rOOt

เรื่องน่าสนใจจาก ASA Web board

ผู้จัดทำคัดข้อมูลเหล่านี้มาจากกระทู้ ใน อาษาเวบบอร์ด ของสมาคมสถาปนิกสยามฯ นำมาจัดทำและ เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ ผู้จัดทำ ใคร่ขอ ขอบคุณ ท่าน เจ้าของกระทู้และ คำตอบมา ณ.ที่นี้ ถ้ามี ความผิดพลาด ใดๆ ผู้จัดทำ ขอรับไว้ แต่เพียงผู้เดียว

แนวความคิดเรื่องบ้านประหยัดพลังงาน


กระทู้จาก??
ห้องนอนทำไมต้องติดแอร์

วิญญู วานิชศิริโรจน์ (07/03/42)
สาเหตุที่การออกแบบบ้านต้องออกแบบให้มีระบบปรับอกาศในบ้านแทบทุกหลังนั้น สัณนิฐานว่าสาเหตุน่าจะมาจาก
หนึ่ง อากาศในบ้านเรา ร้อนขึ้นทุกๆปี(น่าจะพูดว่าอากาศในโลกร้อนๆขึ้นเรื่อย)ได้รับข้อมูลจากการสัมมนาของมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่สมาคม เมื่อวันที่3มีนาคม อาจารย์ สุนทร ได้ให้ข้อมูลเรื่องนี้ไว้ ฟังดูน่ากลัวมากๆครับ
สอง. ที่ดินที่ใช้สร้างบ้านเล็กลงๆจนไม่สามารถสร้างสภาพอากาศที่พออยู่ได้ให้กับบ้าน
สาม ความเข้าใจผิดที่ว่าอากาศร้อนให้เปิดประตูหน้าต่างรับลมปรากฎว่าอากาศที่ไหลเข้ามาในบ้านยิ่งร้อนหนักขึ้นไปอีก ทั้งร้อนทั้งชื้น คนไทยต้องการ หน้าต่างมากๆ เพราะ คิดว่ายิ่ง หน้าต่างมาก บ้านยิ่งเย็น ปรากฏว่า ยิ่งมีหน้าต่างมากยิ่งร้อน ผนวกกับชายคากุดแดดที่ส่องเข้าบ้ายิ่งทำให้ความร้อนเข้ามามาก
สี่ คนปัจจุบันมีการใช้ชีวิตที่ต้องการ ความทันทีทันใด คือเข้าบ้านปับต้องเย็นปุบ รอไม่ได้ และการทำกิจกรรมภายในบ้านก็เปลี่ยนไป มีเครื่องใช้ไฟฟ้ามาก ยิ่งทำให้ ในบ้านร้อน มากขึ้นๆ
ห้า การใช้ผนังก่ออิฐ ที่ ผมขอใช้คำว่า เป็นความล้มเหลวที่สุดของประเทศไทย ที่เลือกใช้วัสดุนี้ในการก่อสร้างบ้านมานานนับเป็นเวลาสิบๆปี วัสดุนี้นอกจากไม่สามารถป้องกันความร้อนให้กับบ้าน ซ้ำร้ายยังทำให้บ้านในประเทศนี้ร้อนในเวลาที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง แม้ใช้ เครื่องปรับอากาศ ก็สิ้นเปลือง พลังงาน อย่าง มหาศาล
จากเหตุผลทั้งหมดผมว่าคงพอสรุปได้ครับว่าทำไมบ้านในประเทศไทยต้องติดแอร์ เพราะถ้าไม่ติด คนที่อยู่อย่าว่าจะแค่ไม่สุขสบายเลยครับ ผมว่าให้นอนอยู่ยังต้องนอนด้วย ความทนทุกข์ทรมารเลยครับ
ผมกำลังทำโครงการ ของ ตนเองขึ้นมาหนึ่งโครงการคือพยายามปรับปรุงบ้านตัวเองที่มีการก่อสร้างแบบปัจจุบันทุกอย่าง (ที่ผมเรียกว่า ความล้มเหลวในการเลือกใช้วัสดุ) ให้สภาพ ภายในบ้าน มีคุณภาพที่ดีขึ้นสำหรับการอยู่อาศัยโดยใช้พลังงานที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าได้ผลเป็นประการใดจะแจ้งให้ทราบต่อๆไปแล้วกันครับ


กระทูจาก ??
อยากรู้เรื่อง Passive & แบบActive

คมกฤช ชูเกียรติมั่น (24/03/42)
ผมขอแสดงความเห็นและตีความ เรื่องการออกแบบอาคารแบบ Passive & แบบActive สามารถมองแยกเป็น 3 ประเด็น
ประเด็นแรก คือ มองไปที่ภาพรวมใหญ่ คือ การใช้พลังงาน หรือการนำพลังงานมาใช้ แบบ Passive & Active
Passive น่าจะมีความหมายถึง การใช้พลังงานธรรมชาติ หรือทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีหมด หรือหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ (Renewable Energy) เช่น แสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้า (Passive Solar Energy)
Active น่าจะมีความหมายถึง การใช้พลังงานหรือ ทรัพยากรธรรมชาติที่มีวันหมด หมุนเวียนกลับมาใช้อีกไม่ได้ (Non-Renewable Energy) หรือกว่าจะหมุนเวียนมาใช้ก็อีกโลกหน้า เช่น น้ำมัน ถ่านหิน
ประเด็นที่ 2 การออกแบบ (สถาปัตยกรรม) Passive Design & Active Design
Passive Design น่าจะมีความหมายถึง การออกแบบ(สถาปัตยกรรม) ที่อาศัยพลังธรรมชาติมาเป็นเครื่องปรุงให้อาคารมีความน่าอยู่ จะเรียกว่าอยู่ในสภาวะน่าสบายก็ได้ โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องกลมาเป็นเครื่องปรุงแต่ง ง่ายๆคือเย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดแอร์ (Passive Cooling) ไม่ต้องเปิดไฟฟ้าแสงสว่างในอาคารตอนกลางวัน (Daylight Saving) ก็สามารถจะใช้งานอาคารนั้นได้อย่างดีพอควร ตามอัตภาพและศักยภาพของธรรมชาติที่ให้มา
Active Design น่าจะมีความหมายถึง การออกแบบ(สถาปัตยกรรม) ที่อาศัยเครื่องกลมาเสริมให้อาคารนั้นใช้งานได้ดีขึ้น เพราะเครื่องกลนั้นต้องอาศัยพลังงาน (ไฟฟ้า หรือ น้ำมัน หรือ แก๊ส) มาเพื่อให้สามารถจัดการกับสภาพภายในอาคารให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ เช่น แอร์ สำหรับขจัดความร้อน ควบคุมความชื้น หลอดไฟฟ้า สำหรับให้แสงสว่างในเวลามืด
เมื่อถึงตรงนี้ดูเหมือนว่าเราน่าจะออกแบบ (สถาปัตยกรรม) แบบ Passive แต่หากกลับไปดูในประเด็นการใช้พลังงาน แล้วลองตั้งคำถามว่า หากใช้ Solar-cell ผลิตไฟฟ้า แล้วมาเปิดแอร์หละ เรียกได้ว่า เป็นการออกแบบ แบบ Active ที่อาศัย Passive (Solar) Energy ได้ม๊ย… ต่อไปเราจะได้อยู่ในอุณหภูมิ 25 องศา โดยไม่เสียค่าไฟเพื่อเปิดแอร์ ก็ Happy กันเชียว
ก็อาจจะมีอีกฝ่ายแย้งว่า…หมายความว่าเราไม่สนใจสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารเลยหรือ จะเป็นดาวอังคารแบบหนังเรื่อง TOTAL RECALL ที่จะไปไหนข้างนอก ต้องอาศัยยานอวกาศ จากกล่องหนึ่งไปอีกกล่องหนึ่งใช่มั้ย ก็ ฝ่ายแรกก็คงบอกไม่ช่าย ไม่ช่าย สนใจอยู่อยากมีสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย…
ถึงตรงนี้ก็น่าจะต้องยืมใช้คำที่ฮิตและเก๋ มาบอกว่า
ก็ต้องออกแบบให้สถาปัตยกรรมเป็น Sustainable Architecture กันได้แล้ว แล้ว Sustainable Architecture นั้นจะมีรูปแบบเป็นอย่างไรล่ะ ผมว่าสามารถตั้งเป็นกระทู้ใหม่ได้เลย เพราะกำลังจะกินความหมายถึงคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง หรือ กินอยู่อย่างพอเพียงด้วยหรือเปล่า ?
ประเด็นสุดท้าย คือ จิตสำนึกแบบ Passive และ จิตสำนึกแบบ Active 
จิตสำนึกแบบ Passive น่าจะหมายถึง การคำนึงและตระหนักถึงการใช้ชีวิตที่ปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ ไม่ฝืนธรรมชาติ หรือเอาชนะธรรมชาติ จะมีบ้างก็ได้ผมไม่ได้หมายความอย่างสุดขั้วนะครับ
จิตสำนึกแบบ Active คงน่าจะหมายถึง การคิดว่าเทคโนโลยีเป็นคำตอบของทุกอย่าง และพยายามเอาชนะธรรมชาติ หรือ ควบคุมธรรมชาติ โดยอาศัยเทคโนโลยี ตลอดเวลา… ตลอดเวลา… ตลอดเวลา
โดยสรุปเบื้องต้นผมเองคิดว่าคงบอกได้ยากว่าอะไรดีกว่าอะไรในความหมายของการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างเดียวเพราะในบางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้ แต่หากดูแนวทาง หรือ Concept ก็น่าจะพัฒนาไปทางด้าน Passive ยังไงก็ตามผมอยากทราบความเห็นของคนอื่นด้วยครับ เพราะก็ยังไม่รู้จริงเหมือนกัน

Wan-Ake G.(24/03/42)
เรื่องนี้เป็นเรื่องของจิตสำนึกจริง ๆ แหละครับ  ในสมัยก่อน เราใช้ Design Criteria ที่ว่า บ้านต้องมีหน้าต่างเยอะ ๆ ให้ลมผ่านเข้ามามาก ๆ ฯลฯ เหมือนกับ หลักสูตร สถาปัตย์ บอก เอาไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ถ้าเป็นบ้านของผู้มีอันจะกิน ในสมัยนี้ คงพอจะทำได้ ซึ่งต้องใช้เนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ ปลูกต้นไม้ ขุดบ่อ (ตามแบบเศรษฐกิจ พอเพียง หรือ เปล่าเนี่ย แหะ แหะ) นั่นคือ เป็นการ "ดึง" สภาวะน่าสบาย จากสิ่งแวดล้อม เข้ามาสู่ตัวอาคาร เป็นการ "เสริม" ให้ผู้อยู่อาศัย มีความเป็นอยู่ในที่พักอาศัยที่ดีขึ้น ในปัจจุบันนั้น ประชากร ส่วนใหญ่ ในประเทศ ไม่ได้มีสถานะเช่นนั้นนะครับ พฤติกรรมก็เปลี่ยนไป
ที่ดินทำกิน 5 ไร่ (ซึ่งเทียบกับในระบบศักดินาต่ำสุดในสมัยโบราณในระดับ "ไพร่") ข้าราชการระดับ ซี 7 ซี 8 ปัจจุบัน ยังไม่ค่อยมีใครมีปัญญาไขว่คว้ามาเป็นของ ตัวเองได้ กันทุกคน เลยครับ
ภูมิปัญญา ของไทย เรื่องบ้านทรงไทย นั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เป็น Passive แท้ ๆ เลย แต่นี่มันปี Y2K ครับ คุณจะยกบ้านทรงไทย Typical มายัดลงที่ 50 ตารางวา แล้วก็มีพฤติกรรมแบบปัจจุบัน ออกจากบ้านไปทำงาน ตี 4 ครึ่ง กลับเข้าบ้านอย่างเร็วก็ ทุ่มครึ่ง
ข้างบ้านก็ปลูกบ้านเข้ามาชิดห้องนอนลูกสาว หลังบ้านทอดปลาเค็ม ฝั่งตรงข้ามเป็น Condo สูง 40 ชั้น คุณจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากบ้านใน Style นั้น ?
เราต้องยอมรับ ก่อนว่า เงื่อนไขต่าง ๆ นั้น เปลี่ยนไป ดังนั้น เราต้องมาเริ่มศึกษาใหม่ทั้งหมด บรรพบุรุษของเรา ลองผิดลองถูกมาหลายร้อยปี กว่าจะสรุปออกมาเป็นแบบที่ลงตัว (ถ้าเงื่อนไข ในเรื่องของคน และ สิ่งแวดล้อม เหมือนเดิม) ตอนนี้ ก็เป็นเวลาที่เราคงต้องมาลองผิดลองถูกกันใหม่ละครับ แต่คงอีกนาน กว่าอะไร ๆ จะลงตัว เพราะ ตัวแปรมันมากกว่า แต่ก่อนเยอะ แต่ที่เรามีในสิ่งที่สมัยโบราณไม่มี คือ "กระบวนการคิดทีเป็นวิทยาศาสตร์" ที่จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถหาข้อสรุปอะไร ๆ ได้ดีขึ้นครับ
ตอนนี้ยัง คิดอะไรไม่ออก ก็มาทะเลาะกันเล่น ๆ ฆ่าเวลา ว่า Active หรือ Passive อะไรเจ๋งกว่ากัน (แบบสร้างสรรค์นะครับ) กันให้พอหายเหงา (จากการที่ ไม่มีงานประจำกัน) รึเปล่าครับเนี่ย... อิอิอิอิ...

วิญญู วานิชศิริโรจน์ (31/03/42)
ความเห็นของผม ผมว่าไม่ว่าจะเดินทางไหนก็ดีทั้งนั้นครับ ถ้าที่สุดแล้วผลที่ได้ได้เหมือนกันคือประหยัดการใช้พลังงานโดยรวม การทำ passiveต้องดีกว่าการทำactive แน่ๆ เพราะใช้พลังงานน้อยกว่า(ตามทฤษฏี) แต่คำถามก็คือ ในการนำไปปฏิบัติจริงทำได้จริงๆหรือเปล่า
ผมตอนนี้ก็กำลัง ทดลองทำแบบ active ซึ่งน่าจะง่ายกว่า passive แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่คาดหวังไว้เลยครับ
ข้อจำกัดการทำอาคารประหยัดพลังงานมีมากเหลือเกิน เหมือนเรื่องการลด peak load การใช้ไฟฟ้านะครับประหยัดแทบตายเพื่อไม่ต้องเสียค่า demand charge ได้ 29 วัน วันที่ 30 ดันใช้ไฟเกินวันเดียวโดนเลย ผมเคยคิดเล่นๆว่าที่บ้านจะประหยัดค่าใช้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ปิดไฟให้หมดที่ไม่ใช้ ประหยยัดได้สัก100บาท ในเดือนนั้น วันรุ่งขึ้น ภรรยาเปิด เครื่องอบผ้า ตูมเดียวไฟฟ้า ที่ประหยัดไว้ หายเรียบ ผมว่าการประหยัดพลังงานอยู่ที่คนใช้มากกว่า50%นะ
ถ้าสนใจ ลองเข้าไปที่ energy forumดูครับมีข้อมูลน่าสนใจมากเหมือนกันlink อยู่ที่  http://www.eri.chula.ac.th/forum/ ครับ ^-^


กระทู้จาก: ผู้เข้าร่วมงาน (07/05/42)
คำถามจากการสัมมนาสถาปนิก 42 กรณีศึกษาอดีตปัจจุบัน อนาคต การถ่ายเทความร้อนลงสู่ดินโดยตรงจะมีผลต่อความชื้นในอาคารอย่างไรครับ เมื่อเทียบ การยกพื้น อาคารสูง ให้ลมพัดผ่าน กับวางอาคารติดดิน ข้อดีข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไรครับ

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ (10/05/42)
ผมไม่มีบุญได้ไปฟังสัมนาตอนนี้ แต่ขออนุญาตตอบ (เท่าที่มีปัญญา) ตามที่เจ้าของกระทู้ถามมาดังต่อไปนี้ก็แล้วกัน
๑. การถ่ายความร้อนลงดินและป้องกันความชื้นนั้น ต้องใช้วอเตอร์แบริเออร์ คือมีแผ่นป้องกันความชื้นระหว่างดินกับพื้นเสมอครับ ตรงนี้ช่วยได้มากทั้งทาง ด้านกายภาพ และ ด้านพลังงานเลยครับ
๒. การยกพื้นสูงให้ลมผ่าน ก็ควรจะยกให้สูงพอที่จะเข้าไปทำความสะอาดได้บ้าง เพื่อหลีกเลี่ยง งูเงี้ยวเขี้ยวขอ ด้วยครับ

วิญญู วานิชศิริโรจน์ (10/05/42)
ข้อที่1 คิดว่าคำถามน่าจะเป็นว่า "ถ้าเราออกแบบให้อาคารมีการถ่ายเทความร้อนของตัวอาคารลงไปในดินแล้วเราจะแก้ปัญหาเรื่องความชื้นของดินนั้นเข้ามาสู่อาคารได้อย่างไร" ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่นะครับ ถ้าไม่ถูกรบกวนแย้งมาด้วยครับ
คำตอบ คงเป็นเหมือนท่านอาจารย์ยอดเยี่ยมบอกไว้แล้วนะครับ ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำตัวกันความชื้นก็มีมากมายเลือกเอาแล้วกัน
ทฤษฎีพูดไว้ค่อนข้างง่าย คือเอาแต่ความเย็น ของดินมาใช้แต่ไม่เอาความชื้นของดินมา ตอนก่อสร้างจริงน่าจะยากจริงๆเพราะการกันน้ำรั่วจากใต้ดินง่ายกว่าการกันความชื้น เพราะ จะเรียกว่าน้ำรั่วได้นี่มันต้องมีน้ำมากขนาดเป็นหยดน้ำจึงเรียกว่ารั่ว แต่ถ้าซึมหรือชื้นเราไม่เรียกว่าน้ำรั่ว ส่วนใหญ่เราทำห้องใต้ดินมักแค่กันน้ำแต่ไม่ได้กันชื้นนะ เคยคิดเล่นๆ เหมือนกันว่า น่าจะทำเป็นกำแพงสองชั้นชั้นในเป็นผนังเบามีตัวกันชื้น ชั้นนอกเป็นผนังหนักกันน้ำรั่ว แล้วเอาความเย็น จากดิน ที่ผนังชั้นนอก เข้ามาผนังชั้นใน โดยผ่านตัวกลาง พวกโลหะเพื่อไม่ให้ความชื้นจากดิน ผ่านเข้ามา ในตัวอาคารได้ครับ คิดเฉยๆยังไม่ได้ทดลอง รอให้ผมมีเงินเหลือใช้สัก10ล้านอาจจะลองทำดูครับ
ข้อสอง คิดว่าคงถามว่า "ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการระบายความร้อนในอาคารโดยวิธีการถ่ายความร้อนลงดิน เทียบกับ การยกอาคารชั้นนั้น ให้ลอยพ้นดินแล้ว ใช้วิธี ระบายความร้อน ด้วยอากาศคือให้ลมพัดผ่าน อย่างไหนจะมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร."
คำตอบคำถามนี้ต้องขออนุญาตท้าวความไปและอ้างข้อมูลสักเล็กน้อย
ประเด็นแรก ทฤษฎีเรื่องของการถ่ายเทความร้อนไปสู่พื้นดินข้างใต้ ตั้งอยู่บนความเชื่อและจากผลการทดลองที่ว่า ใต้ดินนั้นอุณหภูมิ ค่อนข้างคงที่ และอุณหภูมิ มักจะต่ำกว่า อนุณหภูมิอากาศ เสมอ (ไม่สามารถอ้าวตัวเลขในขณะนี้ได้เพราะตำราอยู่ที่บ้านครับ ถ้าอยากรู้จะไปเปิดแล้วแจ้งให้ทราบครับ) เอาเป็นว่า จะเท่าไรก็ช่างมันเถอะ แต่อุณหภูมิต่ำกว่า ก็แล้วกัน
เมื่อเราสร้างบ้านอย่างถูกวิธี (เน้นนะครับ ว่าต้องถูกวิธี) ให้สามารถนำความเย็นจากดินมาใช้ได้ จะค่อนข้างแน่ใจว่าดินจะช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้านได้ค่อนข้างคงที่ครับ
ประเด็นที่สอง การนำอากาศภายนอกมาใช้ระบายความร้อนใต้พื้น ข้อมูลที่พบเรื่องแรกคืออุณหภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ยกตัวอย่างเมื่อวานผมเฝ้าดูเทอร์โมมิเตอร์ที่แขวนไว้ที่นอกบ้าน ด้านทิศเหนือ ในร่ม อุณหภูมิสูงสุดวิ่งไปถึง 36องศา และเมื่อวานฝนรตอตอนเย็นอุณหภูมิลงมาที่ 26องศา ในขณะที่ด้านที่ถูกแดด ทิศตะวันออกอุณหภูมิขึ้นไปกว่า 41องศา
คำถามเพื่อให้ได้คำตอบคือ เราจะเอาอากาศ ที่หนึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสองอากาศที่มีอุณหภูมิสูง(โดยเฉพาะในเวลาที่เราต้องการใช้งานช่วงกลางวัน) มาลดอุณหภูมิในอาคารได้อย่างไร เพราะอุณหภูมิที่เราต้องการคงประมาณ 26-28องศา ไม่ใช่ 30กว่าองศาขึ้นไปเหมือนสภาพอากาศที่เกิดขึ้นจริง(เน้นนะครับว่า จริง)
ประเด็นที่สาม ความเชื่อว่าลมสามารถช่วยลดอุณหภูมิเป็นความเชื่อที่ทั้งผิดและถูกครับ ลองเอาเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณภูมิธรรมดาแบบกระเปาะแห้ง(คือแบบธรรมดานั้นเอง) อ่านอุณหภูมิอากาศไว้ เอาพัดลมที่อยู่ในห้องนั้นพัดเทอดมมิเตอร์นั้นดูสักระยะจะเห็นว่าอุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าพ่นลมนานๆ อุณหภูมิอาจสูงขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าเทอโมมิเตอร์นั้นไวมาก เพราะมอเตอร์พัดลมร้อนขึ้น ทำให้อากาศที่พัดผ่านมอเตอร์ร้อนขึ้น
คำถาม แล้วทำไมเรารู้สึกเย็นเวลาลมพัด คำตอบคือ หนึ่งเป็นความรู้สึก ที่มีการแลกเปลี่ยน ความร้อนที่ผิว ซึ่งเท่า37องศา กับอากาศที่แม้ว่าร้อน แต่ก็มักต่ำกว่า 37องศา ยกเว้นถ้าอากาศที่พัดมาสูงกว่า37 เราจะรู้สึกร้อนมากขึ้น เช่น ลมที่พัดมาจากหลังคากลางแดด หรือ หลอดไฟหรือเตาไฟ
สอง เมื่อมีลมพัดจะทำให้เหงื่อหรือน้ำที่ผิวร่างกายระเหยเร็วขึ้นทำให้มีการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอ เกิดการดูดความร้อนเรียกว่าความร้อนแฝง ผิวก็จะเย็นลงเราก็จะรู้สึกเย็นลงด้วย
คำตอบคือถ้าจะใช้วิธีใช้ลมพัดให้ใต้พื้นเย็น ต้อง 1.ต้องมีผมพัดอย่างสม่ำเสมอ 2.อุณหภูมิอากาศควรเย็น 3.พื้นนั้นควรจะมีเหงื่อออก หรือมีการให้มีน้ำที่ผิวตลอดเวลา
ด้วยความเคารพครับ  ^-*

ชนิกานต์ (10/05/42)
ข้อ 1 คำถามเป็นอย่างที่เดาค่ะ เกี่ยวกับความชื้น
ส่วนข้อ 2 เนื่องจากหัวข้อที่สัมมนาคือหลักการประหยัดพลังงานโดยวิธีธรรมชาติ วิทยากรจะบรรยายเกี่ยวกับบ้านเรือนไทย ว่าการยกใต้ถุนสูง ช่วยให้ลมพัดผ่านได้ เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน
ปัจจุบันก็ควรนำมาประยุกต์ใช้ แต่มีข้อจำกัดคือถ้าเป็นบ้านในเมืองอาจจะทำได้ลำบาก ก็เลยมีคนสงสัยว่าแล้วถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว การปลูกบ้านแบบยกใต้ถุนสูง กับติดดินเลยอย่างไหนดีกว่ากัน ซึ่งวิทยากรก็เลยบอกว่าตอบยากเพราะมันขึ้นอยู่กับ SITE ค่ะ

วิญญู วานิชศิริโรจน์ (11/05/42)
ผมกลับไปอ่านคำตอบตัวเองแล้วพบว่ายังไม่ได้ตอบคำถามข้อสองเลย ขออนุญาตตอบให้จบแล้วกันนะครับ
คำถามที่ว่า ให้เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียในการลดอุณหภูมิอาคารระหว่างวางอาคารติดดินเพื่อให้ความเย็นจากพื้นดิน กับการลดอุณหภูมิอาคารโดยการยกใต้ถุนโล่งให้ลมพัดผ่าน อย่างไหน มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร
ขออนุญาตตอบตามความเห็นผมคือ ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ เนื่อง จากวิธีการ ให้ลมพัดผ่าน ใต้พื้น ไม่ได้ช่วย ลดความร้อน ภายในอาคาร ได้แต่อย่างไร ตามเหตุผลและข้อมูล ที่ได้แสดงไว้แล้ว ดังนั้นเราคงจะนำสองวิธีนี้มาเปรียบเทียบกันไม่ได้ครับ เหมือน ถามว่า ปลา กับผู้ชาย ต่างกันอย่างไร อะไรทำนองนี้นะครับ
การยกใต้ถุนโล่งของคนไทยโบราณ น่าจะมาจากการป้องกันไม่ให้ความชื้นมาถึงพื้นไม้ และเป็นการหนีน้ำท่วงในหน้าน้ำหลาก ไม่น่า มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ลดความร้อน ในอาคาร นะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง ^-^


กระทู้จาก: ผู้รับร่วมสัมมนา-ตัวปลอม (11/05/42)
อยากทราบว่าในการออกแบบอาคารประหยัดพลังงานด้วยวิธีธรรมชาติที่พูดถึงในหัวข้อสัมมนาที่ผ่านมา(คิดว่าน่าจะเรียกว่าวิธีออกแบบแบบ Passive นั้น
1.ตั้งความหวังไว้ว่าจะสามารถทำให้ภายในอาคารมีอุณหภูมิเฉลี่ยกี่องศา
2. จากข้อหนึ่ง ต่อ สูงสุดไม่เกินกี่องศา
3. จากข้อ 1-2 ความชื้นสัมพัทธ ที่เกิดขึ้นในอาคาร หวังไว้ว่าจะควบคุมให้ได้เพียงใด ใน%ที่เท่าไร
เป็นผู้ร่วมการสัมมนาตัวปลอมเพราะไม่ได้ไป ลงทะเบียนไม่ทัน แต่พกคำถามนี้ไว้เตรียมจะไปถามอยู่แล้ว เห็นคุณผู้เข้าสัมมนามาถามคำถามจากการสัมมนามากมาย ก็เลยขออนุญาตฝากถามด้วย อยากได้คำตอบมาก รบกวน ท่านผู้รู้ไขข้อข้องใจด้วยครับ

ชนิกานต์ (12/05/42)
ในที่สัมมนา ท่านวิทยากร อ.ดร.พันธุดา ได้สรุปอุณหภูมิเฉลี่ยน่าสบายที่ได้จากการทดลองให้ดูทั้งของประเทศไทยและของต่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย อุณหภูมิที่สบายในภาวะที่ไม่มีการปรับอากาศได้มีการทดสอบ 2 ครั้ง ที่กรุงเทพ
ครั้งที่ 1 อยู่ที่ระหว่าง 27.4-31.0 องศาเซลเซียส (ผู้เข้าทดสอบใส่เสื้อผ้าปกติ น้อยชิ้น บาง) 27.4 คือปกติ 31.0 คือmax ก่อนจะเริ่มร้อน
ครั้งที่ 2 อยู่ที่ระหว่าง 27.1-31.5 องศาเซลเซียส (ทดสอบบริเวณ TRANSITIONAL SPACE คือ โล่ง มีร่ม ไม่มีฝา)
ส่วนการทดสอบในสภาวะปรับอากาศสำหรับชาว กทม. อยู่ที่ 22-28 องศาเซลเซียส โดยมี ค่า 24.7 องศาเป็นค่ากลางค่ะ (ใส่เสื้อผ้ามากชิ้นกว่าทดสอบโดยไม่มีการปรับอากาศ)
อุณหภูมิที่แต่ละคนรู้สึกสบายนั้นแต่ละคนจะไม่เท่ากัน เพราะนอกจากจะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมอื่นนอกจากอุณหภูมิ คือ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเร็วลม ค่า MRT เสื้อผ้าที่สวมใส่ กิจกรรมที่ทำ ยังขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ รูปทรง/รูปร่าง อากาศในถิ่นที่อยู่อาศัย ความเคยชิน เผ่าพันธุ์ ฯลฯ
ส่วนเรื่องความชื้นในสภาพที่ไม่มีการปรับอากาศนี่ ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ใครรู้ช่วยตอบที

walking through (12/05/42)
If one say the comfort zone by mension USA standard, that one never understand THAI culture. Why we have to be as the rich american, do we realy need to be like that ? Thai financial crisis happen because we have too much farung style, please make sure what comfort zone is sutiable for Thai.
Why we have to ware farung style and then turn on aircondition and build double glass with heat protection film, also say about insulation which all import from outside. One who say the Thai need better zone as like USA code is the one who gonna kill out country.
The below topic seem there are some hidden promotion need, is it real ? Sorry that it is difficult to me to type in Thai now, I will try harder next time.

Hello (12/05/42)
Did someone ask about comfort zone? No, it is the Passive design instead, anyway let me share some info. The comfort zone that we are using now is based on the study of a Danish scientist named Fanger, P.O. in the 70s. Statistically, Asian and European people prefer the same comfort zone, and in the 90s research of a guy named Busch (American) did on Thai office workers in Bangkok confirmed this standard but the difference is that Thai people are more TOLERABLE with the hotter condition than most farungs are. That's all, so we can use the US standard with some adjustment to save energy. But if we can live without air-conditioners, it's fine.
This message is not intended to promote anybody, please understand.

ชนิกานต์ (12/05/42)
If one say the comfort zone by mension USA standard, that one never understand THAI culture
อืม.. แล้ว THAI CULTURE เกี่ยวข้องกับ COMFORT ZONE แบบไทย ๆ ยังไงบ้าง ช่วยอธิบายหน่อยค่ะ
เขียนลอย ๆ ให้ดูน่าสนใจเหมือนรู้จริงอย่างนี้ ถ้าอธิบายได้ด้วยก็จะดี เป็นวิทยาทาน เวลาอยากรู้เรื่อง COMFORT ZONE จะได้ไม่เปิด ASHRAE แล้วเชื่อทั้งหมด เพราะมันใช้ไม่ได้กับ THAI CULTURE ไปเสียทุกอย่าง
อ้อ กระทู้นี้พูดถึง Passive Design ไม่เกี่ยวกับการปรับอากาศ (แปลว่าติดแอร์) กรุณาอย่าหลงประเด็นเป็นเรื่องกระจก 2 ชั้นนะคะ

snowy (13/05/42)
ผมทราบมาว่า Comfort Zone นั้นไม่แบ่งแยก ไทยฝรั่ง มันเป็นมาตราฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่มาตรฐานทาง ความงามหรือทางวัฒนธรรม บางท่านอาจมี อคติ ในการ anti คนต่างชาติจนลืมไปว่า แม้แต่สูตรคณิตศาสตร์ชั้นประถมที่เราเรียนกันมา ชาวกรีก ซึ่งก็เป็นฝรั่ง เหมือนกันเป็นคนคิดขึ้น   เราน่าจะมองในด้านวิทยาศาสตร์ ว่ามันเป็นการค้นหาเหตุผล เพื่อพัฒนา ความรู้ให้กับมนุษย์ มากกว่า

คำตอบ จาก: ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ (13/05/42)
เรียนคุณชนิกานต์

ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลเรื่องอุณหภูมิครับ จะหาอ่านวิจัยเล่มนี้ได้ที่ไหนครับ หรือต้องติดต่อกับอาจารย์พันธุดาโดยตรง (พอสนิทกันอยู่ครับ) คุณชนิกานต์ช่วยอนุเคราะห์ด้วยนะครับ ผมเองบางครั้งอยู่ในห้องแอร์ที่ศูนย์สิริกิตดีๆ บางครั้งก็รู้สึกอุณหภูมิมันร้อนผิดปกติไม่น่าสบาย Comfort Zone มันหายไปไหนหมดก็ไม่ทราบครับ
เรียนคุณ Snowy

ผมว่า Comfort Zone มันไม่ได้เป็นตัวกำหนดตายตัวทางวิทยาศาสตร์ก็ได้นาครับ ตอนที่ทำวิจัยเรื่องพลังงานอยู่ที่ Corps of Engineer, Construction Research Lab. ก็เคยถามฝรั่งนักวิจัยเหมือนกันว่า ของคนเอสกีโม กับคนไนโรบี เคนยา มันจะเหมือนกันหรือ คำตอบก็คือ "ไม่เหมือน" แต่บังเอิญเรายังไม่มี Comfort Zone ของเราเอง (นำเข้ามาในเมืองไทยเมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้ว นำโดยอาจารย์ตรึงใจ และอาจารย์สมสิทธิ์)   พอกลับมาเมืองไทย ได้คุยกับผู้รู้ทางพลังงานหลายคน เช่นอาจารย์จรัลพัฒน์ อาจารย์สุนทร และวิศวกรหลายท่าน ทุกท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่า Comfort Zone นั้น แต่ละพื้นที่ แต่ละชาติพันธ์น่าจะแตกต่างกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้เรามีข้อมูลเฉพาะของอเมริกาเท่านั้น (แม้ทาง บาวเซ็นตุ้ม ที่ฮอลแลนด์ ที่บรรสถาปนิกเมื่อสิบกว่ายี่สิบปีไปอบรมกันมากมาย ก็ยังไม่มีบันทึกที่ชัดเจนเรื่อง Comfort Zone นี้ครับ)  ส่วนที่คุณสโนวี่ เห็นว่าเราน่าจะมาพูดเรื่องนี้เพื่อการพัฒนาวิชาการ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ แล้วคุณสโนวี่ ก็อย่าไปมีอารมณ์ทะเลาะกับใครเลยครับ เสียเวลาเปล่าๆ 
เรียนคุณ Hello
ขอคารวะกับข้อมูลประวัติเจาะลึกอย่างมากครับ แต่วิจัยที่ M.I.T. เรื่อง Thai's Comfort Zone ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับ Hypo Thesis เท่าไรนัก (หรืออาจ จะเพราะผมโง่ไป ก็ได้ครับ) พอจะบอกหนังสือ (หรือเวป) เรื่องนี้ให้หน่อยได้ไม๊ครับ
ส่วนเรื่อง Passive & Active เคยมีการคุยกันในเวปนี้แล้วครั้งหนึ่งครับ ซึ่งในความคิดของผม (และภรรยา) คิดว่าเรื่อง อาจจะไม่มีความสำคัญกับประเทศชาติเราตอนนี้เท่ากับเรื่อง Imported Technology & Material ที่เราต้องคำนึงถึงการสูญเสียเงินออกนอกประเทศครับ หากปล่อยไว้โดนย้อมสมองบ่อยๆบางเรื่อง จะกลายเป็นนิยายของ "หลอดตะเกียบ" ที่เราโดนฝรังมันหลอกมาตั้งหลายปี เงินทองออกนอกประเทศไปมากมาย โรงงานไทยต้องปิดตัวเอง แล้วคนงานไทยก็ต้องตกงานไปมากมาย
ผมขออนุญาตจบความตรงนี้ด้วยความของท่านพระธรรมปิฎกก็แล้วกันครับว่า
".... ที่บอกว่าเทคโนโลยีแก้ปัญหาได้ทั้งหมดนั้น ก็ตอบว่าถึงทำได้จริง โลกนี้ก็จะพินาศไปแล้วก่อนที่จะทำได้สำเร็จ คือมันไม่ทันและไม่พอที่จะแก้ปัญหา ....."
และอีกความหนึ่งท่านกล่าวว่า
".... ประเทศที่พัฒนาแล้ว เอาประเทศที่กำลังพัฒนาเป็นแหล่งป้อนทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกันนั้นก็เอาเป็นแหล่งระบายมลภาวะด้วย ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงพร้อมที่จะสนับสนุนให้เอา อุปกรณ์เทคโนโลยี ไว้ในประเทศที่กำลังพัฒนามากๆ ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็จะผลิตแต่เทคโนโลยีชั้นสูง ...."


กระทู้จากบุญช่วย ภัทรเลิศศิริ[2 ตุลาคม 2541]
ผมขอเรียนขอคำแนะนำในการประหยัดพลังงานสำหรับบ้านไม้หลังคาสังกะสี
1. การลดความร้อนจากหลังคาสังกะสี อย่าวมีประสิทธิภาพสูง และประหยัดควรใช้ฉนวนชนิดไหนดี เพื่อเคลือบหรือซ้อนข้างบนหรือใต้สังกะสี?
2. ถ้าเปลี่ยนจากสังกะสี ควรทดแทนด้วยอะไรที่ช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้ดี และไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างของหลังคา หรือเพียงเล็กน้อย ?
3. หาเอกสารเกี่ยวกับการสร้างบ้านประหยัดพลังงานได้ที่ไหน
4. มีเอกสารเปรียบเที่ยบ ฉนวนต่างๆที่ใช้กับบ้านไหมครับ

กวาง  kwaraluk@usa.net[10 กันยายน 2541]
ใช้ฉนวนใต้สังกะสีดีกว่าค่ะ มีขายแบบที่เป็นม้วนนะ เรียกว่า Stay Cool ฉนวนกันความร้อนสำหรับบ้านเรือน เป็นม้วน ๆ ค่ะ เป็นฉนวนใยแก้วขนาดความหนา 3 นิ้ว หุ้มด้วยแผ่นฟิล์มสะท้อนแสง มีความสามารถในการกันความร้อนสูงลดปริมาณความร้อนที่เข้ามาและกักเก็บความเย็นภายในได้ดี จึงช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาสได้ค่ะ อีกอย่างหนึ่งคือเป็นวัสดุปิดผิวที่กันความชื้นหุ้มทุกด้าน ช่วยป้องกันความชื้นและไม่เกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำจากความแตกต่างของอุณหภูมิห้องที่ปรับอากาศ รายละเอียดนอกจากนี้ลองสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายของวัสดุนี้นะคะ ได้ข้อมูลนี้มาจาก บ.สยามไฟเบอร์กลาส ค่ะ 036-373444

การ์ตูน
ข้อ1 ทำฉนวนใต้สังกะสีครับ
ข้อ 2 วัสดุอื่นๆใกล้เคียงกันหรือดีกว่านิดหน่อยเช่น กระเบื้อง ช่วยได้บ้าง แต่ถ้าเปรียนอาจมีปัญหาเรื่องนำหนัก   เสนอว่าให้คิดเสียว่า วัสดุมุงเป็นหลังคาเพื่อกันนำรั่วอย่างเดียว แล้วหาสัสดุอื่นมาทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนดีกว่า
ข้อ 3 รอหนังสือของอาจารย์สุนทรา บุญญาธิการเรื่อง บ้านประหยัดพลังงาน ครับ ซึ่งคุณอุษณีย์ มิ่งวิมล เป็นผู้รวบรวมอยู่ ใกล้เสร็จแล้ว เล่มนี้ครบถ้วนอ่านแล้วตอบคำถามได้ทุกข้อเลย
ข้อ 4 ครับ เป็นข้อมูลเปรียบเทียบบ้างส่วนของวัสดุ

วัสดุ ความหนาแน่น(กก./ลบม) การถ่ายเทความร้อน
คอนกรีต 2200 1.2
ปูนขาว 2100 1.2
กระดานฉนวน, 2140 1.1
ไม้อัด 550 0.13
แผ่นพลาสเตอร์, 640 0.05-0.12
ใยแก้ว 30-40 0.038
พีเอสโพม 30 0.032
พียูโพม 25-50 0.017-0.020

ที่มาของข้อมูลเฉพาะตัวเลขต่างๆนี้มาจากเอกสารของ Bangkok Insulation co.,ltd.   ค่าการถ่ายเทความร้อน ยิ่งน้อยยิ่งดี ราคาต้องตรวจสอบกับผู้ขาย   แนะนำให้ใช้ ใยแก้วแบบมีฟลอย์หุ้มรอบ (ดูคำตอบข้อสองประกอบ) หนา 3-6นิ้ว(3นิ้วคิดว่าน้อยไปสำหรับเมืองไทยครับ)รองใต้สังกะสี โดยเว้นช่องระหว่างหลังคา 10 ซม. และอยู่เหนือฝ้า 10ซม. ถ้าไม่มีฝ้าให้ตีฝ้าเสียด้วยเพื่อเพิ่มช่องอากาศนิ่งครับ

กะโปโล[3 ธันวาคม 2541]
ในความคิดเห็นของผม ถ้ามองเฉพาะว่าลงทุนแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น แน่นอนว่าครั้งแรกคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายแน่นอน แต่ถ้ามองถึงระยะยาวการที่คุณประหยัดไฟได้มาก เท่ากับคุณจ่ายเงินน้อยลง วันหนึ่งก็จะถึงจุดที่คุ้มทุน และหลังจากนั้นคือคุณได้กำไร ส่วนเรื่องอรรถประโยชน์นั้น ผมคิดว่าในมุมมองสถาปนิกก็สามารถผสมผสานความประหยัดและประโยชน์ใช้สอยไว้ด้วยกันได้ไม่ยาก ก็อยากให้ประชาชนสนใจเริ่มคิดประหยัดพลังงานกันเสียแต่วันนี้ล่ะครับ เพราะถ้าคิดว่าจะลงทุนสูงผมว่าก็จะไม่เกิดความร่วมมือร่วมใจประหยัดพลังงานกันเสียที

วิญญู [3 ธันวาคม 2541]
ผมกำลังทำบ้านตัวเองเป็นบ้านประหยัดพลังงาน ชื่อโครงการว่า "บ้านจัดสรรประหยัดพลังงาน หรือ บ้านแห่งพลัง 2"   ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการอยู่ มีรายละเอียดแลัวิธีการหลายอย่างที่เอามาใช้กับบ้านหลังนี้ครับ   คิดว่าโครงการจะแล้วเสร็จไม่เกิน เมษายนปีหน้า และคิดว่าเมื่อทำเสร็จแล้วคงจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เผยแพร่ต่อไปครับ ถ้าถามว่าที่คิดทำโครงการนี้เพราะคิดว่าจะคุ้มทุมทางการเงินหรือไม่ ตอบได้ทันทีความว่า ถ้าใช้หลังการเงินหรือเศรษฐศาสตร์มาคิด ไม่มีทางคุ้มทุนแน่นอนครับ   แต่ที่คิดทำเพราะจริงๆแล้วบ้านประหยัดพลังงานมีผลกลับมามากกว่าเรื่องเงินครับ เช่น ความสบายของผู้อยู่อาศัย ที่ได้อยู่ในบ้านที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีคุณภาพของอากาศ และสภาวน่าสบายที่ดี โดยใช้พลังงานต่ำเป็นต้น

อ่านพบใน ข่าวสาร Honda Cars ที่ทางบริษัทนี้แจกให้ลูกค้า ฉบับเดือนมกราคม มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับบ้านพลังงานธรรมชาติ ที่บริษัท ฮอนด้าทำขึ้นเป็นบ้านทดลองชื่อว่า Eco-Energy Cottage
ผมจะคัดข้อความบ้างส่วนมาให้อ่านดังนี้ครับ
" จากรถพลังงานแสงอาทิตย์ สู่บ้านพลังงานธรรมชาติ วันนี้ฮอนด้ามอเตอร์ประเทศญี่ปุ่นประกาศความสำเร็จของผลงานล่าสุดจากการวิจัยและพัฒนาแหล่งพลังงานธรรมชาติ โดยสร้างบ้านตัวอย่างขึ้นที่สนามแข่ง ทวินริง โมเตกิประเทศญี่ปุ่น"
"บ้านนี้ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงที่มีต้นทุนต่ำ โดยการปรับความหนาแน่นของเซลล์ต่อพื้นที่และใช้ระบบติดตามด้วงอาทิตย์"
"เครื่องปรับอากาศใช้ระบบ GHP ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก. เป็นเครื่องยนต์แก๊ซที่เสียงเบาเท่าเครื่องที่ใช้ไฟฟ้า และมีเครื่องปรับอากาศชนิดปั้มความร้อนแบบดูดซับ ที่มีความประหยัด"
"มีระบบกำเนิดพลังงานร่วมขนาดจิ๋ว ระบบกำเนิดพลังงาน และทำน้ำร้อนร่วมที่เล็กที่สุดในโลก ใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติ ชุดกำเนิดไฟฟ้าแบบขั้นบันไดแบบหลายขั้ว"
ดูข้อมูลน่าสนใจมากครับ แต่รายละเอียดยังค่อนข้างน้อยมาก
ตอนนี้ผม mail ไปที่ฮอนด้าขอรายละเอียดเพิ่มแล้วถ้าได้ข้อมูลเพิ่มจะส่งข่าวมาเพิ่มให้ครับ

สมภพ  kinglion12@hotmail.com[15 มกราคม 2542]
ผมและเพื่อน ๆได้ติดตามข่าวคราวของเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานในอาคารมาพอสมควร ผมมีข้อเสนอแนะและมีคำถามจะถามดังนี้นะครับ บ้านที่ประหยัดพลังงานที่ออกข่าวหรือประชาสัมพันธ์ทั้งหลาย ประหยัดพลังงานจริงหรือ? ไม่เคยมีใครนำบิลค่าไฟมาแสดงให้ทราบเลย( เท่าที่ทราบมานะครับเป็นหมื่นหรือเกือบหมื่นทั้งนั้น) และมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องมีการใช้ระบบปรับอากาศตลอด 24 ชั่งโมง แล้วมาบอกว่าประหยัดได้เท่านั้นเท่านี้จากที่ใช้ไปมากมาย เพื่ออะไร ทำไมไม่ประหยัดตั้งแต่แรกโดยใช้ให้น้อยลงหรือใช้ให้น้อยที่สุดละครับ แล้วยังมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่ตามมาอีก และยังมีอื่นๆอีกที่ผมสงสัยและเคยได้สอบถามกับอาจารย์( เจ้าของบ้านประหยัดพลังงาน) แต่ไม่ได้รับคำตอบที่กระจ่าง เป็นการตอบแบบคลุมเครือ( ปกปิดข้อไม่ดี) ซึ่งจริง ๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาคารแบบใด สถาปนิกท่านใด ก็ต้องมีข้อบกพร่องบ้าง เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่ผมเขียนมาเพราะอยากให้สถาปนิกเมืองไทยและประชาชนได้รับสิ่งที่ดี ๆ โดยทราบข้อเท็จจริง ที่เป็นความจริงบ้างไม่ใช่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้วบอกว่าเป็นสิ่งที่ดี ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ลองเขียนมาบอกกันที่นี่นะครับ แล้วผมจะเขียนตอบมาใหม่ ขอบคุณมากครับ

วิญญู 13 กรกฎาคม 2542
ตำราเรื่องวิธีการก่อสร้างออกแบบบ้านประหยัดพลังงานของท่าน ศ.ดร.สุนทรา บุญญาธิการเป็นผู้เขียน และท่านอาจารย์อุษณีย์ มิ่งวิมล เป็นผู้รวบรวม ออกวางตลาดแล้วครับ ราคา 750 บาท หาซื้อมาอ่านได้ มีข้อมูลดีๆมากมายนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีเกือบทั้งหมด น่าสนใจมาก
ขออนุญาตทุกท่านให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการของผมที่ทำนะครับ
คือบ้านที่ผมเข้าอยู่มา เกือบสามเดือนนั้นปรากฎว่า ใช้ไฟฟ้าไม่เปลือง ค่าไฟเดือนที่แล้ว 1,048บาท ค่าไฟฟ้าเดือน เมษายน 1,300 บาท เศษนิดหน่อย
บ้านหลังเดิมที่เคยอยู่จ่ายค่าไฟฟ้าประมาณ 2000 บาท กว่าๆ/เดือน บ้านเก่ามีพื้นที่ประมาณ 75 ตารางเมตร เป็นบ้านชั้นเดียว อุปกรณ์ไฟฟ้าขาดแคลนหลายอย่างครับ
บ้านใหม่พื้นที่ 195 ตารางเมตร 2ชั้น อุปกรณ์ไฟฟ้าเพียบ ปั้มน้ำโตกว่าเดิม ตู้เย็นใหญ่กว่า ทีวีใหญ่กว่า ฯลฯ ก่อนหน้านี้คิดว่าต้องจ่ายค่าไฟไม่ตำกว่าสามพันครับ
จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ  ^-^


กระทู้จาก พงษ์ศักดิ์ วงค์นาค [9 กรกฎาคม 2542]
บ้านประหยัดพลังงานแบบเศรษฐกิจพอเพียง เกี่ยวกับการทำบ้านประหยัดพลังงานเท่าที่ทราบมามีแต่ใช้เงินในการทำมากก็คือคนที่จะทำตรงนี้ได้ต้องมีทุนสูง ผมอยากทราบว่ามีความเป็นไปได้ไหม ที่บ้านประหยัดพลังงานจะทำได้โดยใช้ต้นทุนต่ำและใช้วัสดุในประเทศ กรุณาช่วยบอกหน่อยครับ

วิญญู วานิชศิริโรจน์[12 กรกฎาคม 2542]
เรียนคุณ พงษ์ศักดิ์ วงค์นาค เจ้าของกระทู้
ขออนุญาตนำเสนอแนวความคิดส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ   เรื่องการทำให้บ้านประหยัดพลังงานน่าจะดูใน 3 ประเด็นครับคือ
ข้อ 1. ดูว่าบ้านหลังนั้นสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของบ้านให้อยู่ได้สบายหรือไม่ เพียงใด
ข้อ 2.การใช้แสงสว่างจากธรรมชาติมาทดแทนการใช้แทนแสงประดิฐภายในบ้าน ในเวลากลางวันได้อย่างมีคุณภาพและเต็มที่
ข้อ 3.การใช้พลังงานที่ผลิตขึ้นเองมาทดแทนการซื้อหา

ขอนำเสนอแนวความคิดดังนี้ โดยแนวความคิดนี้จะอยู่บนข้อกำหนด คือใช้วัสดุที่ผลิตและเป็นวัสดุที่ใช้วัตถุดิบจากในประเทศให้มากที่สุด อีกทั้งราคาต้องไม่แพง เอาเป็นข้อกำหนดตามนี้นะครับนะครับ หัวข้อแรกคือการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้บ้านร้อน ทำให้คนอยู่สบาย ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ไม่ต้องเปิดไฟในเวลากลางวัน
1. บ้านที่ปลูกควรอยู่บนที่ดินที่ใหญ่พอสมควร ไม่น่าจะต่ำกว่า 1 ไร่ หมายความว่าไม่น่าจะสร้างในเมือง เพราะราคาที่ดินคงแพง จึงน่าจะตั้งอยู่นอกเมือง ปลูกบ้านอยู่กลางที่ ให้มีสวนรอบบ้าน ปลูกต้นไม้ใหญ่ด้านทิศตะวันตก-ตะวันออก-ใต้ ปล่อยด้านเหนือไว้ให้แสงเข้าให้มากที่สุด
2.ตัวบ้าน น่าจะเป็นชั้นเดียว เพราะจะได้เตี้ยพอที่จะได้ร่มเงาจากต้นไม้ที่ปลูกตามข้อ1
3. มีชายคายื่นมากๆด้าน ตะวันออก-ตก-ใต้ ชายคากุดหน้าทิศเหนือ เพื่อให้แสงทิศเหนือเข้าสู่ตัวบ้านมากที่สุด ด้านตะวันออก-ตกที่องศาของพระอาทิตย์ต่ำ ให้ติดตั้ง มู่ลี่ที่ชายคากันแดดเข้าในเวลา เช้า-เย็น ให้เปิดขึ้นเวลาไม่มีแดด เพื่อให้แสงเข้าในบ้าน ไม่ต้องเปิดไฟ
4..มีช่องเปิดด้านทิศ ออก-ตก-ใต้ ให้มีเท่าที่จะเป็น ช่องเปิด ประตู-หน้าต่างมีในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อการรับลม + แสงสว่าง อย่าใส่มาก เพราะแพงและเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ความร้อนเข้าบ้านได้ง่าย ควรให้รอยต่อระหว่างวงกบกับบาน กันรั่วได้ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
5..ปลูกไม้คลุมดินรอบๆพื้นที่ อย่าให้มีดินเปล่า เพื่อให้ดินรอบๆเย็นตัวมากที่สุด
6..หลังคาควรใช้วัสดุที่บางไม่มีมวลมาก เช่น กระเบื้องลอนคู่ชนิดบาง หรือสังกะสี เพื่อไม่ให้อมความร้อน ทำฝ้าเพอานภายในอีกหนึ่งชั้นด้วยวัสดุฉนวนหนาๆเช่นใช้แผกมาปูทับๆกันใต้หลังคา กันไม่ให้ความร้อนผ่านเข่ามาด้านใน ทำช่องระบายความร้อนระหว่างหลังคากับฉนวน ด้านทิศ เหนือ-ใต้ เพื่อระบายความร้อนในช่องระหว่างหลังคา ออกไป โดยการใช้การไหลของลมภายนอกที่ทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของอากาศ
7..ผนังภายนอกใช้ไม้แผ่นตีนอนซ้อนเกล็ด ทำฝาจะดีเพราะ ไม่อมความร้อน ใส่ฉนวนภายในช่องคร่าวไม้ โดยอาจใช้กระดานจากสมุดโทรศัพท์เหลือใช้ มาอัดใส่ช่องว่างให้เต็ม กระดาษเป็นฉนวนอย่างดี+กับช่องว่างอากาศระหว่างแผ่นกระดาษจะช่วยเป็นฉนวนอีกด้วย ภายในบุยิบซั่มหรือแผ่นไม้อัดก็ได้
8.ช่องเปิด ประตู-หน้าต่างมีในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อการรับลม + แสงสว่าง อย่าใส่มาก เพราะแพงและเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ความร้อนเข้าบ้านได้ง่าย ควรให้รอยต่อระหว่างวงกบกับบาน กันรั่วได้ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลักการนี้คือ ไม่ให้บ้านรั่วในเวลาที่เราไม่ต้องการ ให้เราสามารถควบคุมคุณภาพอากาศตามใจเรา มากกว่าการปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมครับ
9.ติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์ และเครื่องวัดความชื้น(อาจใช้เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียก-แห้งแทนก็ได้ถูกดี) ติดไว้ด้านนอก-ใน บ้าน อย่างทิศทางละ 1 ชุด ตรวจสอบ อุณหภูมิภายใน-นอก ความชื้นภายใน นอกเป็นระยะๆ ถ้าอุณหภูมิและความชื้นภายนอกต่ำกว่าภายในให้เปิดหน้าต่าง ถ้าสูงกว่าให้ปิดหน้าต่าง แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือ บางครั้ง อุณหภูมิภายนอกต่ำ แต่ความชื้นสูงจะทำอย่างไร ใจผมผมกลัวความชื้นมากกว่าอุณหภูมิ ดังนั้นคิดว่าดูความชื้นเป็นหลักดีกว่า
10. ถ้าทำได้ ให้มีปล่องระบายความร้อนที่เหนือบ้าน ยิ่งสูงยิ่งดี แต่การเปิดปิดต้องควบคุมได้ ให้เป็นสภาพการดูดความร้อนภายในแบบปล่องควัน จะชวยให้การระบายความร้อนดียิ่งขึ้น เพิ่มกระแสลมภายใน เวลาที่เราต้องการ
11. วัสดุภายในทั้งหมด ควรเป็นวัสดุไม่ดูดความชื้น อมความร้อน เพื่อลดการสะสมความร้อนภายใน ฯลฯ

การนำแสงสว่างธรรมชาติมาใช้
1.เน้นการใช้แสงทิศเหนือ เพราะไม่ค่อยวูบวาบเท่าทิศอื่น
2.หน้าต่างประตูติดมูลี่ปรับแสง เพื่อสามารถควบคุมคุณภาพของแสงภายใน
3.เจาะหลังคาเพื่อเอาแสงจากท้องฟ้า แต่ต้องระวังแดดและความร้อน มีเทคนิกนี้อีกยืดยาวครับ
4. ใช้วัสดุสะท้อนแสงเข้าบ้าน
5.ดูข้อ 1,4, 5 หัวข้อด้านบนประกอบ
การผลิตพลังงานเอง
อันนี้ค่อนข้างยาก และถ้าทำมากจะกลายเป็นบ้านสร้างพลังงาน ไม่ใช่บ้านประหยัดพลังงาน การผลิตไฟฟ้าด้วยโซล่าเซลล์ยิ่งส่งเสรอมการนำเข้าของสินค้าจากต่างประเทศ ระบบน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์น่าจะทำได้เพราะระบบปัจจุบันน่าจะใช้ของที่ผลิตในประเทศเป็นส่วนใหญ่แล้ว(มั้ง อันนี้ไม่ค่อยรู้ครับ) เอาเป็นว่าไม่พูดถึงแล้วกัน
อันที่ทำได้น่าจะเป็นเรื่อง แก๊ซชีวภาพแต่ได้ข้อมูลมาว่าส่วนที่เหลือจากการผลิตจะทำลายชั้นบรรยากาศ เลยไม่รู้ว่าจะเอาไงกันแน่น
ขออภัยที่เขียนยาวไปหน่อยครับ คิดว่าถ้ามีโอกาศอยากจะลองสร้างขึ้นมาสักหลังครับ ว่าแนวความคิดนี้จะประสพความสำเร็จได้แค่ไหน ครับ
และถ้าคิดอะไรเพิ่มได้อีก จะเขียนมาใหม่ครับ ขอเรียนอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้เป็นความเห็นและความเชื่อส่วนตัวครับ
ลองอ่านข้อมูลนี้ประกอบครับเผื่อมีประโยชน์บ้างครับ
สถาปัตยกรรมไทยกับการปรับเย็นตามธรรมชาติ http://members.tripod.com/civiltec/service/mrt.htm
แสงธรรมชาติ (Natural Light) http://members.tripod.com/civiltec/service/nlight.htm
หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างครับ
^-^

กิจจา [18 กรกฎาคม 2542]
หนังสือเรื่องบ้านประหยัดพลังงาน ไม่เห็นพูดเหมือนคุณวิญญูเลย คุณวิญญูมีวิจัยอะไรมา support สิ่งที่แนะนำหรือเปล่า

วิญญู [18 กรกฎาคม 2542]
เรียนคุณ กิจจา ครับ
บางเรื่อง ก็มาจากหนังสือ บ้านประหยัดพลังงาน (คาดว่าน่าจะเป็นเล่มเดียวกัน) เรื่องวิจัยไม่เคยทำครับ เพราะไม่ได้อยู่วงการศึกษา อาศัยอ่านหนังสือเอา + ลองดูด้วยตนเองครับ
อย่างที่เรียน ในคำตอบแล้วว่าเป็นความเห็นส่วนตัวครับ และหลายเรื่องเป็นหลักวิทยาศาสตร์ธรรมดาที่เรารู้กันทั่วไปอยู่แล้วครับ เช่นเรื่องแสงทิศเหนือ การส่งผ่านความร้อน ความร้อนกับมวล หรือแม้แต่การที่ให้ฆญ้าคายน้ำทำให้ดินเย็นตัวลง ฯลฯ เหล่านี้คงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราคงจะรู้ๆกันนะครับ มีอันไหนไม่เห็นด้วย ให้ข้อมูลขัดแย้งได้เลยครับ ไม่โกรธแน่นอน จะได้หูตาสว่างด้วยครับ พราะบางเรื่องอาจจะเข้าใจผิดมานานแล้วก็ได้   เนื่องจาก คำถามเน้นว่า "ที่บ้านประหยัดพลังงาน จะทำได้โดย ใช้ต้นทุนต่ำ และ ใช้วัสดุในประเทศ กรุณาช่วยบอกหน่อยครับ" อันนี้เป็นข้อจำกัดสำคัญจึงมีบางอย่างต้องเอาของที่ใช้ยากมาใช้ เช่น วัสดุเหลือใช้ แฝก เป็นต้น
อย่าเอาเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยครับ เป็นเรื่องการเสนอแนวความคิดครับ
ถ้าคุณกิจจา อยากได้งานวิจัยอ้างอิง คงต้องรอ ท่านอาจารย์ มหาวิทยาลัย สนใจไอเดียนี้ เอาไปทำวิจัยนะครับ   หวังว่าตอบคำถามท่านได้บางนะครับ ถ้าตอบไม่ถูกใจไปบ้างต้องขออภัยด้วยครับ   ด้วยความเคารพฯในความเห็นครับ ^=^


กระทู้จาก: ประกิตติ (15/07/42)
การเลือกใช้ และ ติดตั้งฉนวนแต่ละประเภทมีข้อพิจารณาอะไรบ้างครับ การเลือกใช้วัสดุฉนวนกันความร้อนชนิดต่างๆ ควรติดตั้งที่ตำแหน่งใด จึงจะ เหมาะสม ที่สุดครับ
1. เหนือแผ่นฝ้า
2. ใต้จันทันหรือโครงหลังคา
3. ใต้วัสดุมุง
4. บนวัสดุมุง
และมีข้อพิจารณาในการเลือกใช้อย่างไรบ้าง

tintin (16/07/42)
อ่านคำถามดูคุ้น ๆ แฮะ รู้สึกจะเคยมีคนตอบไปแล้วมั๊ง ลองดูกระทู้ล่าง ๆ นะครับ สมัยผมเรียนโทอยู่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันกับผมทำ Thesis เรื่อง การตำแหน่ง การติดตั้งฉนวน กับหลังคา เท่าที่จำได้ ตอนนั้น ผลออกมา ปรากฎว่า ติดตั้งขนานกับ Plane หลังคา จะดีกว่าขนานกับพื้นครับ บ้านอาจารย์ ดร. สุนทร ที่รังสิต ผมเห็นแกก็ติดตีฝ้าเป็น Slope ขนาน ไปกับ Plane หลังคา ถ้าไม่ดีจริงแกคงไม่ทำอย่างนั้นเหมือนกัน
ข้อ 4 ติดตั้ง บน วัสดุมุง ถ้าเป็นหลังคากระเบื้อง คงทำลำบากนะครับ ถ้าเป็นหลังคา Slab ผมเคยใช้ Lightweight Concrete พ่นทับครับ หรือไม่ก็ใช้ Polystyrene Foam แล้วมี Coating กับเท Topping ทับหน้าอีกที ปกติ วัสดุที่เป็น ฉนวน ส่วนใหญ่มันมักจะไม่ค่อยทนแดดทนฝนทนเหยียบย่ำเท่าไหร่ เลยต้องมี Topping อีกชั้นครับ

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ (19/07/42)
ขอโทษครับท่านเจ้าของกระทู้ ที่มาตอบช้าไปนิด (แต่ก็มาแล้วนะ)
บอกตรงๆว่าผมข้องใจเรื่องนี้มากๆเลย ยิ่งอ่านหนังสือของศูนย์อนุรักษ์พลังงานไปหลายเล่มเท่าไรก็ยิ่งข้องใจ เหมือนกับว่าตอนนี้ต่างคนต่างก็พูดว่าอย่างนั้นถูกต้อง อย่างนี้ถูกต้อง (อาจารย์คณะเดียวกัน ๓ คน ก็พูดไป ๓ แบบ)
๑. หากไปติดไว้ใต้แป ก็จะทำให้เกิดความเครียดความร้อนที่หลังคา แล้วก็จะ condent ทะลุเข้ามาแบบ MRT
๒. พอจะติดใต้จันทันเริ่มมีอากาศเป็นระยะ ๑๕ ซม.แล้ว แต่ก็ติดตั้งยาก และแพง แถมมีโอกาสให้ฝุ่นเกาะ
๓. พอจะติดที่เหนือแผ่นฝ้า บอกว่ามี heat pocket ที่หลังคาแล้วก็มีฝุ่นเกาะ
๔. พอ ติดไว้แบบข้อ ๓ แล้วเอาหน้าฟลอยส์ลงมา (เพื่อกันฝุ่นเกาะ) บางท่านก็บอกว่า ....บ้าหรือเปล่า
๕. พอ จะไปติดที่"บน"หลังคา ก็ต้องเปลี่ยนเปน ceramic cotting ซึ่งแพงและบำรุงรักษาไม่ง่ายเลย (บ้าน)

เรื่องแบบนี้ บางทีอาจจะต้องมาคุยกันให้รู้เรื่องรู้ราวแล้ว เพราะ "เรามีเทวดามากเกินไปหรือเปล่า" ประชาชนผู้เขลาอย่างเราจึงงงงวยกันได้ถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้ ผมมีข่าวดีจะมาบอก ........
เพราะผมกำลังเขียนโครงการให้ "เทวดามาคุยกัน" เพื่อหาบทสรุปเรื่องเกี่ยวกับพลังงานแบบนี้แหละครับ ......คอยติดตามแถวนี้หน่อยก็แล้วกันครับ ..... ได้เรื่องเมื่อไรผมจะรีบมาเปิดกระทู้ให้ทราบและขอความคิดเห็นครับ
เขียนมาตั้งนานไม่เห็นได้ตอบกระทู้อะไรเลย แถมตอนจบก็ไม่ทราบว่าพาไปเรื่องไหนก็ไม่รู้ ก็อยากจะสารภาพตรงๆว่า ตอนนี้ไม่กล้า "ฟันธง" จริงๆ ขอโทษทีนะครับ ....และขอขอบคุณที่อุตส่าห์ตั้งกระทู้นี้ครับ

ประกิตติ (19/07/42)
ขอคุณ คุณ tintin และพี่ยอดเยี่ยมครับที่กรุณาให้ข้อคิดเห็นครับ
... ถ้าติดที่เหนือแผ่นฝ้า ที่บอกว่ามี heat pocket ถ้าระบายอากาศร้อนออกจะได้ผลไหมครับ เช่นใส่พัดลมระบายอากาศออก (ถ้าเป็นบ้านคงจะดูค่อนข้างพิลึก)
... หากใช้ไฟเบอร์ติดเหนือแผ่นฝ้า นอกจากจะเก็บฝุ่นแล้วตัวมันเองน่าจะเก็บความร้อนด้วยหรือเปล่าครับ
... ceramic coating เหมาะกับภูมิอากาศบ้านเราหรือเปล่าครับ เพราะดูง่ายดีสำหรับแก้ไขปัญหาอาคารเก่าๆ ไม่ต้องรื้อหลังคา+ฝ้า

หน้าใหม่ (20/07/42)
แล้วฉีดโฟมใต้หลังคาละครับ ให้ผลเป็นยังไงบ้างครับพี่ยอด ถ้าเป็นหลังคาคอนกรีตชั้นใต้ดาดฟ้าสามารถฉีดโฟมได้มั๊ยครับ

ชนิกานต์ (21/07/42)
การติดอลูมินั่มฟอล์ย ไม่ว่าจะติดที่บริเวณไหน ต้องหันด้านที่สะท้อนแสงเข้าหาช่องว่างอากาศค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าติดเหนือฝ้าก็ต้องหันขึ้น ถ้าติดใต้แปหรือจันทันก็ต้องหันลง
เซรามิค โคทติ้ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งมีภูมิอากาศไม่เหมือนบ้านเรา ปัญหาก็คือเมื่อมาเจออากาศแบบร้อนชื้น เซรามิคจะหลุดร่อน
เคยคุยกับผู้ขายรายหนึ่ง เค้าบอกว่า เค้าพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเค้าให้เหมาะกับอากาศบ้านเรา ซึ่งตอนนี้อายุการใช้งานของยี่ห้อนี้ประมาณ 7-8 ปี (เค้าบอกมานะคะ ไม่ได้ ไปดู ของจริง) ส่วนการรับประกัน 3-5 ปีค่ะ ถ้าตัดปัญหาการหลุดร่อนออกก็เป็นวิธีที่ง่ายที่เดียว แต่ราคาต่อตารางเมตรก็สูงกว่าแบบอื่น และพื้นที่หลังคา (จะทาก็ต้องทาทั้งหลังคา) ก็จะมากกว่าการใช้ฉนวนแบบอื่นค่ะ รวมทั้งถ้าเป็นดาดฟ้า ห้ามขึ้นไปใช้งานหนัก ๆ เพราะตัวมันบางค่ะ
ลืมไปค่ะ ....
เนื่องจากคุณสมบัติของเซรามิค โคทติ้ง ที่สะท้อนความร้อนจะลดลงเมื่อมีฝุ่นเกาะ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการล้างฝุ่นแหละค่ะ    ถ้าเป็นดาดฟ้าก็ง่าย เอาน้ำฉีดล้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าเป็นหลังคาบ้าน อืม... ลองหาวิธีดูนะคะ จะรอฝนมาช่วยล้างก็คงไม่ไหว
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับอลูมินั่มฟอล์ยที่อยู่ในหลังคา ถ้าจะทำความสะอาดเวลามีฝุ่นมาเกาะ จะยากกว่ามาก    ซึ่งไม่เห็นมีที่ไหนเค้าทำกัน มีที่ไหนรับจ้างทำความสะอาดอลูมินั่มฟอล์ยบ้างไหมคะ อยากได้ค่ะ มีงานจะให้ทำ    มีหลายอาคารที่มีฝ้าเพดานแบบมีอลูมินั่มฟอล์ย แต่ฝุ่นเกาะหนามากจนไม่สามารถสะท้อนความร้อนได้ ดูแล้วน่าเสียดาย เพราะว่าเพียงแค่ใส่อลูมินั่มฟอล์ยเข้าไปในหลังคา (ยังไม่ไส่ฉนวนนะคะ)  ค่า RTTV จากการคำนวณ จะลดลงทันที 2 - 6 เท่า แต่มันจะไม่มีค่าอะไรเลย ถ้ามีฝุ่นเกาะค่ะ    ที่เขียนมานี่ก็ไม่รู้ว่าเข้าใจอะไรผิดบ้างหรือเปล่า ???
ถ้าพี่ยอดเยี่ยมเขียนโครงการ"ให้เทวดามาคุยกัน"สำเร็จเมื่อไหร่ อย่าลืมมาชวนนะคะ จะตามไปฟังค่ะ

tintin (21/07/42)
Ceramic Coating ผมเองลองมาแล้วครับ เป็นหนูตะเภา ลองกับบ้านตัวเองครับ บังเอิญมันเหลือมาจากโครงการที่ทำอยู่ แกลลอนนึงเลยยึดซะ    แต่ผมเอามาทาผนังนะ ทาด้านทิศตะวันตก ลองเทียบดูกับด้านเดียวกัน ทาสีขาว(ธรรมดา)เหมือนกัน    วัดอุณหภูมิที่ผนังด้านใน เวลาเดียวกัน แทบไม่ต่างกันเลยกับ ผนังทาสีขาว ที่ผม เอามาทาผนัง ก็เพราะคิดว่าฝุ่นน่าจะเกาะน้อยกว่าทาบนหลังคา    แต่ตอนนี้มันลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ เลยหลังจากตากแดดมาแค่ปีกว่า ผมเลยแซะทิ้งทาสีใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมเอามาใช้ผิดประเภทหรือเปล่าก็ไม่รู้ เลยไม่ Work เพราะเขาให้ใช้ทาหลังคาโรงงาน ดันเอามาทาผนัง แต่สี Ceramic Coat นี้ก็สวยดีนะครับ(ตอนทาใหม่ๆ)มันสะท้อนขาวกว่าสีธรรมดาเยอะเหมือนกัน ในเนื้อสีจะดูเป็นเกล็ดสะท้อนแสงได้ยิบ ๆ อยู่    แต่พอแห้งแล้วจะคล้ายกับแผ่นฟิล์มยาง เหมือนสีน้ำมัน น่ากลัวเพราะอย่างนี้มันเลยล่อนเมื่อเอามาทาผนังก่ออิฐฉาบปูน
..อยากฟังเทวดาคุยกันเหมือนกันครับ..เอ..เขาคุยกันภาษาที่ชาวโลกฟังออกไหมครับ...(บอกมานะใช้ปุ๋ยอะไร...???)...

วิญญู วานิชศิริโรจน์ (21/07/42)
เรียน พี่ประกิตติ เจ้าของกระทู้ ขออนุญาต ออกความเห็น บ้างนะครับ
เรื่องที่1 Ceramic Coat ไม่เคยใช้ แต่ได้ข้อมูลจากเจ้าของบ้านรายหนึ่งที่ ได้เป็นหนูทดลอง ทาไปทั้งบ้าน เสียเงินไปมหาศาล ผลปรากฎว่า หลุด-ลอกออก ในเวลาหนึ่งปีครับ ท่านเจ้าของบ้านบอกว่าวิเคาระห์แล้วน่าจะมาจากสาเหตุที่สีนี้ หายใจไม่ได้ คือมีความเป็นฟิลม์สูงมาก น้ำ+ความชื้นผ่านไม่ได้เลย เมื่อเจออากาศเมมืองไทย ที่ชื้นมาก จึงหลุด ได้โดยง่าย โดยเฉพาะถ้าทาบนผนังปูน
เรื่องที่ 2 เรื่องฉนวนที่หลังคา เนื่องจากได้ทดลองใช้เฉพาะหลังคาที่บ้านมาแล้ว จึงขออนุญาตอีกครั้งที่ให้ข้อมูลเฉพาะที่ทำกับมือ(ออกแบบ) จริงๆ   หลังคาที่บ้านเป็น ซีแพค ธรรมดาๆที่เค้าใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง ใส่ฟอล์ย ใต้กระเบื้อง เหนือจันทัน ที่ใส่เพราะ หมู่บ้านใส่ให้โดยคิดเงินเพิ่มเล็กน้อย แต่ไม่ได้หวังให้มันกันความร้อนอะไร เพราะช่างท่านใส่ให้โดยเอาด้านมัน หงายขึ้น ตามความเข้าใจของช่างไทย ที่ใส่เพราะเอาไว้กันน้ำ เพราะมีความเชื่อว่าหลังคาซีแพคกันน้ำฝนเมืองไทยไม่ได้ และเจ้าของวัสดุเองก็รู้ เลยพยายาม โปรโมท ให้เจ้าของบ้านทั้งหลายใส่แผ่นนี้เพื่อลดโอกาส น้ำรั่ว จะได้ลดเสียงด่าของเจ้าของบ้านลง เรื่องนี้ถ้าไม่เชื่อ ลองดู detail ที่เค้าให้มาวิธีการติดตั้งแผ่น ฟอล์ยดู เหมือนมุงหลังคาสองชั้นอย่างไรอย่างนั้น แต่เรื่องนี้เจ้าของสินค้าคงไม่ผิดหรอกครับ เพราะฝนเมืองไทยเหมือนที่ไหนในโลกบ้าง ปราบเซียนมาเยอะแล้ว
เอาละช่างมันเถอะ มาเรื่องฉนวนต่อ สำหรับแผ่นฟอล์ยที่ติดไว้แล้ว ผมว่าตัวมันเองน่าจะช่วยได้นิดหน่อย เพราะเท่าที่ปีนหลังคาขึ้นไปดู แผ่นด้านล่างจะมีความมัน บ้างเหมือนด้านบน แต่มันน้อยกว่า ผมว่าตัวนี้น่าจะช่วยได้บ้าง แต่ปัญหามันเกิดตรงที่ อากาศใต้แผ่นนั้นเป็น ปริมาณใหญ่มาก เป็นรูปทรงตามหลังคา อากาศจะไม่นิ่ง อันนี้นำมาซึ่งการ ถ่ายเทความร้อนแบบการพานะ
ฉนวนที่ผมใส่ ผมระบุว่าให้ขึงตระแกรงเหล็ก(ลวด) สูงจากฝ้าเพดาน 20 ซม. สาเหตุที่ทำอย่างนี้ เพื่อให้สูงพ้น down light ที่ฝ้าเพดาน แล้วปูไมโคไฟเบอร์แบบมีฟอล์ยหุ้มทุกด้าน หนา3 นิ้ว สองชั้นวางสลับกัน ช่องอากาศที่ใต้ฉนวนมีไม่มากและคาดว่าน่าจะค่อนข้างนิ่งไม่เกิดการพาความร้อน ทำหน้าที่เป็นฉนวนได้ และการมีฟอล์ยที่หันลง ช่วยให้อากาศเป็นฉนวนมากขึ้น
นอกจากนี้ผมเจาะช่องระบายอากาศที่ชายคา เหนือ-ใต้ (ไม่เจาะรอบหลังคา) เพื่อให้อากาศเหนือฉนวนที่ร้อนมากๆ ระบายออกไปได้บ้าง โดยใช้หลักการ ให้ลมที่พัดมาประทะชายคาด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้เกิดความกดอากาศ+ ด้านที่ลมปะทะ สร้างความกดอากาศ- ในด้านตรงข้าม ดูดอากาศร้อนออกไป ถ้าเจาะชายคารอบปรากฎการนี้จะไม่เกิด เพราะความกดอากาศภายใน-ภายนอกจะเท่ากันตลอดเวลา การใช้วิธีนี้เพื่อแก้ปัญหาไม่ต้องเจาะหลังคาข้างบน ซึ่งเสี่ยงต่อการรั่ว และถ้าเจาะช่องบนหลังคาอาจเป็นช่องทางที่ความร้อนภายนอกไหลผ่านเข้ามาได้
ผลเท่าที่ได้คืออุณหภูมิข้างบนบ้าน คุมได้ที่ 31 องศาสูงสุด 30องศาโดยเฉี่ย แต่จริงๆยังมีส่วนอื่นประกอบด้วยที่สามารถคุมอุณหภูมิได้เท่านี้ อันนี้วัดเฉพาะโถงบันได ที่อยู่กลางตัวบ้านครับ ส่วนห้องอื่นที่มีผนังติดด้านนอกมากๆ อุณหภูมิสูงกว่านี้นิดหน่อย
อันนี้ออกตัวก่อนครับว่าเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ
หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างครับ   ^-^

ดอกรัก (21/07/42)
อ่านในหนังสือของศูนย์อนุรักษ์พลังงาน มีบทความหลายชิ้นเขาบอกว่า ceramic coating เป็นฉนวนที่ดีที่สุด มีการเปรียนเทียบกับฉนวนแบบอื่นๆที่ติดข้างใน เหมือนกับจะเชื่อไม่ได้ใช่ไหม ทำไมถึงเป็นอย่างงั้น เพราะวารสารนี้เกือบเป็นวารสารเดียที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานมาที่สุดในบ้านเรา

ชนิกานต์ (21/07/42)
วารสารพลังงาน หรือเปล่าคะ ? คนเขียนกับคนขายเป็นคนเดียวกันค่ะ จะว่าเค้าก็ไม่ได้นะคะ เพราะว่าเค้าก็ลงชื่อเค้าและ ชื่อบริษัท ไว้ที่หน้าบทความที่อยู่หน้าซ้าย
ซึ่งเป็นชื่อบริษัทเดียวกับที่จำหน่าย เซรามิคโคทติ้ง ที่โฆษณาอยู่หน้าขวา ทั้ง 2 หน้าคือ พื้นที่โฆษณา ค่ะ ต้องดูดีดี


tOp^ rOOt