ใช้เพื่อการพาณิชย์) มากกว่าหนึ่งล้านโฮมเพจ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บริษัท และ ร้านค้าต่างๆ เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์อินเตอร์เน็ต ในการทำธุรกิจด้านต่างๆ เช่น การโฆษณา, เสนอขายสินค้า, บริการ, นำเสนอข้อมูลข่าวสารขององค์กรและประชาสัมพันธ์ คำถามที่ตามมาสำหรับผู้เกี่ยวข้อง คือ การลงทุนในเทคโนโลยีนี้ ได้ผลคุ้มค่าทางธุรกิจหรือไม่?
บทความนี้จะนำเสนอแนวความคิด วิธีการที่ใช้ในการประเมินความคุ้มค่าของการนำอินเตอร์เน็ตมาใช้ในเชิงธุรกิจ รวมทั้งจะนำเสนอตัวอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ข้อมูลจากบริษัทสมมุติ เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพวิธีการเหล่านี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ความหมายของการโฆษณา

ก่อนที่จะพูดถึงความคุ้มค่าของการโฆษณาในอินเตอร์เน็ต เรามาทำความเข้าใจความหมายของคำว่า โฆษณา เสียก่อน โฆษณานั้น หมายถึง การใช้จ่ายเงินเพื่อก่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารกับผู้ซื้อที่เป็นมวลชน เพื่อโน้มน้าวให้ผู้พบเห็นโฆษณานั้น ซื้อ ผลิตภัณฑ์, บริการ หรือ ความคิด โดยไม่ใช่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

จากคำจำกัดความนี้ กิจกรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นในอินเตอร์เน็ตที่เข้าข่ายดังกล่าว ถือว่าเป็นการใช้อินเตอร์เน็ต ในการโฆษณาทั้งสิ้น

ประเภทของการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ต

แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ
1.เว็บไซต์ (Web Site)
หรือ ที่มักเรียกกันว่า การมี โฮมเพจ (Home Page) ของตนเอง วิธีนี้ผู้ทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์สามารถดูแลได้อย่างเต็มที่ในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล, เนื้อหา, คุณภาพ และวิธีการโต้ตอบกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ (ดูรูปที่ 2)


รูปที่ 2 เว็บไซต์โฆษณาภาพยนต์ของ Warner Bros. ซึ่งบริษัทนี้เป็นเจ้าของเว็บไซต์เอง

2. แบนเนอร์ (banners)
เป็นการโฆษณาที่ไม่ใช่เวบไซต์ของตนเอง แต่ใช้วิธีซื้อพื้นที่และเวลาในเวบไซต์ที่ดังๆ เช่น yahoo.com, microsoft.com หรือของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เช่น samart.co.th, loxinfo.co.th เป็นต้น โดยลงโฆษณาสินค้าและบริการของตนในไซต์นั้นลักษณะเป็นแถบภาพหรือข้อความ โดยแบนเนอร์เหล่านั้นจะเชื่อมต่อกับเวบไซต์หลักของสินค้าที่โฆษณาอยู่ (ดูรูปที่ 3)


รูปที่ 3 การใช้แบนเนอร์ในเวบไซต์www.samart.co.th

แนวความคิดวิธีวัดความคุ้มค่า

วิธีการวัดความคุ้มค่าจากการโฆษณาในอินเตอร์เน็ต แบ่งเป็นสองแนวทางคือ การวัดคุณค่าเชิงปริมาณ และการวัดคุณค่าเชิงคุณภาพ โดยแต่ละแนวทางมีรายละเอียดดังนี้

1. การวัดคุณค่าเชิงปริมาณ
คือการวัดที่ใช้ตัวเลขต่างๆ ช่วยในการวิเคราะห์และประเมินความคุ้มค่าโดยสามารถแบ่งได้เป็นสองวิธีคือ

  • จำนวนผู้ที่รับรู้สินค้า (Awareness) เทียบกับค่าใช้จ่าย

ตัวเลขจำนวนผู้ที่รับรู้สินค้าที่นำมาใช้สำหรับการโฆษณาในอินเตอร์เน็ต คือ จำนวนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเวบไซต์นั่นเอง ตัวเลขของการเข้าเยี่ยมชมนี้ยังแบ่งออกไปได้อีกเป็นสองแบบคือ ตัวเลขที่ได้จากการ ฮิตส์ (hits) ซึ่งจะนับจำนวนครั้งของผู้เข้าถึงไฟล์ในไซต์ของโฮมเพจ เช่น โฮมเพจมีเท็กซ์ไฟล์ 1 ไฟล์ และ ไฟล์รูปภาพ 3 ไฟล์ จะนับจำนวนครั้งในการเข้าไซต์นี้เท่ากับ 4 ครั้ง และเมื่อคนผู้นี้ออกจากโฮมเพจนี้ไปที่อื่น แล้วกลับมาที่ไซต์นี้ใหม่จะมีนับการฮิตส์อีก 4 ครั้ง รวมเป็น 8 ครั้ง

อีกวิธีหนึ่งคือการนับข้อมูลแบบ วิสิตส์ (Visits) วิธีนี้จะวัดจำนวนผู้เข้าถึงไซต์ 1 ครั้งนับเป็นหนึ่งข้อมูล แต่ถ้าคนผู้นั้นกลับมาที่ไซต์นี้อีก ก็จะนับเป็นอีกหนึ่งครั้งเช่นเดียวกันกับการนับแบบฮิตส์

ข้อมูลจากการวัดแบบวิสิตส์ดีกว่าฮิตส์ แต่ข้อมูลนี้ยังไม่สามารถแยกการกลับมาดูไซต์นี้อีกครั้งของบุคคลคนเดียวกันได้ ผู้ที่จะนำข้อมูลนี้มาใช้ต้องสำนึกตลอดเวลาว่าจำนวนครั้งของการฮิตส์ หรือ วิสิตส์ ไม่เท่ากับจำนวนของคนที่เข้ามาในไซต์นี้ ตามเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

แนวทางการคำนวณจำนวนผู้ที่รับรู้สินค้าเทียบกับค่าใช้จ่าย ใช้หลักการต้นทุนต่อพันคนที่เข้าถึงสื่อโดยมีสูตรการคำนวณดังนี้

ต้นทุนต่อพันคนของผู้รับรู้สินค้า = (ต้นทุนของการใช้สื่อ x 1,000)¸ (จำนวนคนที่รับรู้การโฆษณา)

ผลที่ได้ให้นำไปเทียบกับสื่ออื่นๆ เพื่อพิจารณาว่า สื่อใดมีต้นทุนในการเข้าถึงสื่อต่อคนต่ำที่สุด

  • การวิเคราะห์ทางด้านการเงิน

อาศัยตัวเลขทางการเงินที่มาจากค่าใช้จ่ายในการซื้อ และจัดทำสื่อเพื่อการโฆษณา กับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการโฆษณานั้นๆ มีหลายวิธีที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ได้ ในที่นี้จะนำเสนอ 3 แนวทางคือ

งวดเวลาคืนทุน (Pay back period หรือ PB)
คือระยะเวลาซึ่งอาจจะเป็นจำนวนปี เดือน หรือ วัน ที่กระแสเงินสดรับจากโครงการสามารถชดเชยกระแสเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิตอนเริ่มโครงการ โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้
งวดเวลาคืนทุน = (เงินสดจ่ายลงทุนสุทธิเริ่มโครงการ)¸ (เงินสดรับสุทธิรายปี)
ข้อสมมุติฐานสำหรับสูตรนี้คือ กระแสเงินสดเข้าสุทธิมีจำนวนเท่ากันทุกปี โดยที่สื่อใดมีงวดเวลาคืนทุนน้อยจะดีกว่าสื่อที่มีงวดการคืนทุนมาก

มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value หรือ NPV)
เกิดจากผลต่างระหว่างมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับสุทธิกับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้
มูลค่าปัจจุบันสุทธิ =
= ผลรวมตั้งแต่ปลายปีที่ 1 ถึงปลายปีที่ n
= กระแสเงินสดรับสุทธิรายปีตั้งแต่ปลายปีที่ 1 ถึงปีที่ n
= ค่าของทุนที่ใช้เป็นอัตราลดค่า
= เงินจ่ายลงทุนตอนเริ่มโครงการ
หลักการพิจารณาคือ ถ้ามูลค่าปัจจุบันสุทธิของสื่อใดมากแสดงว่าสื่อนั้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าสื่อที่ให้ผลตอบแทนสุทธิต่ำ

อัตราผลตอบแทนลดค่า (Internal rate of return หรือ IRR)
คืออัตราลดค่าที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินรับเท่ากับมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสดจ่ายลงทุนสุทธิ การคำนวณอัตราผลตอบแทนลดค่านี้มีวิธีการค่อนข้างซับซ้อน แต่ปัจจุบันสามารถใช้โปรแกรมประเภท ตารางคำนวณ เช่น Excel มาช่วยในการคำนวณได้ โดยที่สื่อใดที่ให้ IRR สูงจะดีกว่าสื่อที่ให้ค่า IRR ต่ำ

  • การวัดความคุ้มค่าเชิงคุณภาพ

เป็นการวัดความคุ้มค่าที่ไม่ใช้ตัวเลขมาประเมิน แต่จะใช้การวัดความคุ้มค่าโดยดูจาก ผลดี, ผลเสีย, ภาพพจน์ของสินค้าที่ได้รับจากการโฆษณาในแต่ละสื่อ และเพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงคุณภาพสำหรับสื่อบนอินเตอร์เน็ต ได้จัดทำข้อมูลเปรียบเทียบข้อดี, ข้อจำกัดทางด้านการตลาดของสื่อแต่ละชนิด เทียบกับการโฆษณาผ่านอินเตอร์เน็ต ในตารางที่ 1 ดังนี้

หัวข้อ

โทรทัศน์

วิทยุ

นิตยสาร/หนังสือพิมพ์

อินเตอร์เน็ต

รูปแบบการโฆษณา ภาพนิ่ง, ภาพเคลื่อนไหว, เสียง, ข้อความ ให้รายละเอียดสินค้าไม่ได้มาก

เสียงอย่างเดียวให้รายละเอียดสินค้าไม่ได้มาก

รูปภาพนิ่ง , ข้อความ, ให้รายละเอียดสินค้าได้มาก ภาพนิ่ง, ภาพเคลื่อนไหว, เสียง, ข้อความ ให้รายละเอียดสินค้าได้มากที่สุด
อุปกรณ์ที่ใช้ติดต่อกับสื่อ

อุปกรณ์มีราคาสูง

อุปกรณ์มีราคาปานกลาง

ไม่ต้องใช้อุปกรณ์

อุปกรณ์มีราคาสูงที่สุด และต้องมีเบอร์โทรศัพท์
ช่องทางการใช้สื่อ

มีช่องสื่อสารจำกัด

ค่อนข้างหลากหลาย

หลากหลายมาก

บุคคลที่จะเข้าถึงสื่อ ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือออก เนื่องจากสื่อสารด้วยภาพ, เสียง ต้องอ่านหนังสือได้ ต้องมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์พอสมควรและต้องอ่านหนังสือได้โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ
พื้นที่ให้บริการ จำกัดเฉพาะในบริเวณที่การส่งออกอากาศไปถึง ในขอบเขตการส่งเอกสาร ทั่วโลกไม่มีขอบเขต
การปรับเปลี่ยนข้อมูล ปรับเปลี่ยนได้ยากเพราะต้นทุนสูง ทำได้เมื่อเปลี่ยนฉบับ ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาในต้นทุนที่ต่ำ
ระยะเวลาเวลาการพบเห็นโฆษณา กำหนดเวลาที่แน่นอน เรียกกลับมารับรู้ซ้ำไม่ได้ ถ้ามีการออกอากาศซ้ำต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ขึ้นอยู่กับผู้รับสื่อจะอ่านเมื่อไร

การติดต่อสื่อสาร

ทิศทางเดียว

สองทิศทาง ผู้รับสื่อสามารถส่งข้อมูลกลับหาผู้ส่งได้ทันที
การควบคุม

มีการควบคุมสื่อโดยรัฐ หรือ หน่วยงานอื่นๆ

ไม่มีการควบคุม และควบคุมได้ยาก
ความยุ่งยากในการใช้งาน

การใช้งานไม่ยุ่งยาก

ยุ่งยากมากต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายอย่าง

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบคุณสมบัติทางด้านการตลาดของสื่อชนิดต่างๆ

ในการตัดสินใจที่จะทำโฆษณาในอินเตอร์เน็ต โดยใช้การวัดความคุ้มค่าเชิงคุณภาพ เรามักจะพูดถึง การสร้างภาพพจน์ให้กับองค์กรว่าองค์กรที่ใช้โฆษณาในอินเตอร์เน็ตนั้นจะมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยใช้เทคโนโลยีสื่อสารชั้นสูง เป็นประเด็นหลักในการพิจารณา โดยไม่ต้องสนใจว่าผลตอบแทนที่คืนมาในรูปของเงินจะคุ้มค่าหรือไม่

กรณีศึกษา

ตัวอย่างที่จะนำเสนอเป็นกรณีศึกษานี้ เป็นบริษัทสมมุติที่มีชื่อว่า “บริษัทไก่ย่างไทยจำกัด” บริษัทฯแห่งนี้ดำเนินธุรกิจด้านอาหาร คือไก่ย่างจานด่วนมานานกว่า15ปี โดยมีร้านอาหารของบริษัทฯกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯมากกว่า 100 ร้าน และมากกว่า 200 ร้านทั่วประเทศ ประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯเริ่มให้บริการแบบใหม่คือการส่งอาหารตามบ้าน โดยรับคำสั่งซื้อทางโทรศัพท์ การดำเนินกิจการโดยทั่งไปของบริษัทฯค่อนข้างประสพความสำเร็จ
บริษัทฯแห่งนี้เริ่มโครงการโฆษณา และ ซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539 โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในประเทศไทย คือ บริษัท ไทยล๊อกอิน จำกัด ในรูปแบบ ระบบแลกเปลี่ยนสินค้ากัน
บริษัท ไก่ย่างไทย ได้โฆษณาเวบไซต์ www.kai_thai.thailogin.com บนแผ่นพับและใบปลิวของบริษัท ส่วน บริษัท บริษัท ไทยล๊อกอิน จำกัด เป็นผู้จัดทำโฮมเพจ และ เก็บโฮมเพจของไก่ย่างไทยไว้ในไซต์หลักของ ไทยล๊อกอิน
ผู้ที่เปิดโฮมเพจนี้ สามารถดูรายการอาหาร และสั่งไก่ย่างผ่านอินเตอร์เน็ตได้ทันที (ดูรูปที่4) โดยข้อมูลการสั่งซื้อจะส่งผ่านไปยังระบบสั่งซื้อทางโทรศัพท์อีกต่อหนึ่ง ดังนั้นระบบสั่งซื้อนี้จึงยังไม่ใช่ระบบ ออนไลน์ อัตโนมัติเต็มรูปแบบ


รูปที่ 4 โฮมเพจ ของ บริษัท ไก่ย่างไทย จำกัด

การวัดความคุ้มค่าในการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตของบริษัทไก่ย่างไทยจำกัด ด้วยวิธีวิเคราะห์จำนวนผู้รับรู้สินค้า(Awareness)เทียบกับค่าใช้จ่าย ได้แสดงข้อมูลและการคำนวณต้นทุนการรับรู้สินค้าในแต่ละสื่อเปรียบเทียบกัน โดยแสดงไว้ในตารางที่ 2

ข้อมูล

โทรทัศน์

วิทยุ

หนังสือพิมพ์

อินเตอร์เน็ต

ค่าใช้จ่ายที่จ่ายในสื่อ

~57,000,000 บาท

~5,000,000 บาท

~200,000 บาท

~318,000 บาท
(ค่าใช้จ่ายการจัดทำและค่าบำรุงรักษา โฮมเพจ ใน 1 ปี)

จำนวนคนที่เข้าถึงสื่อ

~1,800,000 คน

~1,700,000 คน

~2,500,000 คน

~24,965 คน

ต้นทุนการเข้าถึงสื่อ

31,666 บาทต่อพันคน

2,941 บาทต่อพันคน

80 บาทต่อพันคน

12,738 บาทต่อพันคน

อันดับตามต้นทุนต่ำไปสูง

4

2

1

3

ตารางที่ 2 ข้อมูลต้นทุนในการใช้สื่อประเภทต่างๆ (ระยะเวลา ตั้งแต่สิงหาคม 2539 ถึง สิงหาคม 2540)

ที่มา: จากตัวเลขจำนวนผู้เข้าโฮมเพจของไก่ย่างไทย ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2539 ถึง 15 มีนาคม 2541 จำนวนทั้งสิ้น 39,528 ครั้ง รวมเวลา 19 เดือน เฉลี่ย 2,080 ครั้ง/เดือน หรือ 24,965 ครั้ง/ปี
จากข้อมูลจะเห็นว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่ใช้ต้นทุนมากเป็นอันดับสาม เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ โดยมีต้นทุนน้อยกว่าโทรทัศน์ ที่ใช้ต้นทุนต่อพันคนมากที่สุดอยู่ประมาณ 2.5 เท่า จากตัวเลขที่แสดงนี้จะเห็นว่าสื่ออินเตอร์เน็ตมีประสิทธิภาพพอสมควรในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า
การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการโฆษณาในอินเตอร์เน็ต ด้วยวิธีการวิเคราะห์ทางการเงินจะใช้ตัวเลขที่รวบรวมมาตั้งแต่สิงหาคม 2539 - กรกฎาคม 2540 มียอดผู้สั่งซื้อไก่ย่างไทยผ่านทาง อินเตอร์เน็ต เฉลี่ยเดือนละประมาณ 500 ราย และบริษัทมีกำไรจากการขายประมาณ 9.66%ของยอดขาย
ในการสั่งไก่ย่างนั้นมีข้อกำหนดว่าต้องสั่งซื้อไม่ต่ำกว่า 100 บาท ดังนั้นเพื่อง่ายในการคำนวณ ขอสมมุติฐานว่า เฉลี่ยจะมีการสั่งต่อครั้งประมาณ 120 บาท ดังนั้น บริษัทไก่ย่างไทยจะมีรายได้ต่อปี จากการสั่งซื้อผ่านอินเตอร์เน็ตเท่ากับ 500ครั้ง x 120บาทต่อครั้ง x กำไร 9.66% x 12เดือน = รายได้ 69,552 บาท/ปี ถ้าใช้วิธีคำนวณแบบงวดเวลาคืนทุน (Pay back period) จะได้ผลการคำนวณดังนี้

งวดเวลาคืนทุน = (ต้นทุน 318,000 บาท)/ (รายได้ 69,552 บาท/ปี) = 4.57 ปี

ซึ่งผลจากการวิเคราะห์จะเห็นว่าระยะเวลาคืนทุนใช้เวลาไม่นานมาก อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

สำหรับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงคุณภาพ พบว่าการที่บริษัทไก่ย่างไทยมีการโฆษณาในอินเตอร์เน็ตทำให้ภาพพจน์ของบริษัทฯดูทันสมัย และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เข้ากับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้อย่างดี

สรุป

จากข้อมูลที่นำเสนอมาแล้วทั้งหมดจะพบว่าการทำธุรกิจ และ โฆษณา ในอินเตอร์เน็ตนั้นมีความน่าสนใจในการลงทุนพอสมควร และที่เหนือกว่านั้นคือวงการนี้มีอนาคตที่สดใสมาก โดยมันจะทำหน้าที่เป็นสื่อชนิดใหม่ที่นำเสนอข้อมูลให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างกว้างขวางและไร้ขอบเขต

การโฆษณาในอินเตอร์เน็ตยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก โดยไม่สามารถนำแนวทางในการพัฒนาโฆษณาของสื่อประเภทอื่นๆมาใช้ได้เพราะลักษณะพื้นฐานนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้พัฒนาสื่อโฆษณาบนอินเตอร์เน็ตจึงต้องสร้างรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้น และการที่จะประสพความสำเร็จเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้พัฒนาจะสามารถสร้างผลงานตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานได้เพียงใด

เอกสารอ้างอิง

  • ณัฏยา จรูญกาญจนกุล. ความคุ้มค่าของการนำอินเตอร์เน็ตมาใช้เป็นสื่อหนึ่งของการโฆษณา. โครงการศึกษากรณีพิเศษ.กรุงเทพฯ: คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. 2540.
  • ยืน ภู่วรวรรณ. “ได้ประโยชน์อะไรจากการใช้อินเตอร์เน็ต” วาสาร Internet Magazine. ฉบับที่18(พฤศจิกายน 2540): 35-37.
  • ยืน ภู่วรวรรณ. “เล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต” วาสาร Internet Magazine. ฉบับที่19 (ธันวาคม 2540):30-37.
  • เพชรี ขุมทรัพย์. หลักการบริหารการเงิน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2532.

  • ข้อมูลและรูปภาพภายในเว็บไซค์นี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้จัดทำเท่านั้นห้ามผู้ใดทำสำเนาหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
    This page Start on 9 / 9 /1999
    Copyright  @ 1999 winyou All rights reserved.