|
เรียบเรียงจากบทความของ
Thomas Fisher "Night Light" ตีพิมพ์ในวารสาร Progressive Architecture
ฉบับที่ 9:87
โดย
: วิญญู วานิชศิริโรจน์
ตีพิมพ์ในวารสาร อาษา ฉบับ เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2537
|


รูปที่1 แสดงวิธีการใช้แสงส่องอาคารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลกคือ
ตืก Empire Stage ในเมืองนิวยอร์ค ไฟส่องอาคาร ของ โครงการนี้ ออกแบบโดย
นักออกแบบแสง ชื่อ Douglas Leigh ซึ่งได้ทำการ ออกแบบงานนี้ไว้ ตั้งแต
่ปี พ.ศ. 2519 โดยมีการใช้หลอดไฟ สีแดง ขาว และน้ำเงิน ส่องไปบริเวณยอดอาคาร
เพื่อเน้นองค์ประกอบต่างๆ บริเวณนั้น
ในรูปนี้ ยังได้แสดง ให้เห็นว่า อาคารในเมืองใหญ่ๆ ของ สหรัฐ อเมริกา
กำลัง แข่งขันกัน เรื่องการให้แสงไฟกับ งานสถาปัตยกรรม ในเวลากลางคืน
ทำให้ทัศนีย์ภาพ ของ มหานคร นิวยอร์ค ดูเจิดจ้า และสว่างไสว
|
บทนำ
บทความนี้เป็น
การกล่าวถึง แนวทางการใช้ ไฟแสงสว่าง ในงานสถาปัตยกรรม ที่ออกแบบโดย
นักออกแบบแสง (Lighting Designer) ของ สหรัฐอเมริกา และ ชาติทางตะวันตก
จากเนื้อหา ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปจะเห็นว่า การใช้ ไฟ ส่องอาคาร ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่ายๆ
จำเป็นต้อง อาศัยผู้เชี่ยวชาญ ในด้านนี้โดยตรง เป็นผู้ดำเนินการ ตั้งแต่
การวาง แนวความคิด ในการจัด แสง การเลือกใช้หลอดไฟฟ้า ขนาด ของ ความส่องสว่าง
และ ทิศทางการให้แสง องค์ประกอบทั้งหมดนี้ ถ้าเลือกใช้ แตกต่างกัน
จะมีผลต่อ ความรู้สึก และ บรรยากาศ ที่ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง
วัตถุประสงค์
ในการนำเสนอบทความนี้ เพื่อให้ ผู้อ่าน รับรู้ถึง ข้อมูลและ ตระหนักว่า
การใช้ ไฟส่องอาคาร เป็น ศาสตร์ อีก แขนงหนึ่ง ซึ่งมี รายละเอียดมาก
และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ควรศึกษา หา ข้อมูล เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาการทำงานต่อไป
ในอนาคต
|
|
|
|
|
รูปที่ 2 และ 3 เป็นรูปถ่ายด้านหน้า
และผังบริเวณของอาคาร RCA ในนครนิวยอร์ค ซึ่งได้รับ การออกแบบแสง และ
ไฟส่องอาคารโดย นักออกแบบ ชื่อ Abe Feder การออกแบบ ไฟส่องอาคาร ของ
โครงการนี้ ผู้ออกแบบ ได้ใช้วิธีตั้ง โคมไฟหลัก ที่ใช้ส่องอาคาร ไว้บน
หลังคาอาคาร ที่อยู่ ฝั่งตรงข้าม เพื่อให้มีระยะ ในการ สาดแสง จับมายังตัวอาคาร
ได้ทั้งหลัง
โดยที่ Feder ได้ใช้หลอดไฟประเภท Metal Halide จำนวน 314 หลอด ที่ออกแบบ
ขึ้นเฉพาะ สำหรับ โครงการนี้ สร้าง และ ผลิตโดยบริษัท General Electric
หลอดดังกล่าง มีกำลังส่องสว่างมากกว่า หลอดธรรมดา ที่มีขนาดเท่ากัน
แนวคิดหลัก สำหรับ การออกแบบ ไฟส่อง อาคารหลังนี้ คือ จัดแสงเพื่อ
เน้นให้ อาคาร ที่มีความสูงอยู่แล้ว ให้ดูชะลูดสูงมากที่สุด และ ใช้ส่วนของ
อาคารที่มีการ ลดระดับบริเวณ ด้านหน้า และ ด้านข้าง ให้เกิดแสง และเงา
สำหรับ ยอดอาคาร ผู้ออกแบบได้เพิ่ม หลอดไฟ ประเภท โซเดียมความดันสูง
จำนวน 28 ดวง ตั้งไว้ให้ส่องที่ ส่วนบน ของอาคาร เพื่อเน้น บริเวณ
ยอดอาคาร และ ลดเงาของ อาคารที่เกิดจาก ไฟแสงสว่าง ที่ส่อง มาจากด้านล่างอีกด้วย
|
|
|
|
|
รูปที่
4 และ 5 แสดงวิธี
การออกแบบ ไฟส่องอาคาร ของ ธนาคาร Fleet National โดยมี R.I. Hok เป็น
สถาปนิก ผู้ออกแบบ อาคาร และ ไฟส่องอาคาร แนวความคิด ในการใช้ ไฟส่องอาคาร
ของสถปนิกผู้นี้ ใช้วิธี แตกต่างจาก โครงการอื่นๆ คือ แทนที่จะใช้
ไฟส่องเข้าหา ตัวอาคาร ผู้ออกแบบ ได้ใช้วิธี ซ่อนไฟ ไว้บริเวณ หลังคาอาคาร
ที่มีการ ลดระดับ เป็น ชั้นๆ แสงไฟที่จัดไว้ จะเน้นเฉพาะ ตัวอาคารส่วนกลาง
เป็น ส่วนใหญ่ หลอดไฟ ที่ใช้ในโครงการนี้ เป็น หลอด ชนิด โซเดียม ความดันสูง
แสงของ หลอดชนิดนี้ จะช่วยเน้นสีเทาของ หิน Linestone ที่ใช้บุอาคารนี้ดูเด่น
โดยที่ได้ เลือกใช้ หลอดประเภท เมคิวรี่ มาส่องเน้น ที่ยอดอาคาร เพื่อให้เกิด
สีแตกต่าง จาก บริเวณอื่นๆ ของ อาคาร
|
|
|
|
|
รูปที่
6 และ 7 แสดงถึงการออกแบบไฟ ของ อาคาร Vemont Statehouse ซึ่งเป็นตัวอย่างอาคารแบบ
โปราณ ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ Vt. Robert Barley และออกแบบไฟส่องอาคาร
โดย Sylvan Shemitz and Associates วิธีการ ออกแบบไฟส่องอาคาร สำหรับ
สถาปัตยกรรม โบราณ แตกต่างจาก การ ออกแบบไฟส่อง อาคาร สมัยใหม่ เนื่องจาก
อาคาร โบราณ มักมีรูปทรง หลายเหลี่ยม และ ใช้วัสดุ บุผิวภายนอก หลายชนิด
มากกว่า อาคารใน ปัจจุบันมาก ทำให้ การจัดแสง ทำได้ยากกว่า แต่ถ้าทำได้ดี
จะดูน่าสนใจ
สำหรับโครงการนี้ ผู้ออกแบบได้ใช้แสงจาก หลอดไฟ สองชนิด มาประกอบกัน
คือ หลอด HPS. เป็นไฟหลักใช้ส่องแบบ มุมกว้าง บริเวณ ด้านหน้า อาคาร
และ ใช้หลอด Metal halde เสริมในบางจุด เช่น บริเวณเงามืด ที่เกิดจากไฟหลัก
ทำให้สีของ อาคารดู น่าสนใจยิ่งขึ้น
|
ประวัติความเป็นมาของการใช้ไฟฟ้าประดับอาคาร
การใช้แสงไฟจากหลอดไฟฟ้าประดับประดาอาคารมีมานานแล้ว
นับเนื่องมากว่า 100 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 ในงาน Chicago World's Fair
ได้มีการนำ หลอดไฟ ที่ ประดิษฐ์ได้ ก่อนหน้านั้น ไม่นานนัก มาประดับอาคารต่างๆ
ภายในงานมหกรรมครั้งนั้น
ในยุคแรกๆ
หลอดไฟที่ใช้เป็นหลอดไฟชนิดไส้ (Incandescent Lamp) โดยนำมาขึงเป็น ราวประดับบริเวณ
ริมขอบอาคาร เพื่อเน้น เส้นกรอบของสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ส่วนไฟแสงสว่าง ที่ใช้ส่องสนามทางเดิน บริเวณภายนอก และโดยรอบของอาคารนั้น
เป็นเพียงการนำหลอดไฟฟ้าเข้ามาทดแทนตะเกียงที่ใช้แก๊ซของเดิมเท่านั้น
มาจนถึง ช่วนต้น ของ ศตวรรษที่ 20 หลอดไฟที่ใช้กับงานสนามได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก
คือ มีขนาดใหญ่ขึ้นมีกำลังส่องสว่างมากขึ้น ลำแสง ที่ส่องออกมา พุ่งไปได้ไกล
มากยิ่งขึ้น ลำแสงที่ส่องออกมาพุ่งไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น ลักษณะการออกแบบไฟส่องอาคารช่วงนี้จึงมุ่งเน้นที่จะแสดงถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ของหลอดไฟ
โดย การนำโคมไฟ มาติดตั้ง ภายนอก อาคารแล้วสาดแสงไฟเข้าตัวอาคารโดยตรง การมองเห็นอาคารจะเหมือนเวลากลางวัน
เทคนิคนี้ ส่งผลให้ การออกแบบอาคาร ของ สถาปนิก ในยุคนั้น ต้องออกแบบ ตัวอาคาร
ที่ดูดีทั้งกลางวันและกลางคืน
แม้ว่าจะ
มีการพัฒนาการ นำแสงไฟฟ้าเข้ามาประดับตัวอาคาร อย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่
20 แต่มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้การพัฒนานี้หยุดชะงักไปเป็นช่วงๆ เหตุการณ์
เหล่านี้ได้แก่
|
|
|
|
รูปที่
8 ไฟส่องอาคารของ โปสถ์ St.
Patrick ในนครนิงยอร์ค ซึ่งออกแบบโดย นักออกแบบชื่อ Howard Brandston
นั้นได้นำแนวคิดใหม่ ที่พัฒนาขึ้นเพื่ออาคารนี้โดยเฉพาะ แนวคิดหลักคือการเลียนแบบแหล่งแสงธรรมชาติ
โดยทำเหมือนกับแสงที่ส่องอาคารมาจาก ดวงจันทร์
เพื่อให้ได้ผลตามที่กำหนดไว้ ได้มีการติดตั้งหลอด Metal halide
ไว้ที่หลังคาของอาคารโรงแรม Tha Palace ที่อยู่ฝั้งตรงข้าม อาคารโรงแรมนี้มีความสูงกว่าตัวโปรสถ์
แสงไฟ ที่ส่องมาจาก ดวงโคม เหล่านี้ สร้างความรู้สึกเหมือน แสงจันทร์
จาก ท้องฟ้า เพื่มความขลังให้ ตัวโปสถ์ และ ดูน่าศรัทรา มากขึ้น
|
รูปที่ 9 แนวคิด ในก่ารออกแบบ
ไฟส่องอาคาร ของนักออกแบบ Hok ที่ออกแบบให้กับอาคาร สำนักงานใหญ่
บริษัท Sohio ที่เมือง Cleveland คือใช้แสงจากหลอดไฟ HPS และ Metal
halide ส่องตัวอาคาร ด้วยความเข้มของแสงที่เท่ากัน เพื่อให้ สีของแสงครบถ้วน
เน้นให้ ผิวแกรนิต สีชมพู ที่ใช้บุภายนอกบริเวณมุมอาคาร มีสีที่ถูกต้อง
สวยงาม
โดยเสริมด้วยแสงสีแดงหลอด Mercury แบบใส ที่ ยอดตึก ทำให้ อาคาร
ดูสดใส มีชีวิตชีวา ยิ่งขึ้น นักออกแบบ ผู้นี้ ได้เปิดเผย ว่า
ตนเอง ออกแบบ แสง ที่ ส่องอาคาร หลังนี้ เน้น สร้าง บรรยากาศ แบบ
การจัดแสง ของ ฉากละคร นั้นเอง
|
ในช่วงทศวรรษที่
ค.ศ. 1940 เกิดเศรษฐกิจตกต่ำ ในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเรื่องไฟส่องอาคารเป็นบัญชีแรกๆ
ที่ถูกตัดทอนออกก่อนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้การพัฒนาเรื่องไฟส่องอาคารน้อยลงอย่างมากในช่วงเวลานั้น
แนวความคิดการนำผนังกระจก
มาใช้กับอาคารในทศวรรษ ค.ศ.1950 เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การจัดไฟภายนอกเป็นเรื่องยาก
เนื่องจาก มุมสะท้อนแสง ของ กระจก ไม่ส่งเสริม การนำไฟฟ้ามาประดับอาคาร
ทศวรรษ
ค.ศ. 1970 เกิดวิกฤตการณ์เรื่องพลังงานขาดแคลน ส่งผลให้การพัฒนาในเรื่องนี้หยุดชะงักไปเกือบจะสิ้นเชิงเลยทีเดียว
และ เป็นสาเหตุใหญ่ ที่สุดที่ทำให้ การออกแบบ ไฟฟ้า ส่องอาคาร ภายนอก ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรนับจากเวลานั้นจนถึงปัจจุบัน
ถึงแม้
จะมีผลการพิสูจน์ออกมาว่าปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้สำหรับหลอดไฟภายนอก เป็นปริมาณเพียงเล็กน้อย
เมื่อ เทียบกับ จำนวน กระแสไฟ ที่อาคารหลังนั้น ใช้ไปใน วันหนึ่งๆ ก็ตาม
แต่ เหตุผลสำคัญ คือ การดับไฟภายนอก จะได้ภาพพจน์ที่ชัดเจนเป็นอย่างมากกับเจ้าของโครงการ
ในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงาน
แต่นับว่า
เป็นโชคดีที่ในช่วงระยะเวลาหลังเทคโนโลยี่ของหลอดไฟฟ้ายังได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คือ ให้แสงไฟที่สว่างขึ้น แต่ใช้ ปริมาณ กระแสไฟฟ้า ลดลง ส่งผลให้ อนาคต
ของการออกแบบ เกี่ยวกับ ไฟฟ้าภายนอกอาคารยังไม่ถึงทางตันเสียเลยทีเดียว
นอกจากเรื่องของ
เทคโนโลยีแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกที่ทำให้วงการนี้ยังคงพัฒนาไปอย่างมาก
ซึ่งได้แก่ การแข่งขันทางด้านการตลาดของอาคารต่างๆ ที่พยายาม สร้างจุดสนใจ
ให้กับ ลูกค้า ทำให้เทคนิค การใช้ไฟส่องอาคารเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งที่ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง
สาเหตุที่สอง
คือ การเพิ่มขึ้นของสวนสาธารณะ และนโยบายปรับปรุงพื้นที่ข้างทางสาธารณะต่างๆ
ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิด บริษัทเอกชน ที่ทำธุรกิจ ด้านการติดตั้ง ไฟสนาม
มีจำนวนมากขึ้น รวมทั้งการผลิตและออกแบบหลอดไฟฟ้าแปลกๆใหม่ๆ มีปริมาณและชนิดมากขึ้น
ทำให้ผู้ออกแบบมีทางเลือกมากขึ้น นี่เป็น อีก สาเหตุ ที่การใช้ไฟฟ้า ประดับประดา
ภายนอกอาคารเจริญเติบโตเป็นอย่างมากในทศวรรษที่ 1990
|
ประเภทของหลอดไฟฟ้าที่ใช้กับงานภายนอก
เทคโนโลยี่ในเรื่อง
หลอดไฟฟ้า ได้ก้าวกระโดดไปอย่างมาก ภายหลังจากที่มีการคิดค้น หลอดฟลูออเรเซน
และ หลอดประเภท high intensity discharge ซึ่งให้แสงสว่างมาก แต่กินไฟน้อย
และ อายุการใช้งานยาวนาน กว่า หลอดไส้ธรรมดา หลังจากหลอดทั้งสองชนิดได้เกิดขึ้นแล้ว
มีการพัฒนา หลอดไฟ ที่มีคุณสมบัติ ดีขึ้นเรื่อยๆ ดังจะได้นำเสนอต่อไป
ในปัจจุบัน
หลอดไฟฟ้าที่ นักออกแบบ นิยมนำมาใช้โดยเฉพาะกับอาคารสาธารณะต่างๆนั้นได้แก่
หลอดประเภท โซเดียมความดันสูง high pressure sodium (HPS) คุณสมบัติ
ของหลอดชนิดนี้ คือ มีกำลังส่องสว่างสูง แต่กินไฟต่ำ (ประมาณ 140 lumens
ต่อ วัตต์) และมีอายุหลอดยาวนานมาก (12,000-20,000 ชั่วโมง) แต่ข้อจำกัดคือ
เรื่องสีของวัตถุ ที่แสงนี้ ตกกระทบ จะให้ สีที่ไม่ครบถ้วน ตามธรรมชาติ
จากผลการทดลองในห้องทดลองที่
Lawrence Berkeley ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ลูกตาดำ ของ มนุษย์
จะขยายตัวมาก ภายใต้แสงไฟ จาก หลอด high pressure sodium (HPS) ยังผลให้
ความสามารถ ในการมองเห็น ลดลง การทดลองนี้ทำให้เกิดการต่อต้านหลอดชนิดนี้
เป็นอย่างมาก แต่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับ ผลการทดลอง ดังกล่าว และ คัดค้านแนวความคิดนี้
โดยให้ เหตุผลว่า การที่แสงไฟจากหลอด HPS ทำให้ม่านตาขยายนั้น มีผลเพียงเล็กน้อยต่อการมองเห็น
และ ยังได้อ้างถึง ข้อมูล จาก ห้องทดลอง ของ ประเทศยุโรป ที่ให้ข้อมูลว่า
คนสามารถ มองเห็นได้ดีขึ้น ภายใต้แสงไฟ จาก หลอด high pressure sodium
เสียด้วยซ้ำ
มีเมือง
และ รัฐหลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกคำสั่งให้ใช้หลอด HPS กับ
โคมไฟ ส่องถนน และ ทางเดินสาธารณะ เพราะ ได้คำนึงถึง ความประหยัดพลังงาน
และ กระแสไฟฟ้า เป็นหลักใหญ่
คำสั่งนี้
ก่อให้เกิดกระแส การคัดค้าน ในหมู่นักออกแบบแสง (Lighting Designer)
ที่มีความเห็นว่า คุณสมบัติ ของแสง และ การมองเห็นที่ดี เป็น เรื่องของ
การสร้าง สภาวะแวดล้อม ที่มีคุณภาพ และ การเปิดไฟเหล่านี้จะเปิดเฉพาะกลางคืน
ซึ่งค่าไฟฟ้า ในช่วงนั้นมีราคาต่ำกว่าเวลากลางวัน ข้อมูลนี้ เป็นจริงเฉพาะในประเทศสหรัฐฯ
เนื่องจาก ในประเทศไทย มีการเก็บ ค่าธรรมเนียมการไฟฟ้าเพิ่มสำหรับองค์กรธุรกิจในช่วง
6 โมงเย็น ถึง 3 ทุ่ม - (ผู้เขียน) ทำให้ ผลทาง ด้าน ประหยัด พลังงาน
ไม่ควรนำมากล่าวอ้างในการออกกฎนี้
สาเหตุที่
เหล่านักออกแบบแสง มีความรู้สึกรังเกียจ หลอด HPS เป็นอย่างมากนั้น
เนื่องจาก หลอดชนิดนี้ ให้แสงที่ดูดีเฉพาะ ในโทน สีเทา หรือ น้ำตาลเท่านั้น
เหมาะ สำหรับวัสดุประเภท ผิวคอนกรีต หิน ผิวทราย และ พวก Linestone
แต่ให้สี ที่แย่มากๆ ในโทนของ สีแดง เขียว น้ำเงิน และ ฟ้า ยังผลให้
สีผิวของ คน และ ใบไม้ ภายใต้ แสง ของหลอด ชนิดนี้ ดูผิด ธรรมชาติไปเป็น
อย่างมาก
ปัญหาเหล่านี้นักออกแบบแสงทราบดี
จึงพยายาม แนะนำให้ใช้ หลอดชนิดอื่นๆ มาใช้แทน เช่น หลอดประเภท metal
halide ซึ่งให้ แสงในโทน สีแดง เขียว และ น้ำเงินใบไม้ และ สีผิวของ
มนุษย์ จะดูเป็นธรรมชาติ แต่ปัญหาใหญ่ของหลอด metal halide คือ มีประสิทธิภาพต่ำ
ทั้งในเรื่องอายุการใช้งาน และ การให้แสงไฟ เมื่อเทียบกับ หลอด HPS
ทางแก้ไข
คือ การผสมประสานหลอดไฟหลายๆ ชนิด ในการออกแบบแสงสำหรับสถานที่หนึ่งๆ
ที่มีวัสดุต่างๆ แบบ ตัวอย่างเช่น บนพื้นผิวขนาดใหญ่ และ โค้งมน เช่น
โดมหลังคา เสาโรมัน สามารถใช้แสงไฟจากหลอด HPS ฉายลงบนผิวนั้นเพื่อให้อาคารสว่างไสวแล้วใช้หลอด
metal halide หรือ หลอด mercury เสริมเข้าไปโดย ส่องใน มุมที่ แตกต่างกัน
เพื่อช่วยเพิ่มสีต่างๆ ที่ขาดหายไป ของ หลอด HPS
สำหรับไฟสนาม
หรือ สวนสาธารณะ สามารถใช้หลักการเดียวกัน คือ ใน บริเวณกว้าง ให้ใช้หลอด
HPS เพราะหลอดชนิดนี้ มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดไฟ และ ส่องสว่างได้บริเวณกว้าง
ส่วน พื้นที่ที่จะเป็นจุดเด่น เช่น รูปปั้น อนุสาวรีย์ หรือ รูปประติมากรรม
ให้ใช้ หลอดไฟประเภท metal halide หรือหลอด tungsten-halogen ซึ่งมีสีสดใส
ส่องเน้นเป็นบริเวณๆ ตามความต้องการ
สำหรับหลอดไฟประเภทอื่นๆ
มีคุณสมบัติของสีแตกต่างออกไป โดย สามารถให้ข้อมูลคร่าวๆ ได้ดังนี้
-หลอดไฟพวก tungsten-halogen จะเหมาะกับวัตถุพื้นสีแดง
-หลอด low-pressure sodium ใช้กับพื้นผิวสีเหลือง
-ส่วนพื้นสีขาวควรใช้หลอด metal halide
-และสุดท้าย
หลอด mercury ควรใช้กับ พื้นที่มีโทน สีน้ำเงิน และ ฟ้า
|

รูปที่ 12
อาคาร Centrust Towers ในเมือง Miami ออกแบบไฟส่องอาคารโดย Douglas
Leigh ได้ใช้หลอดไฟ Metal halide วางตามแนว ขวางอาคารเป็นขั้นๆ เพื่อเน้น
เส้นสาย และความโค้งของตัวอาคาร นั่นเอง
|
|

รูปที่ 13 หลอดโซเดียมความดันสูง
ได้ถูกใช้ ประดับ อนุสาวรีย ที่สะพาน The Hope Memorial ที่เมือง Cleveland
ซึ่งใช้หินทรายเป็นวัสดุบุผิว
|
| การออกแบบไฟสนาม
อุตสาหกรรม
ไฟสนามในประเทศอเมริกาแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ อุตสาหกรรม ที่ผลิตโคมไฟสนาม
แบบสมัยใหม่ ลวดลายน้อย ใช้เส้นสายง่าย ปริมาณการผลิต ของ ธุรกิจแบบนี้
จะผลิต เป็นจำนวนมากเพื่อให้ต้นทุนต่ำ ทำให้สามารถขายในราคา ต่อหน่วยต่ำ
โรงงาน ที่ผลิตสินค้า แบบนี้ จะมีเป็นจำนวนมาก ในขณะ ที่อีกอุตสาหกรรมหนึ่งจะมีจำนวนที่น้อยกว่า
ซึ่งเป็น โรงงาน ที่ผลิต โคมไฟสนาม ที่เลียนแบบโคมโบราณ ของ ศตวรรษที่
18 และ 19
นักออกแบบไฟสนาม
ได้แบ่งตัวเองเป็น สองประเภท เหมือน อุตสาหกรรม การผลิต โคมไฟสนาม
ดังกล่าวข้างต้น คือนักออกแบบไฟสนามพวกหนึ่ง จะต่อต้านการใช้โคมไฟแบบโบราณ
และ ใช้แต่ โคมไฟ สมัยใหม่ รวมทั้ง หลอดไฟ ที่มี ประสิทธิภาพ และ การส่องสว่างสูง
นักออกแบบ พวกนี้ ถูกล้อเลียนว่าเป็นพวก ออกแบบ ก้านแสง ที่ปวดตา (glare
sticks)
ขณะเดียวกัน
นักออกแบบไฟสนามอีก พวกหนึ่ง นิยมใช้ โคมไฟรูปแบบโบราณในการออกแบบไฟสนามโดยให้เหตุผลว่า
โคมไฟ เหล่านี้มีคุณค่า เกินกว่า เป็นเพียง ตัวให้แสงสว่าง เท่านั้น
แต่ยังช่วยสร้าง บรรยากาศ และ การใช้โคมเหล่านี้ช่วยลดแสงจ้า เพราะ
หลอดไฟ ที่ใช้กับ ดวงโคม เหล่านี้ มักมีกำลัง ไฟต่ำ ดังนั้น การตั้งโคม
จะต้อง วางตำแหน่ง ค่อนข้างชิดกัน เพื่อให้ปริมาณความสว่างเพียงพอ
มีกฎหมาย
หลายฉบับในสหรัฐอเมริกา ที่บังคับเกี่ยวกับวิธีการออกแบบไฟสนาม เช่น
กฎหมายเรื่อง มลภาวะทางแสง ระบุว่า แสงไฟ จาก หลอดไฟ จะต้อง ไม่รบกวน
บริเวณข้างเคียง มีผลให้เกิด การพัฒนา หลอดไฟชนิดใหม่ ซึ่งมีครอบ และตัวสะท้อนแสงที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ
สามารถ ควบคุม การส่องออก ของ แสง ไว้ให้มี มุมน้อย กว่าสิบแปดองศา
จากแนวราบ (ฃึ่งเป็น บริเวณ ที่ไม่ก่อให้เกิด ความระคายเคือง แก่สายตา)
หลอด และ โคมชนิดนี้ทำให้นักออกแบบแสงไฟ สามารถ ควบคุมปริมาณ และ ลำแสงได้ใน
ตำแหน่งที่ต้องการ
|

รูปที่ 14
การให้แสงของนักออกแบบ Howard Brandston เป็นตัวอย่างที่ดีของ การจัดไฟ
ในสวนและทางเดินสาธารณะตัวอย่างหนึ่ง นักออกแบบ ไฟแสงสว่าง ผู้นี้
ได้ใช้หลอด Incandescent ชนิดหลอดใส ติดตั้งใน โคมอลูมิเนียม ซึ่งช่วย
บังคับแนว ของแสงไฟ ให้ส่องเป็น สอง ทิศทาง คือ ส่องขึ้นำปที่พุ่มไม้ด้านบน
และ ส่องลง บนทางเดิน เบื้องล่าง
|
การออกแบบแสงไฟ
ในงานสถาปัตยกรรม
ข้อจำกัดในการออกแบบแสงไฟประดับอาคารค่อนข้างใก้ลเคียงกับการออกแบบไฟสนาม
เช่นเรื่องมลภาวะทางแสน และเรื่องรายละเอียดของประเภทหลอดไฟ แต่จุดที่แตกต่างออกไปคือ
ตัวโคม ของหลอดไฟสำหรับงานประเภทนี้จะถูกซ่อนไว้ในหลืบ มุม หรือ ซอกต่างๆของอาคาร
บางครั้งออกแบบโดยให้แสงสะท้อนผ่าน ออกมาจากภายใน ซึ่งแนวทางนี้ ทำให้หลอดไฟที่ใช้สำหรับแสงไฟของอาคารสามารถใช้หลอดที่มีขนาดใหญ่ได้
ทำให้มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้หลอดชนิดต่างๆ
แต่ปัญหาของงานออกแบบไฟ
สำหรับงานสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไปจากไฟสนาม คือมีบริษัทผู้ผลิตหลอดและโคมที่ใช้กับตัวอาคารน้อยมาก
เช่น นักออกแบบ แสง มักต้องการ หลอดไฟ ที่มีลักษณะ ยาวเป็นเส้น แต่ต้องกินไฟน้อยปรากฏว่าหลอดไฟนี้ยังไม่ได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นในอุตสาหกรรมเลย
ปัญหาสำคัญอีกประการของงานลักษณะนี้คือ
การบำรุงรักษา เนื่องจาก ตำแหน่ง ของหลอดไฟ มักถูกซ่อน อยู่บริเวณ ผิวนอก
ของ อาคาร ในจุดที่เข้าถึง ได้ไม่สะดวกนัก ทำให้ การเปลี่ยน และทำความสะอาดหลอดไฟ
เป็นสิ่งที่ใช้เวลา และ แรงงานเป็น จำนวนมาก
สรุป
การใช้แสงไฟประดับอาคารและ
บริเวณภายนอก จะช่วยส่งเสริมให้บริเวณโดยรอบและงานสถาปัตยกรรมดูสดใดสวยงามทั้งกลางวันกลางคืน
นอกจากนี้ ยังช่วยให้ มีความปลอดภัย แก่ผู้สัญจร ไปมาบริเวณนั้นๆ อีกด้วย
แต่การออกแบบ จะต้องอาศัย ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของ คุณสมบัติ และ
ข้อจำกัด ของ การเลือกใช้ หลอดไฟ ที่ถูกต้อง
ส่วนท้ายบทความนี้ได้ให้ข้อมูลตัวเลขเป็นตาราง
ซึ่งจะช่วยให้ ความกระจ่าง พอสมควร ในเรื่อง แนวคิด วิธีการออกแบบแสง ของ
นักออกแบบแสงชาวตะวันตก และตัวเลขต่างๆ ที่อาจนำไปใช้ได้ในการทำงาน ทางผู้เขียน
หวังว่า คงเป็นประโยชน์ต่อ ผู้อ่าน บ้างตามสมควร
ตารางแสดงปริมาณแสงที่ต้องการบริเวณภายนอกอาคาร
|
พื้นที่การใช้งาน
|
Footcandles
|
Lux
|
| 1.
บริเวณทางเข้าอาคาร |
| -
บริเวณทางเดิน จุดที่มีผู้คนมาก |
5
|
50
|
| -บริเวณภายนอกอาคารคนน้อย |
1
|
10
|
2.บริเวณผิวของอาคาร
การให้แสงแบ่งออกตามสถานที่ตั้งของอาคาร ดังนี้
2.1 อาคารในเมือง |
| -ผิวอาคารสีอ่อน |
15
|
150
|
| -ผิวอาคารสีเข้มน้อย |
20
|
200
|
| -ผิวอาคารสีเข้มปานกลาง |
30
|
300
|
| -ผิวอาคารสีเข้ม |
50
|
500
|
| 2.2
อาคารตั้งอยู่นอกเมือง |
| -ผิวอาคารสีอ่อน |
10
|
100
|
| -ผิวอาคารสีเข้มน้อย |
15
|
150
|
| -ผิวอาคารสีเข้มปานกลาง |
20
|
200
|
| -ผิวอาคารสีเข้ม |
25
|
250
|
| 2.3
อาคารตั้งอยู่ในชนบทมีอาคารข้างเคียงน้อย |
| -ผิวอาคารสีอ่อน |
5
|
50
|
| -ผิวอาคารสีเข้มน้อย |
10
|
100
|
| -ผิวอาคารสีเข้มปานกลาง |
15
|
150
|
| -ผิวอาคารสีเข้ม |
20
|
200
|
| 3.
ภูมิสถาปัตย์ |
| -แสงทั่วไป |
0.5
|
5
|
| -ทางเดิน |
1
|
10
|
| -ส่วน
ฉากหลัง กำแพง รั้ว พุ่มไม้ |
2
|
20
|
| -กะบะต้นไม้,
ก้อนหิน |
5
|
50
|
| -ต้นไม้ |
5
|
50
|
| -จุดสนใจขนาดใหญ่ |
10
|
100
|
| -จุดสนใจขนาดเล็ก |
20
|
200
|
4.
บริเวณลานจอดรถ แบ่งการใช้งานเป็น 3 ประเภทดังนี้
4.1บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น
เช่น ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ศูนย์แสดงสินค้า พิพิธภัณฑ์ สนามกีฬา |
| -พื้นที่จอดรถยนต์ |
2
|
20
|
| -พื้นที่ทางเดิน |
0.9
|
10
|
| -พื้นที่ที่ต้องตรวจสอบความปลอดภัย
เช่น บริเวณทางเข้า |
4
|
43
|
| 4.2
บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นปานกลาง
เช่น โรงพยาบาล สถานีรถไฟ และรถโดยสาร |
| -พื้นที่จอดรถ |
2
|
20
|
| -พื้นที่ทางเดิน |
0.6
|
6
|
| -พื้นที่ที่ต้องตรวจสอบความปลอดภัย |
2
|
22
|
| 4.3
บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นน้อย |
| -พื้นที่จอดรถ |
0.5
|
5
|
| -พื้นที่ทางเดิน |
0.2
|
2
|
| -พื้นที่ที่ต้องตรวจสอบความปลอดภัย |
0.8
|
9
|
หมายเหตุ:
แหล่งที่มา IES Lighting Handbook พ.ศ. 2524
ตารางแสดงค่าสะท้อนของแสง
และชนิดของหลอดไฟฟ้าที่ควรใช้
|
ชนิดของวัสดุ
|
%
สะท้อน แสง
|
หลอดไฟฟ้าที่ให้แหล่งกำเนิดแสง
|
|
หลอด
Clear Mercury
|
หลอด
Metal Halide
|
หลอด
High Pressure Sodium
|
| 1.วัสดุผิวสีอ่อน |
| -หินอ่อนที่มีสีอ่อน |
78%
- 85%
|
/
|
/
|
/
|
| -ฉาบปูนเรียบ
ทาสีขาว |
/
|
/
|
/
|
| -คอนกรีตเปลือยผิว |
/
|
/
|
/
|
| 2.วัสดุผิวสีเข้มน้อย |
| -หินทรายสีอ่อน |
40%-70%
|
|
/
|
/
|
| -หินล้างผสมสี |
|
/
|
/
|
| 3.วัสดผิวสีเข้มปานกลาง |
| -หิน
Linestone ชนิดเทาปานกลาง |
20%
- 45%
|
/
|
/
|
/
|
| -อิฐโชร์แนวธรรมดา |
|
/
|
/
|
| -หินทราย |
|
/
|
/
|
| 4.
วัสดุผิวสีเข้ม |
|
-อิฐแดงเข้ม
|
10%
- 20%
|
|
/
|
|
|
-หิน
Brownstone
|
|
/
|
/
|
|
-อิฐสีเทาเข้ม
(Dark Gray Brick)
|
/
|
/
|
/
|
หมายเหตุ:
1. อาคารที่ใช้วัสดุที่มีค่าสะท้อนแสงน้อยกว่า 20%
ไม่แนะนำให้ใช้ไฟส่องอาคาร เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง
2. แหล่งที่มาของข้อมูล " A Complete Guide to the Language of Lighting"
ของ บริษัท Mcgraw-Edison.
tOp
rOOt

|