A r c h i t e c t ' s __ A n s w e r s =^-^= (winyou webpage)
ส ถ า ป นิ ก ต อ บ ปั ญ ห า =^-^=

สรุปรายงาน การเสวนาเรื่อง กฎหมาย ใหม่
วันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2543 เวลา 9.00-14.00 น. ณ ห้องประชุม สมาคมสถาปนิกสยาม
อ่าน รายงาน กระทู้อาษาเรื่องกฎหมายใหม่ ประกอบ

บันทึกการประชุม โดย จิระนันท์ ปั้งทอง
จัดทำเป็น เว็บเพจ โดยวิญญู วานิชศิริโรจน์


ผู้เข้าร่วมเสวนา

    1. คุณ สุพินท์ เรียนศรีวิไล
    2. คุณ ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
    3. คุณ วิญญู วานิชศิริโรจน์
    4. คุณ บุรินทร์ ศรีสุข
    5. คุณ. Jack
    6. คุณ เอกทักษ์
    7. คุณ สุวรรณ
    8. คุณ นาวิน
    9. คุณ รชด ณ บางเขน
    10. คุณ พงศ์สันต์ สุวรรณะชฎ
    11. คุณ ทัศนีย์ ลี้ตระกูล
    12. คุณ จิระนันท์ ปั้งทอง (ผู้บันทึกการประชุม-ขออภัยมานะที่นี้ถ้าหากว่าเอ่ยนามท่านใดผิดพลาดหรือตกหล่นไปคะ)
เอกสารประกอบการเสวนา
  • พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฉบับที่ 3
  • กฎกระทรวง ฉบับที่55
  • พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน
  • ขี่ม้าชมดอกไม้
  • กฎหมายอ่านง่าย
  • ทำไมจึงต้องมีการเสวนาเรื่องกฎหมายกันในวันนี้ ทำไมจึงต้องตีความกฎหมาย?

    เนื่องจากเหล่าสถาปนิกทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ที่ ประกอบวิชาชีพอันเกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรม หรือการก่อสร้าง ต่าง ก็ต้อง เกี่ยวข้อง และ เป็นผู้ใช้ กฎหมาย อันเกี่ยวกับ การก่อสร้าง ทั้งสิ้น แต่สถาปนิกส่วนใหญ่ กลับไม่ได้มีส่วนร่วมรับรู้ในการออกกฎหมายหรือมีส่วนร่วมในการตีความกฎหมาย เป็นผลให้เราซึ่งเป็นผู้ออกแบบย่อมได้รับ ผลกระทบ จากความไม่ชัดเจน ของ กฎหมายนั้น จนอาจจะ กลายเป็น สาเหตุหนึ่ง ให้ผู้ไม่ประสงค์ดี ใช้ช่องว่างของกฎหมาย เพื่อหาผลประโยชน์ ส่วนตัว หรือ ทำการ เอารัดเอาเปรียบ ผู้อื่นได้ ฉะนั้น สถาปนิก จึงน่าจะได้มีส่วนร่วม ในการตีความ กฎหมาย อันเกี่ยวเนื่อง กับ การก่อสร้าง ร่วมกันกับ ผู้เกี่ยวข้อง ฝ่ายอื่นๆ เพื่อให้เกิด ความเข้าใจ ที่ตรงกัน เพื่อประโยชน์สูงสุด ในการใช้กฎหมาย สำหรับ ทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

    รู้จักกฎหมายกันเสียก่อน

    ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่สาระแห่งการเสวนาในครั้งนี้ ได้มีการสรุปภาพรวมของกฎหมาย เพื่อเป็นการทบทวน และ สร้างความ เข้าใจ แก่ผู้ร่วมเสวนาทุกท่าน ได้รู้จักกฎหมาย ในเบื้องต้น ดังนี้

    โครงสร้างของกฎหมายไทย ( จากเอกสาร ขี่ม้าชมดอกไม้ กฎหมายการก่อสร้าง )

    ศักดิ์ของกฎหมาย

    โดยส่วนใหญ่ เมื่อใช้กฎหมายและมีความขัดแย้งในเนื้อหาของกฎหมายแต่ละ ก็จะมีแนวทางในการตัดสิน ความขัดแย้งของกฎหมายในเบื้องต้น ได้ดังนี้

      1. ให้ถือเอากฎหมายฉบับที่มีศักดิ์สูงกว่า เป็นหลัก
      2. ถ้ากฎหมายสองฉบับมีศักดิ์เท่ากันให้ถือเอา กฎหมายใหม่กว่า เป็นหลัก
      3. ให้ถือเอากฎหมายฉบับที่เกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนรวมมากกว่า เป็นหลัก

    นอกจากเกณฑ์ในเบื้องต้นนี้ บางครั้งอาจจะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

    ตัวอย่างที่1. กฎกระทรวง 55 มีความขัดแย้งกับ ข้อบัญญัติกทม.
    1. กฎกกระทรวง 55 มีศักดิ์สูงกว่า ข้อบัญญัติ กทม.
    2. กฎกระทรวง 5 ใหม่กว่า ข้อบัญญํติกทม.
    3. กฎกระทรวง 55 มีผลกับประชาชนทั่วประเทศ แต่ข้อบัญญัติกทม.มีผลกับประชาชนในกทม.
    เพราะฉะนั้น ให้ถือเอาข้อความใน กฎกระทรวง 55 เป็นหลัก

    ตัวอย่างที่ .2 กฎกระทรวง 55 มีความขัดแย้งกับ พรบ. ผังเมือง ( ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง)
    พรบ. ผังเมือง มีศักดิ์สูงกว่า กฎกระทรวง 55

    ตัวอย่างที่ 3 ปว.286 ( ซึ่งกลายเป็น พรบ.จัดสรร ) ขัดแย้งกับ พรบ. ควบคุมอาคาร กรณีนี้ จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป คือ ถ้าเกี่ยวข้องกับที่ดินก็ยึด พรบ.จัดสรรที่ดินเป็นหลัก

    หมายเหตุ : ยังมีพรบ.อีก 2 ฉบับที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสถาปนิก คือ
    1.พรบ.สถาปนิก
    2.พรบ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว

    เกี่ยวกับ พรบ.ควบคุมการก่อสร้างอาคาร

    เนื่องจากข้อบัญญัติกทม. ปี 2522 ออกก่อน พรบ.ควบคุมอาคาร 2522 แต่ พรบ.ควบคุมอาคารมีศักดิ์ใหญ่กว่า ฉะนั้น ขณะนี้ที่เรายังใช้ข้อบัญญัติกทม. ปี 2522 อยู่นั้น ถือว่าอยู่ในขอบเขตที่ไม่ขัดกับ พรบ. ควบคุมอาคาร รอจนกว่าจะมีข้อบัญญัติ กทม . ฉบับใหม่ ที่มีการแก้ไขของเดิม ออกมาบังคับใช้

    กฎหมายที่คุยกันในวันนั้น ประกอบด้วย กฎหมาย 3 ฉบับคือ

    1. พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฉบับที่ 3
    2. กฎกระทรวงฉบับที่ 55

    3. พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน

    พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฉบับที่ 3

    สาระสำคัญโดยสรุป ของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ฉบับที่ 3 เป็นการ แก้ไข ข้อความเดิมเป็นบางส่วน ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฉบับแรก เพราะฉะนั้น จะต้องเปิด พรบ. ฉบับที่ 3 นี้ ควบคู่ไปกับ พรบ. ฉบับเดิมเสมอ

    วิวัฒนาการของ พรบ.ควบคุมอาคาร

    ความน่าสนใจใน พรบ.ควบคุมอาคาร ฉบับที่ 3 (เพื่อความเข้าใจชัดเจนกรุณาดูเอกสารพระราชบัญญัติ ฉบับเต็มประกอบด้วย)

    มาตราที่น่าสังเกต

    เนื้อความตาม พรบ. (โดยย่อ)

    ข้อน่าสังเกต

    มาตรา 2

    พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด หนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่ วันประกาศ ใน ราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

    เริ่มใช้บังคับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2543

    มาตรา 3

    ให้ยกเลิกพรบ.ป้องกันภยันตรายอันเกิดแต่การเล่นมหรสพ พศ.2464

    ยังไม่มี กฎหมายฉบับใหม่มารองรับ พรบ. ป้องกัน ภยันตราย อันเกิดแต่ การเล่นมหรสพ
    มาตรา 4 วรรค 2 วรรค 3 สำหรับเขตท้องที่ที่ได้มีการประกาศให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง หรือ เขตท้องที่ ที่ได้เคย มีการประกาศ ดังกล่าว ให้ใช้พรบ.นี้ บังคับตาม เขตของ ผังเมืองรวม นั้นโดยไม่ต้องตราเป็น พระราชกฤษฎีกา ไม่ว่าจังหวัดใด เมืองใด ถ้าอยู่ใน พรบ. ผังเมือง ถือว่าต้องใช้ พรบ. ฉบับนี้ ด้วย

    สำหรับอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคนและโรงมหรสพ ให้ใช้ บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้ บังคับ ไม่ว่า ท้องที่ ที่อาคารนั้น ตั้งอยู่จะได้มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บังคับ พรบ. นี้หรือไม่ก็ตาม

    อาคารสูง อาคารขนาด ใหญ่พิเศษ ฯลฯ ไม่ว่าจะสร้างอยู่ที่ไหน ใน กทม. ต้องใช้ พรบ.ฉบับนี้ด้วย

    มาตรา 5 (นิยาม)

    "อาคารชุมนุมคน" หมายความว่า อาคารหรือส่วนใดของอาคารที่บุคคลอาจเข้าไปภายในเพื่อประโยชนืในการชุมนุมคน ที่มี พื้นที่ ตั้งแต่ 1,000 ตรม.ขึ้นไป หรือ ชุมนุมคนได้ 500 คนขึ้นไป

    "โรงมหรสพ" หมายความว่า อาคาร หรือ ส่วนใด ของ อาคาร ที่ใช้เป็น สถานที่สำหรับ ฉายภาพยนต์ แสดงละคร แสดงดนตรี หรือ การแสดง รื่นเริงอื่นใด และ มีวัตถุประสงค ์เพื่อเปิดให้ สาธารณชน เข้าชมการแสดงนั้น เป็นปกติธุระ โดยจะมี ค่าตอบแทน หรือ ไม่ก็ตาม

    เป็นนิยามใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา

    เนื้อหา ขัดกับ กฎกระทรวง 55 ซึ่งบอกว่า ถ้าไม่เปิดเป็น ปกติธุระ ไม่ถือว่า เป็น โรงมหรสพเช่น สมาคม อาษา เปิดใช้ ห้องประชุม ทุกวันศุกร์ สิ้นเดือน กับ Coffe Shop แห่งหนึ่ง ฉาย Slide ทุกวัน อย่างไหนจึงจะถือว่าเป็น โรงมหรสพ ดังนั้น ต้องตีความ "ปกติธุระ"

    มาตรา 6

    "ผู้ตรวจสอบ" หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หรือ ผู้ซึ่งได้รับ ใบอนุญาต ประกอบ วิชาชีพ สถาปัตยกรรม ควบคุม ตามกฎหมายว่าด้วย การนั้น แล้วแต่กรณี ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนไว้ตาม พรบ. นี้

    เป็นนิยามใหม่ ต่อไปนี้อาคารต้องมีผู้ตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบ ควรจะเป็น วิศวกร หรือ สถาปนิก คนใดคนหนึ่ง หรือ ควรจะเป็นทั้ง วิศวกร และสถาปนิก
    มีผลกับสถาปนิก ใน พรบ. จัดสรรที่ดิน

    มาตรา 8 (แก้ไข ข้อความ เดิม)

    (4) แบบและวิธีการเกี่ยวกับการติดตั้งระบบประปา ก๊าซ ไฟฟ้า เครื่องกล ความปลอดภัย เกี่ยวกับ อัคคีภัย หรือ ภัยพิบัติ อย่างอื่น และ การป้องกันอันตรายเมื่อมี เหตุชุลมุนวุ่นวาย

    ตีความคำว่า "เหตุชุลมุนวุ่นวาย" เกี่ยวข้องกับการออกแบบ Lay Out และ Circulation

    มาตรา 8 ทวิ

    เพื่อประโยชน์แห่งความปลอดภัยของประชาชน … กำหนด ประเภท หรือ ลักษณะ ของ สิ่งที่ สร้างขึ้น เพื่อใช้ใน การขนส่ง บุคคล ใน บริเวณใด ในลักษณะ กระเช้าไฟฟ้า หรือ ลักษณะ ของ สิ่งที่สร้างขึ้น เพื่อใช้เป็น เครื่องเล่น ในสวนสนุก เป็นอาคาร ตาม พรบ. ฉบับนี้

    ต่อไปนี้ BTS เป็น อาคารไม่ใช่สาธารณูปโภค ต่อไปนี้ ไวกิ้ง รถไฟเหาะ บ้านผีสิง ก็เป็นอาคาร

    มาตรา 11 (5)

    (5) รับขึ้นทะเบียน และ เพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็น ผู้ตรวจสอบ

    ต่อไปนี้ สถาปนิก ที่จะเป็น ผู้ตรวจสอบ ต้องขึ้นทะเบียน กับ กรมโยธา

    ระวัง!! สถาปนิก ที่จะเป็น ผู้ตรวจสอบ ต้องไป ขึ้นทะเบียน ไม่งั้น ไม่มีสิทธิ์

    ระวัง!! สถาปนิกต้องรู้ว่า ผู้ตรวจสอบ จะต้องขึ้นทะเบียน จึงจะมี ศักดิ์ และ สิทธิ์ที่จะ ตรวจสอบ งานของเรา
    (สรุปจากความเข้าใจส่วนตัวคะ)

    เนื้อหาเชื่อมต่อ กับ พรบ.ประกอบวิชาชีพ ฉบับที่ 9 เรื่อง หน้าที่ ของ สถาปนิก ทำอะไรได้แค่ไหนซึ่ง สภาสถาปนิก จะต้อง กำหนด รายละเอียด ของ "ผู้ตรวจสอบ" ให้ชัดเจน

    มาตรา28**(ยกเลิกมาตรา 28 เดิม ใช้ของใหม่ )

    มาตรา 21 ทวิ

    มาตรา 28 ในกรณีที่แบบแปลน กระทำโดย ผู้ที่ได้รับ ใบอนุญาติให้เป็น ผู้ประกอบ วิชาชีพ วิศวกรรมควบคุม ให้เจ้าพนักงาน ท้องถิ่น ตรวจพิจารณา แต่ เฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับ รายการคำนวณ

    มาตรา 21 ทวิ การก่อสร้าง ผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้แจ้งตามมาตรา 39 ทวิ ต้องจัดให้ มีการ ตรวจสอบ งานออกแบบ และ คำนวณ ดังกล่าวตาม เกณฑ์วิธีการ และ เงื่อนไข ที่กำหนดใน กฎกระทรวง"

    มาตรา 28 บอกว่าถ้าจะขออนุญาต โดย ผู้ประกอบวิชาชีพ วิศวกรรมควบคุม จะไม่ต้อง ตรวจสอบ รายการ คำนวณ หมายความ ว่า อาคารหลังหนึ่ง จะฝาก ความรับผิดชอบ ไว้ที่ วิศวกร ผู้นั้น แต่เพียง ผู้เดียว โดยไม่มีการ Double Check จาก เจ้าพนักงาน ทำให้เกิด กรณี รอยัลพลาซ่า ถล่ม มาตรา 21 ทวิ จึงเกิดขึ้น เพื่อจุดมุ่งหมายในการเพิ่ม Double Check" ผลกระทบ จากมาตรา 28 อีก ประเด็นหนึ่ง ก็คือ วิศวกร จะมีความสำคัญมากขึ้น สภาสถาปนิก จะต้อง หา มาตรการ กำหนด ขอบเขต ความรับผิดชอบ ของวิศวกร ให้ชัดเจน
    (สรุปจากความเข้าใจส่วนตัวอีกแล้วคะ)

    ห้ามเจ้าพนักงาน ตรวจรายการคำนวณ ให้มี Double Check

    มาตรา 28 ทวิ **

    ในกรณีที่แบบแปลน ไม่เป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ที่ได้ยื่นมาพร้อมกับ ให้เจ้าพนักงาน ท้องถิ่น ตรวจ พิจารณา แต่เฉพาะในส่วนที่ ไม่เกี่ยวกับ รายละเอียด ด้าน สถาปัตยกรรม ส่วน ภายใน อาคาร เว้นแต่ ทางหนีไฟ และ บันได หนีไฟ

    หมายความว่า ต่อไปนี้ เจ้าพนักงานท้องถิ่น จะตรวจเฉพาะ เปลือกอาคาร กับ ทางหนีไฟ และ บันไดหนีไฟ ซึ่งสาระนี้ สถาปนิก เป็นคน เรียกร้อง ขึ้นมาเอง เพราะถือว่า สถาปนิก จะต้อง รับผิดชอบ เกี่ยวกับ การออกแบบ ภายในอาคาร อยู่แล้ว แต่เมื่อ นำมา ปฏิบัติจริง ก็มี ตกหล่นไปบ้าง เลย กลายเป็น การเปิดช่องทาง ให้ เจ้าพนักงานผู้ตรวจสอบ เข้ามาหา ผลประโยชน์ได้ ตัวอย่าง เช่น สถาปนิก ยื่นขออนุญาตปลูกสร้างบ้านหลังหนึ่ง เจ้าพนักงาน ตรวจ เฉพาะ เปลือกอาคาร กับ ทางหนีไฟ แล้วก็ปล่อยให้ สร้างไป จนเสร็จ แล้วเข้าไป ตรวจ การใช้อีกครั้ง คราวนี้ จะขุดคุ้ย ข้อผิดพลาด อื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในอาคาร (ที่เกิดขึ้น จาก ความตั้งใจ หรือ ความไม่รู้ของ สถาปนิก) เอามา ย้อนรอย สถาปนิกเพื่อหา ประโยชน์ ใส่ตัว ได้อย่าง ง่ายดาย

    เป็นช่องทางหาประโยชน์ของเจ้าพนักงาน ที่สถาปนิก จะต้อง ระมัดระวัง อย่างมาก

    มาตรา 32 ทวิ

    เจ้าของอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน อาคาร ตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง ต้องจัดให้มี ผู้ตรวจสอบ ด้านวิศวกรรม หรือ ผู้ตรวจสอบ ด้านสถาปัตกรรม

    อาคารดังกล่าว ต่อไปจะไม่อนุญาต ให้ภาคีสถาปนิกเกี่ยวข้อง เพราะ ฉะนั้น ถ้าผู้ตรวจสอบเป็นสามัญ หรือวุฒิ จะต้องมี การ แบ่ง ขอบเขต ของงาน และ การตรวจสอบให้ดี
    (ไม่เข้าใจเลยคะ –ผู้บันทึกการประชุม)

    มาตรา 55 ทวิ

    ห้ามมิให้ผู้ใด ทำการตรวจสอบ ตามมาตรา 32 ทวิ เว้นแต่ ผู้นั้นเป็น ผู้ตรวจสอบตามพรบ.นี้

    ผู้ตรวจสอบ อาคารสูง อาคารขนาด ใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน อาคารตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จะต้องเป็น ผู้ตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธา

    มาตรา 55 ตรี

    ในกรณีที่ผู้ตรวจสอบ ทำการตรวจสอบตามมาตรา 32 ทวิ โดย ฝ่าฝืน บทบัญญัติ แห่ง พรบ .นี้ ให้นำ มาตรา 49 ทวิมาใช้ โดยอนุโลม

    บทลงโทษก็คือ เวียนชื่อ ประจาน ทั่วประเทศ , เลิกคบ 5 ปี และ ถอดถอน ใบกระกอบวิชาชีพ

    แถมท้าย เพิ่มเติมสำหรับ กฎหระทรวงฉบับที่ 55 ให้อ่านบทความของ คุณสุพินธ์ เรียนศรีวิไล ในวารสารอาษา ฉบับหน้าคะ


    กฎกระทรวงฉบับที่ 55 ( พศ. 2543)
    ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พศ.2522)

    สาระสำคัญโดยสรุปของกฎกระทรวงฉบับที่ 55 คือใช้แทนกฎกระทรวง พศ. 2498 หมวด 3,4และ6 (หมวดสถาปัตยกรรม) แต่ไม่ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับใดเลย เพราะฉะนั้น กฎกระทรวง พศ. 2498 ยังบังคับใช้ เท่าที่ ไม่ขัดแย้ง กับ กฎกระทรวงฉบับนี้

    ความน่าสนใจใน กฎกระทรวงฉบับที่ 55 เพื่อความเข้าใจชัดเจนกรุณาดูเอกสารกฎกระทรวงฉบับที่ 55 และ เอกสารร่างกฎกระทรวงควบคุมอาคารฉบับใหม่ ข้อสังเกตและ Comment ประกอบด้วย

    ข้อที่น่าสังเกต

    เนื้อความตาม กฎกระทรวง 55 (โดยย่อ)

    ข้อน่าสังเกต

    1. นิยาม

    "อาคารอยู่อาศัย"หมายความว่า อาคาร ซึ่งโดย ปกติบุคคลใช้ อยู่อาศัยได้ทั้ง กลางวัน และ กลางคืน ไม่ว่าจะเป็นการอยู่อาศัยถาวร หรือ ชั่วคราว

    เป็นคำใหม่ แทนคำว่า "อาคารที่พักอาศัย"

    "บ้านแถว" หมายความว่าห้องแถว หรือ ตึกแถวที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งมี ที่ว่าง ด้านหน้า และ ด้านหลัง ระหว่างรั้วหรือแนวเขตที่ดินกับตัวอาคารแต่ละคูหา และมี ความสูงไม่เกิน 3 ชั้น

    คือTOWN HOUSE นั่นเอง

    "อาคารพาณิชย์" หมายความว่า อาคารที่ ใช้ประโยชน ์เพื่อ การพาณิชยกรรม หรือบริการธุรกิจ รวมถึง อาคารอื่นใด ที่ก่อสร้าง ห่าง จาก ถนน หรือ ทางสาธารณะ ไม่เกิน 20 เมตร ซึ่งอาจใช้เป็น อาคาร เพื่อประโยชน์ ในการพาณิชยกรรม ได้

    ตีความเพื่อประโยชน์ในการพาณิชยกรรม
    Ex. มี Fax หรือ Internet ถือเป็น พาณิชยกรรมหรือไม่

    "อาคารสาธารณะ" หมายความว่า อาคารที่ ใช้เพื่อประโยชน ์ในการ ชุมนุมคน ได้โดยทั่วไป ……เป็นต้น

    ตีความ เพื่อประโยชน์ในการชุมนุมคน

    "อาคารอยู่อาศัยรวม" หมายความว่า อาคาร หรือ ส่วนใด ส่วนหนึ่ง ของ อาคารที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย สำหรับหลายครอบครัว โดยแบ่งออกเป็น หน่วยแยก ออกจากกัน สำหรับ แต่ละ ครอบครัว

    ตีความคำว่า "ครอบครัว"
    หอพักพระ
    ถือเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม หรือไม่
    คุก ถือเป็นอาคารอยู่อาศัยรวม หรือไม่

    "โรงมหรสพ" หมายความว่า อาคาร หรือ ส่วนหนึ่งส่วนใด ของ อาคาร ที่ใช้เป็น สถานที่ สำหรับ ฉายภาพยนต์ แสดงละคร แสดงดนตรี หรือ แสดงมหรสพอื่นใด และ มีวัตถุประสงค ์เพื่อเปิดให้ สาธารณะชน เข้าชม การแสดงนั้น โดยจะ มีค่าตอบแทน หรือไม่ก็ตาม แตกต่างจาก พรบ. ควบคุมอาคาร 2543 ตรงที่ ไม่มีคำว่า "โดยปกติธุระ"
    "วัสดุทนไฟ" วัสดุก่อสร้างที่ไม่เป็นเชื้อเพลิง เหล็ก ไม่เป็นเชื้อเพลิง แต่เมื่อโดนความร้อน จะหลอมตัว และ เสียกำลัง ดังนั้น เหล็ก เป็นวัสดุทนไฟ หรือไม่
    คอนกรีต หรือยิบซั่ม เป็น วัสดุทนไฟหรือไม่
    "ดาดฟ้า" หมายความว่า พื้น ส่วนบนสุด ของ อาคาร ที่ไม่มี หลังคา ปกคลุม และ บุคคลสามารถขึ้นไปใช้สอยได้ บุคคลสามารถขึ้นไปใช้สอยได้ แสดงว่าต้องมี บันได ถ้า บุคคล ขึ้นไปใช้สอยไม่ได้ เรียก Flat Roof
    "ความกว้างสุทธิ" หมายความว่า ความกว้าง ที่วัดจาก จุดหนึ่ง ไปยังอีก จุดหนึ่ง โดยปราศจาก สิ่งกีดขวางใดๆ เป็น คำใหม่ ทำให้ชัดเจนมากขึ้น
    "ที่ว่าง" หมายความว่า พื้นที่อันปราศจาก หลังคา หรือ สิ่งก่อสร้าง ปกคลุม ซึ่งพื้นที่ ดังกล่าว อาจจะจัด ให้เป็น บ่อน้ำ สระว่ายน้ำ … รวมถึง พื้นที่ของ สิ่งก่อสร้าง หรือ อาคาร ที่สูงจาก ระดับพื้นดิน ไม่เกิน 1.20 เมตร และ ไม่มีหลังคา หรือ สิ่งก่อสร้าง ปกคลุม เหนือระดับนั้น กฎกระทรวง ฉบับ 33 นิยาม "ที่ว่าง" 6 เมตรรอบอาคาร ที่รถ สามารถวิ่งได้ เพราะฉะนั้นจะเป็น บ่อน้ำไม่ได้

    "ถนนสาธารณะ" หมายความว่า ถนนที่เปิด หรือ ยินยอม ให้ประชาชน เข้าไป หรือ ใช้เป็น ทางสัญจรได้ ทั้งนี้ ไม่ว่า จะมี การเรียกเก็บ ค่าตอบแทน หรือ ไม่

    เป็นนิยามใหม่ หมายรวมถึง ยวดยาน ผ่านได้ และ ผ่าน ไม่ได้

    หมวด 1 (ลักษณะอาคาร)

    ข้อ 2

    ข้อ 3

    ห้องแถว หรือ ตึกแถว และ บ้านแถว เปรียบเทียบได้ดังนี้

     
    ห้องแถว
    บ้านแถว
    ความกว้าง
    ไม่น้อยกว่า 4.00 เมตร
    ความลึก
    4.00 – 24.00 เมตร
    พื้นที่ชั้น1
    อย่างน้อย 30 ตร.ม.

    อย่างน้อย 24 ตร.ม.

    ที่ว่าง
    10%
    20%
     

    ข้อ 5

    รั้วหรือกำแพงกั้นเขตที่อยู่มุมถนนสาธารณะ ที่มี ความกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา ต้องปาดมุม รั้ว หรือ กำแพง กั้นเขต นั้น โดยให้ ส่วนที่ ปาดมุม มีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และ ทำมุมกับ แนว ถนนสาธารณะ เป็นมุมเท่าๆกัน

    ต้องตีเจตนารมย์ ว่าต้องการปาด มุมเพื่อ ความปลอดภัย ในการ ขับรถ หรือ เพื่อ มุมมอง ทางสายตา

    ถ้าในช่วงหัวมุม หลีกเลี่ยง คำว่ารั้ว โดยขุดเป็น คูน้ำ หรือ ปลูกแนว ไม้พุ่มแทน จะได้หรือไม่

    ข้อ 6**

    สะพาน ส่วนบุคคลสำหรับรถยนต์ ต้องมีทางเดินรถกว้างไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร และมีส่วนราดชันไม่เกิน 10 ใน 100

    ต้องอ่านกฎหมายเดิมประกอบ
    ตีความ "สะพาน" และ "ทางลาด"
    ตัวอย่าง:
    ทางลาดขึ้นไป DROP OFF หน้าโรงแรม เป็นทางลาดหรือสะพาน ใช้ Slope 1: 10 หรือ 1:7.5

    ข้อ 13 ป้ายที่ตั้งอยู่บนพื้นดินโดยตรง ต้อง มีความสูง ไม่เกิน ระยะที่วัดจาก จุดที่ ติดตั้งป้าย ไปจนถึง กึ่งกลาง ถนน สาธารณะ ที่อยู่ใกล้ป้าย นั้นที่สุด และ มีความยาวของป้ายไม่เกิน 32 เมตร ป้ายหน้าห้าง macro Lotus ต่อไปนี้ ผิดกฎหมายหมด

    ส่วนที่ 2 พื้นที่ภายในอาคาร

    ข้อ 19

    อาคารอยู่อาศัยรวมต้องมีพื้นที่ภายในแต่ละหน่วยที่ใช้เพื่อการอยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 20 ตร.ม กลับไปตีความ "อาคารอยู่อาศัยรวม"
    ข้อ 21

    ช่องทางเดินในอาคาร ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่าตามที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้

    อาคารอยู่อาศัย ช่องทางเดินกว้าง 1.00 เมตร

    อาคารอยู่อาศัยรวม ฯลฯ ช่องทางเดิน กว้าง 1.50 เมตร

    ช่องทางเดินคืออะไร ถ้าทำช่อง ประตู แบบที่ วงกบ เป็น ผนัง หนามากๆ (90เซนติเมตร) ถือเป็น ช่องทางเดิน หรือ เปล่า

    ความกว้างที่ระบุไว้ไม่ได้บอกว่า ความกว้างสุทธิ

    ข้อ 22** ห้องหรือส่วนของอาคารที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ต้องมีระยะดิ่งไม่น้อยกว่า ตามที่กำหนดในตาราง
    ( ดูตาราง ใน กฎกระทรวงฉบับเต็ม)
    ระยะดิ่งตามวรรคหนึ่ง ให้วัดจากพื้น ถึงพื้น ในกรณี ของ ชั้นใต้หลังคา ให้วัดจาก พื้นถึง ยอดฝา หรือ ยอด ผนังอาคาร

    ระยะดิ่งวัดจาก พื้น – พื้น มี เจตนา อย่างไร เพราะกฎกระทรวงเดิม วัดที่พื้น – ฝ้าเพดาน

    ยอดฝาหรือยอดผนังอาคาร คือ ส่วนไหน

    ส่วนที่ 3
    บันได ของ อาคาร

    ข้อ 25

    บันไดจากข้อ 24 จะต้องมีระยะห่างไม่เกิน 40 เมตร จากจุดที่ไกลสุดบนพื้นชั้นนั้น

    กฎกระทรวง 55 บอกว่า บันได หลักต้องกว้าง 1.50 อยู่ห่างกัน ไม่เกิน 80 เมตร
    กฎกระทรวงฉบับเดิม บอกว่า บันไดหนีไฟ กว้าง 1.00 เมตร ห่างกัน ไม่เกิน 60 เมตร
    เพราะฉะนั้น ถ้าทำบันได กว้าง 1.50 เมตร ใช้เป็น ทั้งบันไดหลัก และหนีไฟ อยู่ห่างกัน ไม่เกิน 60 เมตร ก็จะเข้าข่ายทั้ง 2 กฎกระทรวง

    ข้อ 28 บันไดหนีไฟ ต้องมีความลาดชันน้อยกว่า 60 องศา เว้นแต่ตึกแถวและบ้านแถว ที่สูงไม่เกิน 4 ชั้น ให้มีบันไดหนีไฟที่มีความลาดชันเกิน 60 องศาได้ และต้องมีชานพักบันไดทุกชั้น ต้องมีชานพักบันได
    ข้อ 34**

    ห้องแถวหรือตึกแถวซึ่งด้านหน้าไม่ติดริมถนนสาธารณะ ต้อง มีที่ว่างด้านหน้า อาคาร กว้างไม่น้อย กว่า 6 เมตร โดยไม่ให้ มีส่วนใด ยื่นล้ำเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว

    ห้องแถวหรือตึกแถว ต้องมี ที่ว่าง ด้านหลัง อาคาร กว้างไม่น้อยกว่า 3 เมตร เพื่อใช้ ติดต่อ ถึงกัน โดยไม่ให้ มีส่วนใด ของ อาคาร ยื่นล้ำเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เว้นแต่ การสร้าง บันไดหนีไฟ ภายนอกอาคาร ที่ยื่นล้ำ ไม่เกิน 1.40 เมตร

    ถ้าวาง คอนเดนซิ่ง บนชานพัก บันไดหนีไฟ ทำได้ หรือไม่

    เปรียบเทียบวรรค 2 ของฉบับเดิมกับ ฉบับนี้ จะเป็นว่า ของเดิม เว้น 2.00 เมตร CLEAR แต่ ของใหม่ มี บันไดหนีไฟ ล้ำเข้ามา 1.40 หรือ ที่ว่างจริงๆ แค่ 1.60 เมตร หมายความว่าอะไร

    ข้อ 39

    โรงงาน ที่มีพื้นที่ที่ใช้ประกอบกิจการของอาคารทุกชั้นรวมกัน ตั้งแต่ 200 ตร.ม. แต่ไม่เกิน 500 ตร.ม. ต้องมี ที่ว่าง ห่างจาก แนวเขตที่ดิน ที่ใช้ ก่อสร้าง อาคารนั้น ไม่น้อยกว่า 3.00 เมตร จำนวน 2 ด้าน โดย ผนัง ของอาคาร ทั้งสองด้าน นี้ ให้ทำเป็น ผนังทึบ ด้วย อิฐ หรือ คอนกรีต ยกเว้น ประตูหนีไฟ ส่วน ด้านที่เหลือ ให้มีที่ว่าง ไม่น้อยกว่า 6.00 เมตร

    โรงงาน พื้นที่ทุกชั้นรวมกันตั้งแต่ 500 ตร.ม. แต่ไม่เกิน 1,000 ตร.ม. ต้องม ีที่ว่าง ไม่น้อยกว่า 6 เมตรทุกด้าน

    โรงงาน พื้นที่ทุกชั้น รวมกันเกิน 1,000 ตร.ม. ต้องมีที่ว่าง ไม่น้อยกว่า 10.00 เมตร ทุกด้าน

    ถ้าโรงงานพื้นที่ 500 ตร.ม พอดี เป๊ะ จะเว้นที่ว่าง โดยยึด ประโยชน์ ของ ผู้ใช้อาคารเป็นหลัก หรือไม่

    ตีความ ผนังของอาคารทั้งสองด้านนี้ ให้ทำเป็น ผนังทึบ ด้วย อิฐ หรือ คอนกรีต แปลว่า ห้ามเจาะ ช่องเปิด หรือเปล่า แล้วถ้าเว้น 6.00 เมตร จะเจาะ ได้หรือไม่

    ข้อ 42 อาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ ถ้าแหล่งน้ำ กว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องร่น แนวอาคาร ห่างจาก แหล่งน้ำ นั้น ไม่น้อยกว่า 3.00 เมตร บังคับใช้ ทั่วประเทศ เฉพาะพื้นที่ที่ อยู่ใน เขตควบคุม หรือ อยู่ในผังเมืองแล้ว
    ข้อ 48** การก่อสร้างอาคารใกล้ อาคารอื่น ในที่ดินเจ้าของเดียวกัน พื้น หรือ ผนัง ของ อาคาร สำหรับ อาคารสูง ไม่เกิน 9 เมตร ต้อง ห่าง อาคารอื่น ไม่น้อย กว่า 4 เมตร และ สำหรับ อาคารที่สูงเกิน 9 เมตร แต่ไม่ถึง 23 เมตร ต้องห่าง อาคารอื่น ไม่น้อย กว่า 6.00 เมตร ตีความคำว่า อาคารอื่น เนื่องจาก มีข้อ หลบเลี่ยง ได้มาก
    ข้อ 49(1)

    ถ้าห้องแถวหรือตึกแถวมีจำนวนรวมกันได้ตั้งแต่ 10 คูหา หรือ มีความยาว รวมกันได้ตั้งแต่ 40 เมตรขึ้นไป และ อาคารที่ จะสร้างขึ้น เป็นห้องแถว หรือ ตึกแถว

    ห้องแถว หรือ ตึกแถวที่จะสร้างขึ้นต้องห่างจากผนังด้านข้าง ของ ห้องแถว หรือ ตึกแถวเดิมไม่น้อยกว่า 4 เมตร แต่ ถ้าเป็น อาคารอื่น ต้องห่างจากผนังด้านข้าง ของ ห้องแถว หรือ ตึกแถวเดิมไม่น้อยกว่า 2 เมตร

    ถ้าเรามีที่ดินเปล่าอยู่ข้างๆตึกแถวที่สร้างขึ้นมาก่อนแล้ว เมื่อเราจะมาสร้าง ตึกแถวในที่ดินของเราปรากฎว่าเราต้อง เว้น 4 เมตร เราจะเสียประโยชน์ อันเกิดจากเรามิได้เป็นผู้กระทำ
    ข้อ 50**

    ผนังของอาคารที่มีหน้าต่าง ประตู ช่องระบายอากาศ หรือช่องแสงหรือระเบียงของอาคาร ต้องมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินดังนี้

    1. อาคารที่มีความสูงไม่เกิน 9.00 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร
    2. อาคารที่มีความสูงเกิน 9 เมตร แต่ไม่ถึง 23 เมตร ผนังหรือระเบียงต้องอยู่ห่างเขตที่ดิน ไม่น้อยกว่า 3 เมตร
    1. GLASS BLOCK ถือเป็น ช่องเปิด
    2. ถ้าทำเป็นลักษณะ STACK
    3. ถ้าถมดิน 3 เมตร แล้วสร้างสูงขึ้นไป 9 เมตร
    4. ถ้าเอียงผนังไป 45 องศา

    พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน

    มีข้อที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขและมีความน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

    ข้อที่น่าสังเกต

    เนื้อความตาม พรบ. (โดยย่อ)

    ข้อน่าสังเกต

    มาตรา 4 นิยาม การจัดสรรที่ดิน "การจัดสรรที่ดิน" หมายถึง การแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อย ตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป โดยนับย้อนหลัง 3 ปี หมายความว่า .ถ้ามีที่ดินเดิมอยู่กี่แปลงก็ตาม (ที่ไม่เกิน 10 แปลง) แล้วภายในระยะเวลา 3 ปี หากมี การแบ่ง ที่ดิน แปลงนั้น เพิ่ม เป็น 2. 3. 4. จนกระทั่ง 10 แปลงขึ้นไป ก็ต้องถือว่า เข้าข่าย พรบ.นี้ (แต่ 3 ปี 1 วัน ไม่ต้อง )
     

    กรรมการการจัดสรรที่ดิน มี 3 กรรมการ คือ

    ซึ่งจะบอกรายละเอียดของคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ใน มาตรา 13 ทั้งส่วนของ กรรมการกรุงเทพฯ และกรรมการต่างจังหวัด

    ข้อสังเกต : พรบ.จัดสรรฉบับนี้จะต่างกับ ปว.286 ตรงที่เป็น "ข้อบัญญัติท้องถิ่น"เป็นการกระจายอำนาจ ไม่ใช่ การรวม อำนาจ ของ ส่วนกลาง อย่างเก่า …ที่หากจะทำการจัดสรรที่ดิน ก็ไป ยื่นที่ คณะ กรรมการ จัดสรรที่ดินกลาง (กรมที่ดิน) ดังนั้น ต่อไปนี้ ถ้าต้อง จัดสรรที่ดิน ที่อยุธยา แล้ว คณะ กรรมการ ที่ดิน อยุธยา บอกว่า ใน หมู่บ้าน จัดสรร ต้องปลูก ก็เป็นสิทธิของท้องถิ่น ที่เราต้อง ทำตาม
    มาตรา 16

    โดยรวมพูดถึงเรื่องข้อกำหนดในการจัดสรร ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งมีรายละเอียดของข้อกำหนดคือ
    -ขนาด ความกว้าง และ ความยาว หรือ พื้นที่จัดสรรที่น้อยที่สุด ( ยังไม่ได้ออกเป็น รายละเอียดเลย ฉะนั้น ยังคงใช้ ข้อกำหนดเดิม อยู่ )
    -ระบบมาตราฐานของถนน
    -ระบบการระบายน้ำ
    -ระบบ และมาตราฐานของสาธารณูปโภค

    หมายความว่า ถ้าเราจะ ออกแบบ เกี่ยวกับ การจัดสรร ที่ดิน จะต้อง ตามไปดู กฎกระทรวง ที่ออก ความตาม มาตรา 16 นี้ นั่นเอง

    มาตรา 20 จะให้ความสำคัญกับการจัดสรรมาก ขึ้น นั่นคือ นอดีต…ถ้าทำผิด พรบ.จัดสรร จะ ผิด กฎหมายแพ่ง ผู้ซื้อก็ต้องไปฟ้อง สคบ. แต่ หลังจาก นี้ ถ้าทำผิด พรบ.จัดสรร จะถือว่า ทำผิด กฎหมายอาญา ซึ่งอาจ มีสิทธิ์ "ติดคุก" ได้
    มาตรา 23

    พูดถึง เอกสาร ใน การขอ อนุญาตจัดสรรที่ดิน ว่าต้อง ประกอบไปด้วย เอกสารใดบ้าง และ มีที่น่า จะเกี่ยวข้อง กับ สถาปนิก ที่สุด ก็ คือ ใน วงเล็บที่ 4 เอกสาร ที่ใช้ ในการ ขออนุญาต จัดสรรที่ดิน
    1. โฉนดที่ดิน
    2. เอกสารการเป็น เจ้าของที่ดิน หรือ บันทึกความยินยอมให้จัดสรรที่ดิน ในกรณีที่ที่ดินมีบุริมสิทธิ์

    3. แผนผัง แสดงจำนวนที่ดินแปลงย่อยที่จะขอจัดสรรและเนื้อที่โดยประมาณของแต่ละแปลง
    โครงการ ปรับปรุง ที่ดิน ที่ขอจัดสรร การจัดให้มีสาธารณูปโภค และ บริการ สาธารณะ รวมทั้ง การปรับปรุงอื่น ตาม ควร แก่ สภาพ ของ ท้องถิ่น โดย แสดงแผนผัง รายละเอียดและรายการก่อสร้าง ประมาณราคาก่อสร้าง และ กำหนดเวลา ให้แล้วเสร็จ….

    หมายความ ว่า ต้องมีแบบจริง พร้อม รายละเอียด ประกอบ แบบ และ แบบ SPEC นำไป ประมาณราคา เพื่อ จะไปขอ BANK GUARANTEE เผื่อใน กรณีที่ โครงการ มันทำท่า จะไม่เสร็จ ไป ไม่รอด คณะ กรรมการ ก็จะไป เอา เงิน จาก ธนาคาร มาสร้างต่อ ให้เสร็จ ถือเป็น การให้ ความยุติธรรม แก่ผู้ซื้อ

    มาตรา 25

    พูดถึง ระยะเวลา ในการ ตรวจ พิจารณา แบบ ของ คณะกรรมการ จัดสรรที่ดิน ว่า ให้ กระทำให้ แล้วเสร็จ ภายใน 45 วัน
    หากเรายื่นไปแล้ว 45 วัน คณะกรรมการ ท่านไม่ตอบ แปลว่า เห็นชอบกับ แผนผัง โครงการ และ วิธีการจัดสรร อนุมัติ ให้ทำ ได้เลย อัตโนมัติ ไม่ต้องรอคำตอบแล้ว (คล้ายๆกับ มาตรา 39 ทวิ)

    มาตรา 33

    โดยห้ามผู้จัดสรรที่ดินทำนิติกรรมกับบุคคลใดอันก่อให้เกิดภาระผูกพัน แก ่ที่ดินอัน เป็น สาธารณูปโภค หมายความว่า เอาไปวาง กับ ธนาคาร ไม่ได้แล้ว หลังจากที่ ได้ จัดสรร
    เป็นการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค
    มาตรา 34** สำคัญ สัญญา จะซื้อจะขายที่ดินให้ใช้สัญญา ตามแบบ ที่คณะกรรมการ ที่ดิน กำหนด ( เท่ากับใช้ สัญญากลาง) หากไม่ได้ใช้ สัญญากลาง และ สัญญานั้น ไม่เป็น ประโยชน์ แก่ผู้ซื้อ หรือ เป็น สัญญาที่ เอาเปรียบ ผู้ซื้อ ให้ถือว่า สัญญานั้นเป็นโมฆะ ต่อไปสัญญาจะซื้อจะขายกลาง (ที่กำลังจะทำขึ้นใหม่) ระบุว่า ต้องให้แบบก่อสร้างโดยละเอียดแก่ผู้ซื้อ ถ้าไม่ให้ก็ ผิดกฎหมายอาญา
    มาตรา 37 เมื่อผู้ซื้อที่ดิน ชำระ ราคาที่ดิน ครบถ้วน ตาม สัญญาแล้ว ให้ถือว่า ที่ดินนั้น พ้นจากการ ยึด หรือ อายัดทั้งปวง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ซื้อ…หมายความว่า ถ้าเราจ่ายเงินครบแล้ว ธนาคาร มายึด ก็ถือว่า ที่ดินนั้น ยังไง ก็เป็น ของผู้ซื้อ อย่างแน่นอน เป็นเรื่องของ ธนาคาร กับ คนจัดสรร ที่ จะไป ฟ้องร้อง กันเอง จะไม่มีผลผูกพันถึงบุคคลที่ 3 ที่เป็น ผู้ซื้อ
    มาตรา 43** สำคัญ สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาต ให้ตกอยู่ใน ภาวะ จำยอม เพื่อ ประโยชน์แก่ ที่ดินจัดสรร และ เป็นหน้าที่ ของผู้จัดสรร ที่จะต้อง บำรุงรักษา สาธารณูปโภค ให้คงสภาพ ดังเช่น ที่ได้จัดทำขึ้น ตราบชั่วฟ้าดินสลาย หมายความว่า หลังจากจัดสรรเสร็จแล้ว ผู้จัดสรร ก็ต้อง ทำการบำรุง รักษา สาธารณูปโภค นั้นต่อไป (เหมือน ปว.286 เดิม)
    แต่ ในมาตรา 44

    ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษา เมื่อ

    1. ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้าน มาดูแลรักษาแทน
    2. ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
    3. ผู้จัดสรรที่ดินโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ = สาธารณะ ก็ต้องเข้ามา ดูแลรักษา
    โดยสาธารณะไม่มีสิทธิ์ไม่รับทรัพย์สินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 1377 "ถ้าผู้ครอบครอง สละเจตนา ครอบครอง หรือ ไม่ยึดถือ ทรัพย์สิน ต่อไป ถือเป็นสิ้นสุด เมื่อสิ้นสุด ถือว่า ทรัพย์สินนั้น ตกเป็น ของ แผ่นดิน"

    ดังเช่น กรณี ของ หมู่บ้านเมืองเอก รังสิต ซึ่งเป็น พื้นที่ ประมาณ 80% ของ อบต. หลักหก มีภาษีรายได้ ทั้งหลาย มาจาก ภาษี ของ คนในหมู่บ้าน เมืองเอก และ คนที่เป็น อบต. ก็เป็น คน ใน หมู่บ้านนี้อีกเช่นเดียวกัน แต่ อบต. ไม่สามารถ นำเอาเงิน ของ ทางราชการ มาใช้ ดูแล รักษา หมู่บ้าน (ของเอกชน) ได้ ก็เลยเกิด แนวคิด ว่า ให้โอน ส่วนที่เป็น พื้นที่ และ สาธารณูปโภค ให้เป็น สาธารณะซะ โดยที่ กิจกรรม ยังเป็นของหมู่บ้านอยู่ อบต. เลย สามารถ นำเงิน เข้ามา ดูแลรักษาได้

    มาตรา 49

    เป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษา คือ ให้ผู้ซื้อที่ดิน ออกค่าใช้จ่าย ในการดูแล บำรุงรักษา สาธารณูปโภค ในส่วนของ ที่ดินตัวเอง และ ให้ผู้จัดสรรที่ดิน ออกค่าใช้จ่าย ในส่วนของ แปลงที่ดิน ที่ยังไม่มีผู้ซื้อ  
    มาตรา 50 หากผู้ที่มี หน้าที่ ชำระเงินค่าบำรุงรักษา ชำระเงินช้ากว่าเวลาที่กำหนด จะต้อง จ่ายค่าปรับ ตามอัตรา ที่คณะกรรมการ กำหนด ยิ่งกว่านั้น หากค้าง ชำระนานตั้งเเต่ 6++ เดือน อาจโดน ระงับ การจดทะเบียน สิทธิ และ นิติกรรม ในที่ดิน จนกว่า จะนำเงิน มาชำระคืน ให้ครบ

    บทลงโทษสำหรับผู้ที่ "ไม่จ่าย" เงิน ค่า ดูแลรักษา
    หมายเหตุ : ในบทเฉพาะกาล เป็นการ ใช้บังคับ ย้อนหลัง ในเรื่องของ การดูแล และ บำรุงรักษา สาธารณูปโภค ต่างๆ

    สรุป โดยรวม

    พระราชบัญญัติ การจัดสรรที่ดิน ฉบับใหม่นี้ เน้นให้ความคุ้มครองผลประโยชน์แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และ เรื่องของการจัดการ ดูแล บำรุงรักษา สาธารณูปโภค มากขึ้น แต่ใน ขณะเดียวกัน ก็อาจมีผลทำให้ ผู้จัดสรร รายย่อย (เงินทุนน้อย) ตายไป เหลือแต่ผู้จัดสรรรายใหญ่ๆ เท่านั้น

    บทสรุปแห่งการเสวนา

    หลังจากการถกประเด็น และตีความอันเกี่ยวเนื่องกับเนื้อความในกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ กลุ่มผู้เสวนามีบทสรุป ร่วมกันเพื่อการดำเนินการในขั้นต่อๆไป ดังต่อไปนี้

    1. ให้มีการจัดสัมมนากลุ่มย่อย ในลักษณะนี้อีกหลายๆ ครั้ง เพื่อเป็นการระดมสมอง ให้บรรดาสถาปนิกได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตีความข้อกฎหมายต่างๆ โดยอาจจัดขึ้นใน "ชมรมวันพุธ"

    2. ตั้งกระทู้ เกี่ยวกับการตีความกฎหมาย ใน ASA WEBBOARD เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมแสดงความคิดเห็น

    3. ทำการสรุปรวบรวมความคิดความเห็นทั้งหมด เพื่อนำเสนอมุมมองของสถาปนิกที่มีต่อกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ เสนอในการประชุม ที่จะจัดขึ้น โดย วิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย เพื่อนำไป ประกอบ การตีความ กฎหมาย และปรับแก้ในบางส่วนให้เกิดความเข้าใจตรงกันของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

    ปิดการเสวนา 14.00 น.


    อ่าน ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องที่

    ดีจริงและ แย่จังกับ พรบ.อาคาร'ตูน
    กฎหมายคลายเส้น
    นิดหนึ่ง ของ กฎกระทรวง ฉบับที่ 55
    ดีจริง และ แย่จัง กับ พรบ. จัดสรร' ตูน
    ร่าง กฎกระทรวง เรื่อง ควบคุม โรงสหรสพ